29 เม.ย. 2555

The color of the top 100 web brands

แนวทางการเลือกสีของเว็บ 100 อันแรก ครับ เก็บไว้ใช้เป็นแนวทางในการเลือกสีของเว็บ



ดูรายละเอียดได้ที่ colourlovers.com
หรือดาวน์โหลดจากภาพที่ผมเก็บไว้

แนะนำรายการวิทยุ "คลิ๊ก พลิกธุรกิจ"

รายการวิทยุ "คลิ๊ก พลิกธุรกิจ" เป็นรายการที่เนื้อหาเกี่ยวกับการทำธุรกิจออนไลน์ ดำเินินรายการโดยคุณป้อม ภาวุธ จาก Tarad.com

คลิ๊กเพื่อฟังรายการตอนปัจจุบัน
คลิ๊กเพื่อฟังรายการย้อนหลัง

เรียนภาษาอังกฤษกับภาพยนต์สารคดี



การฝึกฟังภาษาอังกฤษเราสามารถใช้สื่อไ้ด้หลายรูปแบบ เช่น ข่าว ,ภาพยนต์ ,รายการโทรทัศน์ แม้กระทั่งเพลง แต่หลังจากลองหลายๆ แบบ ผมพบว่าสารคดี เป็นสิ่งที่เหมาะที่สุดสำหรับผม โดยเหตุผลต่อไปนี้ครับ

1. คำบรรยายสละสลวย ภาษาที่ใช้ในสารคดี เป็นการใ้ช้ภาษาที่สละสลวยและเป็นทางการ สิ่งเเหล่านี้เราจะไม่เห็นในภาพยนต์ หรือรายการโทรทัศน์ ที่จะเต็มไปด้วยภาษาพูด

2. เสียงบรรยายของสารคดี เป็นเสียงที่ชัดเจน แน่นอนครับเขาคัดโฆษกที่เสียงชัดเจน ฟังสบายหู พร้อมกับดนตรีหรือเสียงประกอบที่มีการควบคุมอย่างดี ไม่ให้กลบเสียงบรรยาย

3. ภาพกับคำบรรยายไปด้วยกันได้ สำหรับสารคดีผู้จัดทำมีเวลาในการเลือกมุมกล้องและตัุดต่อ ทำให้ภาพกับเสียงมันมีเนื้อหาไปในแนวเดียวกัน หากช่วงนั้นฟังแล้วไม่เข้าใจก็สามารถทำความเข้าใจกับภาพได้ แต่ข่าวบางข่าวจะไม่เป็นอย่างนั้น

4. โครงเรื่องสารคดีไม่ซับซ้อน อันนี้เทียบกับภาพยนต์บางเรื่อง หรือข่าวบางข่าว ตัวเนื้อหาเองมีความซับซ้อนมาก ใครเป็นใคร ใครหักหลังใคร คือต่อให้เราเข้าใจทุกๆ คำในภาพยนต์ได้ เราก็ต้องมาปะติดปะต่อเนื้อเรื่องด้วย ทำให้เราต้องคิดหลายชั้นเกินไป แต่สารคดีจะค่อนข้างตรงไปตรงมาครับ

5. เราสามารถเืลือกดูเนื้อหาที่เราสนใจได้ อัีนนี้เปรียบเทียบกับข่าวนะครับ เนื้อหาของข่ีาวมีหลากหลายมาก สมมติว่าช่วงนั้นเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ เนื้อหาข่าวส่วนใหญ่เป็นเรื่องเศรษฐกิจ หากเราไม่ได้สนใจเรื่องนี้ก็คงจะเหนื่อยกับศัพท์แสงเฉพาะในวงการนี้ สำหรับสารคดี หากเราสนใจเรืื่องสัตว์ เราก็จะมีเนื้อหาเกี่ยวกับสัตว์จำนวนมากให้เราดูครับ

จะว่าไปแล้ว สื่อแต่ละอย่างจะมีเป้าหมายต่างกันไป เช่น ข่าวจะเน้นความรวดเร็วทันเหตุการณ์ ภาพยนต์จะสนุกตื่นเต้น เพลงจะเน้นการสร้างอารมณ์ ส่วนสารนั้นก็เน้นทำให้ผู้ชมเข้าใจเนื้อหามากที่สุด นี่เองที่ทำเหมาะกับการฝึกภาษามากที่สุด (ไม่ใช่แค่อังกฤษนะครับ รวมไปถึงภาษาอื่นๆ ด้วย)

ลองฝึกฟังกันดูนะครับ วันละเรื่อง เรื่องละ 30 - 40 นาที ผมฟังไม่น้อยกว่าเรื่องละ 3 ครั้ง ครั้งแรกเปิดคำบรรยายด้วย(ถ้ามี) ครั้งต่อๆ ก็เริ่มปิด แต่ละครั้งเราจะเริ่มเข้าใจมากขึ้นครับ

28 เม.ย. 2555

รักที่ไม่มีเงื่อนไข

เรื่องนี้เป็นเรื่องของทหารคนหนึ่งที่เดินทางกลับจากเวียดนามถึงซานฟรานซิสโก และเตรียมเดินทางต่อไปบ้าน

เขาโทรไปหาที่บ้าน "พ่อและแม่ครับ ผมกำลังกลับบ้าน แต่อยากจะถามอะไรสักหน่อย ผมมีเพื่อนที่อยากจะพากลับบ้านด้วย"

" แน่นอน พวกเราก็อยากจะพบเขา"

"แต่มีบางอย่างที่ควรจะรู้นะครับ" ลูกชายบอก " เขาบาดเจ็บอย่างมากระหว่างการสู้รบ เขาเหยียบกับระเบิดทำให้เสียแขนและขา เขาไม่มีที่อื่นจะไปแล้วและผมก็อยากให้เขามาอยู่กับพวกเรา"

"เสียใจด้วยที่เป็นอย่างนั้น แต่บางทีเราน่าจะหาที่อยู่ให้กับเขาได้นะ "

"ไม่ครับ พ่อแม่ ผมอยากให้เขาอยู่กับเรา"

"ลูกไม่รู้หรอกว่าลูกกำลังขออะไร คนที่พิการจะสร้างภาระสำหรับเรา เรามีชีวิตที่เราต้องรับผิดชอบ เราไม่ควรจะให้เรื่องทำนองนี้มารบกวนชีวิตเรา พ่อคิดว่าลูกกลับมาบ้านแล้วลืมเพื่อนคนนี้เถอะ เขาจะหาเส้นทางชีวิตของเขาเอง" พ่อตอบ

เมื่อถึงตอนนี้ ลูกชายก็วางสาย พ่อและแม่ไม่ได้ข่าวอะไรเกี่ยวกับเขาอีกเลย

ไม่กี่วันต่อมา พวกเขาได้รับโทรศัพท์จากตำรวจซาน ฟรานซิสโก ว่า ลูกชายเสียชีวิตจากการตกตึก ตำรวจเชื่อว่าเป็นการฆ่าตัวตาย

พ่อแม่ที่รันทดพากันบินไปที่ซาน ฟรานซิสโก และถูกพาไปสถานที่เก็บศพเพื่อยืนยันตัวผู้เสียชีวิต

นี่คือลูกชายของพวกเขาจริงๆ แต่พวกเขาเพิ่งพบบางอย่างที่ไม่รู้มาก่อน

ลูกชายมีแค่แขนและขาเพียงข้างเดียว

ที่มา : กระทู้ที่ถูกแชร์โดย http://www.facebook.com/little.ghostly

คิดอย่างเทพ



อยากได้ภาพแบบข้างบนนี้ต้องทำอย่างไร ?

ผมคิดถึงเรื่องการจัดแสง องค์ประกอบ กล้องและเครื่องมือสารพัด และควรจะถ่ายโดยช่างภาพมืออาชีพ (ซึ่งต้องวัดแสงและปรับตั้งกล้องเป็นอย่างดี)

ที่ผมคิดนี่คิดแบบคนธรรมดา

หากคิดแบบเทพ( ในบทความเขาบอกว่าคิดอย่าง Boss ) งานนี้ทำได้โดยใช้สามสี่ขั้นตอนง่ายๆ เ่ท่านั้น

เฮ้ย ! มันแค่นี้เองเหรอ (ซูมดูรายละเอียดได้นะ)


ที่มา : Using Photoshop - Like a Boss/Noob!
ผ่านเฟซบุคส์ของ สมาคม python dev แห่งประเทศไทย

23 เม.ย. 2555

ปัญหา xampp เวอร์ชัน 1.7x โหลดช้า

ปกติผมจะใช้ Xampp เป็นเครื่องมือในการพัฒนาโปรแกรมด้วยภาษา php ซึ่งตลอดมา xampp ก็เป็นโปรแกรมที่ความสามารถครบถ้วน ใช้งานง่าย แต่ปัญหาในช่วงหลังๆ คือ xampp เวอร์ชันหลังๆ เริ่มจะโหลดช้า



ปัญหาคือเพียงแค่เรียก URL 127.0.0.1 ก็รอแทบขาดใจ หรือหากจะเรียก phpmyadmin ส่วนใหญ่โหลดได้ไม่ครบทั้งสองเฟรม หรือถ้าหากโหลดครบแล้วก็จะมีข้อความปรากฎที่ status bar(ของ firefox ) ว่ารอโหลด (คือโหลดไม่เสร็จสักทีนี่เอง)

สุดท้ายผมก็หันกลับมาใช้เวอร์ 1.6x แทน ปัญหาที่เกิดขึ้นก็หมดไป

สงสัยว่าเวอร์ชันใหม่ๆ คงทำมาให้เครื่อง core i-3 หรือ i-5 กระมัง พวก single core เลยไปไม่ไหว

ใครที่เจอปัญหานี้ รีบกลับไปใช้เวอร์ชันเก่าๆ โดยไว ครับ ( ยกเว้นแต่จะต้องใช้ php เวอร์ชัน 5.3 ขึ้นไป )

การวางกลยุทธ์องค์กร

ดร.เอกฤทธิ์ เลี้ยงพาณิชย์ มาบรรยายให้ฟังสั้นๆ เกี่ยวกับการวางกลยุทธ์ขององค์กร โดยโดยให้ความกระจ่างเป็นอย่างดีเกี่ยวกับ พันธกิจ วิสัยทัศน์ และคุณค่า ขององค์กร ซึ่งเป็นเรื่องหลายๆ คน สับสนอยู่เสมอ



ยังมีการบรรยายอีกหลายเรื่องที่น่าสนใจ ติดตามเนื้อหาเหล่านี้ได้จาก http://www.tiptalk.tv/

22 เม.ย. 2555

Introduction to Programming using Python เรียนไพธอนจากนักชีววิทยา

ผมขอแนะนำหนังสือ Introduction to Programming using Python เขียนโดยทีมงานจากสถาบันปาสเตอร์ ประเทศฝรั่งเศส

ความพิเศษคือ ไม่ใช่หนังสือไพธอนทั่วไป แต่เป็นหนังสือไพธอนสำหรับนักชีววิทยา ทำให้ตัวอย่างที่ปรากฎในหนังสือจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยทางชีววิทยา

นอกจากหัวข้อพื้นๆ ที่เราเจอกันในหนังสือไพธอนทั่วๆ แล้ว หนังสือเล่มนี้ยังอธิบายรายละเอียดในเรื่องที่ค่อนข้างลึกสำหรับไพธอน เช่น
Classes and objects in Python: technical aspects ซึ่งจะว่าไปแ้ล้วเนื้อหาระดับนี้ก็เกินระดับ Introduction ไปแล้ว (ผมเจอหนังสือเล่มนี้เพราะค้นหาเกี่ยวกับหัวข้อนี้จาก Google )

ใครอยากดูว่า พวกนักชีววิทยา เขาเรียนโปรแกรมกันอย่างไรเชิญติดตามอ่านได้

80:20 rules! - Building software smarter



Erik Petersen นำเสนอการใช้กฎของพาเรโท 80:20 มาใช้ในการพัฒนาซอพท์แวร์

ตอนต้นๆ มีการพูดถึงหลักการทั่วไป และการค้นหาองค์ประกอบ 20% ที่ทำให้เกิดผล 80% โดยใช้แผนภูมิแท่งและกราฟแบบง่ายๆ

เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการแก้ปัญหาบั๊ก ซึ่งเป็นตามหลักการพาเรโท คือ บั๊กส่วนใหญ่ก็จะปรากฎมากๆ ในเฉพาะบางส่วนของระบบ (ไม่กระจายทั่วระบบ) ทำให้เกิดแนวคิดหลายๆ อย่าง เช่น หากเจอบั๊กมักจะปรากฎว่ามีบั๊กตัวอื่นๆ อยู่ใกล้ๆ เป็นต้น

หรือการเน้นการตรวจบั๊กไปที่บางส่วนๆ เช่น ฟังก์ัชันที่มีความสำคัญ ฟังก์ชันที่เรียกใช้บ่อย ก็จะลดปัญหาเกี่ยวกับบั๊กได้

เรื่องนี้มีการพูดเกี่ยวกับหลักการของ Agile และ Unite test แต่ไม่มากอะไร ผมเองก็ไม่เข้าใจรายละเอียดของมันมากนัก แต่ฟังไปได้ครึ่งทางก็เลยต้องฟังให้จบ :-)

16 เม.ย. 2555

Let the Bullets fly

"ปล่อยให้กระสุนบินไป" เป็นคำพูดของจาง หม่า ซื่อ ( เจียง เหวิน) โจรร้ายที่ชอบปล้นคนรวยเพื่อนำเงินมาแจกจ่ายคนจน ในขณะที่ปล้นรถไฟ หล้ังจากเขาลั่นกระสุนไป 2 -3 นัด ลูกน้องถามเขาว่า "ยิงอะไร ไม่เห็นจะโดนเลย?"



ภาพยนต์เรื่องนี้มีฉากหลังเป็นเรื่องความวุ่นวายในประเทศจีน ในช่วงปี คศ. 1920 หลังจากซุนยัตเซ็นได้ทำการปฏิบัติล้มล้างระบบกษัตริย์ บ้างเมืองก็ยังไม่ได้เข้าสู่ความสงบ เหล่าขุนศึกและผู้มีอิทธิพลต่างรวบรวมกำลังคนเพื่อควบคุมพื้นที่

จนกระทั่งวันหนึ่งเขาได้ปล้นเจ้าเมืองที่ซื้อตำแหน่งมาก่อนจะสวมรอยไปเป็นเจ้าเมืองห่าน แต่เมืองนี้มีผู้มีหวาง สื่อ หลาง (โจวเหวินฟะ) เป็นเจ้าพ่อครองเมืองคอยรีดนาทาเร้นประชาชนอยู่แล้ว งานนี้จึงเป็นการชิงไหวชิงพริบระหว่างโจรด้วยกันเพื่อชิงความเป็นใหญ่

เมื่อจาง พยามรวบรวมชาวเมืองลุกขึ้นต่อสู้กับหวาง โดยแจกจ่ายทั้งเงินทองและอาวุธให้ก้ับชาวเมือง เพราะหวังว่าด้วยจำนวนคนที่มากกว่าจะสามารถโค่นล้มหวางได้

แต่สิ่งได้รับผิดถนัด

แม้ได้ทั้งเงินทอง และอาวุธ ก็ไม่มีใครยอมลุกขึ้นสู้ เพราะชาวเมืองกลัวเกรงหวาง ไม่มีใครอยากออกไปตายก่อน ไม่มีใครออกไปสู้่ในสิ่งที่ไม่แน่ใจว่าตนเองจะชนะ

ผมคิดไปถึงพวกประเทศเจ้าอาณานิคม ส่วนมากก็เป็นประเทศเล็กๆ แต่สามารถปกครองอาณานิคมอันกว้่างขวาง มีประชากรมากกว่าตนเองหลายเท่าได้ ทั้งๆ ที่หากคนเหล่านั้นร่วมแรงร่วมใจ ก็น่าจะเอาชนะได้ไม่ยาก อีกทั้งเป็นการต่อสู้ในบ้านของตนเองด้วย

การปกครองของประเทศเหล่านี้ ไม่ใช่แค่การใช้กำัลังอาวุธ แต่เป็นการทำลายความเชื่อมัน ทำลายกำลังใจ ของคนในปกครอง ให้รู้สึกว่าด้อยค่า และดูถูกตัวเอง ( ประมาณว่า สู้ไปก็เปล่าประโยชน์ เอาชนะไม่ได้หรอก )

อาจจะมีคนกลุ่มเล็กๆ มาต่อต้าน โดยที่คนส่วนใหญ่มักไม่ช่วยอะไรเพราะต้องรอดูท่าทีให้แน่ใจเสียก่อนว่าจะชนะ ถึงจะออกมาช่วย

เขาคงใช้วิธีนี้ คือ กำหราบกลุ่มต่อต้านเล็กๆ ให้เด็ดขาด แล้วคนส่วนใหญ่จะทำเฉยเอง ( แทนที่จะลุกฮือมาช่วยเพื่อนที่โดนปราบ)

ส่วนจาง เขามาเข้าใจเอาตอนท้าย จึงจัดฉากทำให้ดูเหมือนว่า หวางได้ตายแล้ว การลุกฮือจึงเกิดขึ้นได้

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า คนส่วนใหญ่พร้อมจะยืนข้างผู้ชนะ ผู้ประสบความสำเร็จ หากต้องคุณต้องการสนับสนุนก็ต้องทำให้เหมือนกับคนที่ประสบความสำเร็จ (ส่วนจะสำเร็จจริงหรือเปล่า นั้นมันก็อีกเรื่องหนึ่ง)


12 เม.ย. 2555

C005 การแปลงรูปแบบไฟล์มีเดียด้วยโปรแกรม Format Factory

โปรแกรม Format Factory เป็นโปรแกรมที่ทำหน้าที่แปลงรูปแบบของแฟ้มมีเดียต่่าง ๆ โดยรูปแบบของแฟ้มต่างๆ ที่สามารถแปลงได้นั้นมีหลากหลายมาก และที่สำคัญโปรแกรมนี้เป็น Freeware สามารถใช้งานได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

วิดิโอที่นำเสนอแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนเป็นเป็นขั้นตอนการติดตั้งโปรแกรม ส่วนที่สองเป็นการสาธิตการใช้งานโดยแปลงแฟ้มวิดิโอ flv ให้เป็นแฟ้มเสียงแบบ mp3 ติดตามได้เลยนะครับ

1. ขั้นตอนการติดตั้ง



2. การแปลงแฟ้มวิดิโอเป็นแฟ้มภาพ



ดาวน์โหลดแฟ้มวิดิโอ

ดาวน์โหลดแฟ้มวิดิโอคุณภาพสูงทั้งหมดได้ที่นี่ครับ

9 เม.ย. 2555

แนะนำ Udemy.com ตลาดวิชาออนไลน์

ผมขอแนะนำ udemy.com เป็นเว็บไซต์ที่ทำตัวเป็นตลาดวิชาออนไลน์ นั่นคือจะให้ใครก็ได้สามารถสร้างเนื้อหาของหลักสูตร จากนั้นเผยแพร่โดยอาจจะเผยแพร่ฟรี หรือคิดค่าใช้จ่ายก็ได้ หากคิดค่าใ้ช้จ่ายเว็บไซต์ udemy.com ก็จะดำเนินการเรื่องการเก็บค่าลงทะเบียนให้ โดยคิดค่าดำเนินการ 30%



ผมลองใช้ง่ายคร่าวๆ แล้ว โดยลองเรียนวิชา MySQL Database For Beginners แล้วก็พบว่าเนื้อหาคุณภาพดีพอสมควรครับ

การทำเช่นนี้เป็นการสร้างแพลตฟอร์ม ( แนะนำให้อ่านเรื่องการสร้างแพลตฟอร์มที่นี่ ) หากบริหารจัดการดีจะทำให้ได้ทั้งปริมาณและคุณภาพในการจัดการเรียนการสอน ด้วยเหตุดังต่อไปนี้ครับ

1. เราสามารถดูคุณภาพของวิชาเรียนได้ก่อนลงทะเบียนเรียน โดยดูจากจำนวนคนที่เรียน อ่านความเห็นที่วิจารณ์การเรียนการสอนได้ ดูการตอบคำถามในกระดานข่าว มาตรการเช่นนี้จะทำให้ผู้สอนแต่ละคนพยามปรับปรุงเนื้อหาวิชาที่ตนสอน เพราะต้องแข่ีงขันกับผู้สอนคนอื่นๆ ด้วย

สำหรับบทความวิจารณ์นี้ ต้องยอมรับว่า เขาวิจารณ์แบบตรงไปตรงมาดี(เพราะเขาเป็นลูกค้า) สำหรับในบ้านเราลูกศิษย์ในสถาบันการศึกษาทั่วไปคงจะไม่กล้าทำแบบนี้ (แม้จะคิดว่าครูสอนไม่ได้เรื่องก็ตาม)

2. เราสามารถติดต่อกับคนอื่นๆ ที่เรียนวิชาเรียนกับเราได้เมื่อลงเรียนวิชาเดียวกัน แบบนี้จะทำให้เกิดกลุ่มผู้เรียน ที่จะช่วยกันในการเรียนรู้เรื่องต่างๆ

3. มีการจัดอันดับวิชาที่มีคนเรียนมากที่สุด วิชาที่คิดว่าคุณอาจจะสนใจ ซึ่งมีส่วนสร้างการแข่งขันให้มากขึ้นอีก

4. เนื้อหาวิชาที่เราสร้าง จะเปิดให้ใช้งานได้ จะต้องมีปริมาณระดับหนึ่ง เช่น ต้องเป็นบทเรียนที่มีอย่างน้อย 5 หัวข้อ ความยาวของวิดิโอต้องไม่ต้องกว่า 30 นาที (ตัวเลขนี้สมมุตินะ ผมเป็นแป๊ปๆ แต่ค้นไม่ได้ว่าอยู่ตรงไหน)

ในเชิงเทคนิคระบบนี้แม้จะคล้ายกับระบบจัดการเรียนการสอน (Learning Management System) แต่ในระดับแนวคิดต่างกันสิ้นเชิง เพราะจะเ้น้นการ "แ่ข่งขัน" เพื่อพัฒนาเนื้อหาให้ดีที่สุด ในขณะที่ LMS ทั่วไปจะมีการผูกขาด (วิชาเดียว สอนโดยคนเดียว จะดีจะแย่ก็ต้องเรียนกับคนนี้)

8 เม.ย. 2555

การดาวน์โหลดวิดิโอจากอินเทอร์เนต โดยเว็บไซต์ Keepvid.com

วิดิโอคลิป 10 นาที แสดงวิธีการดาวน์โหลดวิดิโอจากอินเทอร์เนต โดยใช้เว็บไซต์ keepvid.com ครับ



หากชมออนไลน์แล้วยังไม่ชัดเจน ท่านสามารถดาวน์โหลดวิดิโอในรูปแบบ mp4 ขนาด 27 MB ได้ที่นี่

ลิงก์ที่เกี่ยวข้อง
- เว็บไซต์ keepvid.com เป็นเว็บหลักที่ช่วยดาวน์โหลด
- ท่านสามารถดาวน์โหลด Java Runtime Environment (JRE) ได้จากเว็บไซต์ Oracle.com

4 เม.ย. 2555

เฟซบุคส์ เครื่องมือเขียนประวัิติศาสตร์ส่วนบุคคล

ในวิดิโอปาฐกถา “ประวัติศาสตร์อันตราย” ในอุษาคเนย์ ของ ธงชัย วินิจจะกูล ได้พูดถึงการที่ประเทศต่างๆ ไ้ด้สร้างประวัติศาสตร์แบบที่เรียกว่า "ประวัติศาสตร์อันตราย" โดยมีแนวทาง 3 ประการ (ดูรายละเอียดที่นี่)

ทำให้ย้อนคิดมาถึงที่สิ่งที่หลายๆ คนทำในเฟซบุคส์ ว่าเป็นเสมือนกับการบันทึกประวัติศาสตร์ตัวเองลงไปในโลกออนไลน์

เืพื่อให้ประวัติ(ศาสตร์) ของตนเองดูดี ก็ต้องใช้แนวทางดังนี้

1. บอกเล่าความยิ่งใหญ่ของตัวเอง โดยการนำเสนอสิ่งเหล่าีนี้ ได้แก่ โพสท์รูปไปเที่ยวต่างประเทศ ,โพสท์รูปรถใหม่ บ้านใหม่ ,โพสท์รูปรับรางวัล ฯลฯ
2. บอกเล่าเรื่องราวการถูกรังแก อันนี้ออกดรามาหน่อย ถึงไม่เจอบ่อยนัก แต่ก็พอเป็นบ้าง
3. ปกปิดเรื่องราวเลวๆ ผมก็ไม่เคยเห็นใจโพสท์ประจานตัวเอง เอาตอนที่ทำไม่ดีมาลง ( แต่เอาเรื่องไม่ดีของคนอื่นมาลงนี่ก็เยอะมาก) และทั้งวอลล์ก็จะมีเรื่องทำนองข้อที่ 1

ซึ่งจะว่าไปแล้วทั้ง 3 แนวทางนี้ ผมทำอยู่เหมือนกัน แต่อาจจะไม่หนักเท่าบางคน

แต่เขียนเพื่อสะิกิดใจไว้ให้เป็นข้อสังเกต เวลาดูหน้าเฟซของหลายๆ คน .....

แนะนำหนังสือ How to Think Like a Computer Scientis (พร้อมฉบับแปล)

ผมไปเจอหนังสือเรื่อง How to Think Like a Computer Scientist ซึ่งเป็นหนังสือที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการเขียนโปรแกรม โดยใช้ภาษาไพธอนเป็นเครื่องมือในการศึกษา หนังสือเล่มนี้ใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายและอธิบายหลักการเบื้องต้นที่จำเป็นจึงเหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มต้นในการเขียนโปรแกรม ซึ่งจะได้รับความรู้ทั้งเรื่องหลักในการเขียนโปรแกรม และภาษาไพธอนไปพร้อมๆ กัน

ท่านสามารถอ่านหนังสือเล่มนี้ได้ฟรีผ่านทางอินเทอร์เนต และสำหร้ับบางท่านที่ไม่อยากอ่านภาษาอังกฤษ ก็มีผู้แปลเป็นภาษาไทยเรียบร้อยแล้วอยู่ในวิกิตำรา

3 เม.ย. 2555

เรียน python : รู้จักรูปแบบของภาษาคอมพิวเตอร์

สวัสดีครัืบทุกๆ ท่าน ชุดบทความนต่อไปนี้เป็นการแนะนำให้รู้จักกับภาษา Python ภาษาที่ได้รับความนิยมอย่างมากในโลกของการเขียนโปรแกรม แต่ไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนักในประเทศไทย

เนื้อหาที่ผมจะเขียนต่อไปนี้จะเป็นการแนะนำเนื้อหาสำหรับผู้ที่ไม่เคยเขียนโปรแกรมมาก่อนเลย แต่ก็ถือว่าควรจะใช้งา่นคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เนตได้คล่องแคล่วพอสมควรนะครับ น่าจะพอศึกษาด้วยตัวเองได้

บทเรียนชุดนี้จะต่างจากที่คนอื่นเขียนอย่างไร
ท่านสามารถหาอ่านวิธีการในการเขียนโปรแกรมภาษาต่างๆ ในอินเทอร์เนตได้อย่างมากมาย แต่สิ่งที่ผมนำเสนอนี้ผมคิดว่านอกจากจะแนะนำภาษาไพธอนใหักับท่านแล้ว ผมยังจะแนะนำแนวคิดพื้นฐานในการเขียนภาษาอื่นๆ ด้วย

ผมเชื่อว่าท่านยากที่ท่านจะใช้ภาษาคอมพิวเตอร์แค่ภาษาเดียว แต่การเรียนภาษาอื่นๆ เพิ่มเติมนั้น หากเราได้วางแผนศึกษาหลักการพื้นฐานแล้ว จะทำให้ท่านสามารถเรีนยนภาษาคอมพิวเตอร์ที่สอง สาม ได้อย่างเร็วขึ้น

ผมเน้นการศึกษาจากคู่มือที่มาจากกัีบภาษานั้นๆ ควรศึกษาสิ่งที่อยู่ในคู่มือให้เต็มที่ก่อน แล้วค่อยไปแสวงหาความรู้จากแหล่งอื่น แต่อย่างไรก็ตามผมยอมรับว่า manual ส่วนมากที่เป็นเอกสารทีอ่านยากและหลายๆ คนไม่ยอมอ่านครับ


ทำไมไม่เริ่มจาก Php
จริงๆ Php เป็นภาษาที่น่าสนใจ ไ้ด้รับความนิยมมาก หาคู่มือได้ง่าย กลุ่มผู้ใช้ก็มากกมาย แต่ทำไมผมถึงเลือกที่จะสอนการเขียนโปรแกรมด้วยภาษา Python ซึ่งลำบากยากเย็นเช่นนี้ ดังเหตุผลดังนั้นครับ

1. Php ไม่เน้นการเป็นโปรแกรม native พูดง่ายๆ คือ Php เกิดมาเพื่อสร้าง web application แม้จะทำงานแบบ native ได้ แต่ก็ไม่เป็นที่นิยม ผมต้องการภาษาที่เป็นได้ทั้ง native และ web application เพื่อให้ท่านได้ลองเีขียนโปรแกรมได้หลายๆ แบบ

2. Python ไม่มีคู่มือภาษาไทย การไม่มีคู่มือภาษาไทยก็ดีไปอย่าง เพราะหากท่านสนใจการเขียนโปรแกรมจริงๆ ท่านก็ต้องพยามเรียนภาษาัอังกฤษด้วย ผมว่าทุกคนที่อ่านบทเรียนนี้ อย่างน้อยน่าจะจบการศึกษาภาคบังคับ แม้ในโรงเรียนภาษาอังกฤษท่านจะไม่ดี ก็ไม่ได้หมายความว่าท่านจะฝึกด้วยตัวเองไม่ได้นี่ครับ

แต่ก่อนจะเริ่มการศึกษาการเขียนโปรแกรมด้วยภาษาไพธอน เรามารู้จักโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ก่อนดีกว่า

มโนทัศน์การเขียนโปรแกรม ( Programming Paradigm )
ส่วนนี้เป็นการมองภาพรวมของการเขียนโปรแกรม ภาษาที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมมีหลายภาษามาก แต่อาจจะแบ่งได้ดังนั้น
1. Imperative programming การเขียนโปรแกรมด้วยการสั่งครับ ภาษาแบบนี้จะเต็มไปด้วยคำสั่ง ซึ่ีงจะระบุว่าต้องทำอะไรบ้าง มีขั้นตอนแบบไหน ภาษาทั่วไปที่เราใช้งานก็เป็นแบบนี้ เช่น ภาษา Python , C , Java เป็นต้น ภาษาเหล่านี้จะมีคำสั่งย่อยที่สุดที่เรียกว่า statement นำมาเรียงต่อๆ กันไป

ถ้าเป็นในชีวิตประจำวันเราจะเจองานเขียนทำนอง Imperative ในเรื่อง สูตรการทำอาหาร วิธีใช้งานเครื่องจักร ขั้นตอนการไปติดต่อโรงพยาล

สำหรับรูปแบบย่อยของ Imperative programming คือ Procedural programming ซึ่งเป็นโปรแกรมที่สร้างด้วยการนำโปรแกรมย่อย เช่น function , precedure หรือ subroutine มาเป็นส่วนประกอบ

2. Declarative programming การเขียนโปรแกรมด้วยการประกาศ โปรแกรมเหล่านี้จะไม่ระบุขั้นตอนเพื่อใได้สิ่งที่เราต้องการ แต่จะอาศัยการประกาศ ภาษาโปรแกรมที่เราคุ้นกันดีได้แก่ Html , Css , Xml ครับ งานเขียนทำนอง declarative สำหรับชีวิตประจำวัน ก็อาจจะปรากฎในรูป แบบแปลนบ้าน ,ผังเมือง เป็นต้น

อย่างไรก็ตามในสมัยก่อน มีเส้นแบ่งชัดเจนระหว่าง Imperative programming กับ Declarative programming แต่ปัจจุบันพอมีแนวคิดเรื่อง OOP เข้ามาแล้ว เส้นแบ่งที่ว่าก็เลือนไป เพราะว่า OOP programming จะมีการทั้งการประกาศ attribute และการสั่งงานใน method ภาษา Python ก็เช่นกันครับ เราอาจจะเลือกเขียนโปรแกรมให้ทำงานบางอย่างได้ทั้งแบบ procetural หรือจะเป็นแบบ OOP


2 เม.ย. 2555

การสัมนาวิชาการ “ยกเครื่องการศึกษาไทย: สู่การศึกษาที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง”

เมื่อวันที่ 15 ก.พ. 55 ที่ผ่านมา สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ( TDRI) ได้จัดการสัมนาวิชาการเรื่อง "ยกเครื่องการศึกษาไทย"

ก่อนจะให้ไปดูเนื้อหาของการสัมนา เมื่อลองเข้าไปอ่านรายละเอียดจจะพบว่า หน่วยงานนี้เป็นหน่วยงานในรูปมูลนิธิ มีภารกิจวิจัยเชิงนโยบาย ให้แก่หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานระหว่างประเทศ ตลอดจนริเิริ่มการวิจัยเอง เพื่อสนับสนุนการกำหนดนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทย

การสัมนาครั้งนี้ ต้องการนำเสนอผลงานวิจัย โดยแบ่งเป็น 4 หัวข้อคือ
1. การปฏิรูปการศึกษารอบใหม่: สู่การศึกษาที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง (The New Round of Education Reform: Toward Inclusive Quality Education)

2 การสร้างความเชื่อมโยงของการศึกษากับตลาดแรงงาน (The Development of a Better Linkage between the Education System and the Labor Market)

3. ระบบการบริหารและการเงินเพื่อสร้างความรับผิดชอบในการจัดการศึกษา (A Management and Financial Model for a Greater Accountability in Education Management)

4. โรงเรียนทางเลือกกับทางเลือกในการศึกษาของประชาชน (Alternative Education as a Choice of Education)

ท่านสามารถดาวน์โหลดเอกสารประกอบการสัมนา และแฟ้มเสียงของทุกหัวข้อได้จาก หน้าเพจของการสัมนา

ผมขอสรุปสาระสำคัญของหัวข้อแรก ซึ่งเป็นหัวข้อที่มีขอบข่ายครอบคลุมไปยังหัวขัออื่นด้วย ดังนี้ครับ
1. ความล้มเหลวของการศึกษาไทยไม่ไ้ดมาจากความขาดแคลนทรัพยากร แต่มาจากการบริหารจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพ
2. การเพิ่มทรัพยากรไม่ไ้ด้มีผลโดยตรงต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา การเพิ่มงบประมาณ และเพิ่มเวลาเรียนไม่ได้ทำุใ้ห้คุณภาพการศึกษาดีขึ้นเสมอไป
3. ผู้วิจัยเสนอให้ปรับปรุึงสิ่งที่แรกว่า "สายความความรับผิดชอบ" จากเดิมที่มีอยู่เป็นสายที่ยาวมาก มาเป็นสายที่สั้นลง

ความเห็น
ปัญหาการคุณภาพการศึกษาเป็นปัญหาที่มีมานาน การปฏิรูปการศึกษาในปี 2542 ก็เป็นความพยามในการแก้ปัญหาดังกล่าว แต่หลังจากผ่านไปสิบกว่าปี คุณภาพกลับแย่ยิ่งกว่าเดิมอีก

แม้ในหน่วยงานเป็นเป็นสมองของกระทรวงศึกษาธิการเอง ก็เคยทำการเสนอแนะปัญหาแต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีการลงมือแก้ไขอย่างเป็นจริงจัง สิ่งที่ทำอยู่ในทุกวันนี้เหมือนเป็นการแก้ํปัญหาเฉพาะหน้า

คุณค่าของงานวิจัยครั้งนี้คือการนำเสนอสาเหตุและแนวทางทางแก้ป้ญหาอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ และแสดงให้เห็นว่าสมมติฐานหลายๆ อย่างในวงการศึกษาไทยนั้นไม่ถูกต้อง (เช่น การศึกษาไทยมีคุณภาพด้อยเพราะขาดแคลนงบประมาณ , หรือ การเพิ่มเวลาเรียนจะทำให้คุณภาพการศึกษาดีขึ้น)

ในฐานะที่เป็นคนในวงการ ก็บอกว่า คนในกระทรวงก็ทราบปัญหาเหล่านี้เช่นกันครับ แต่กลไกในการแ้ก้ํปัญหายังเป็นแบบเดิมๆ ต้องรอดูแผนงานและนโยบายจากส่วนกลาง ซึ่งก็มักไม่ได้ผล

เนื่องจากงานวิจัยนี้ เป็นการนำเสนอมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ต่อปัญหาการศึกษาไทย แนวทางในการแก้ปัญหาคือ การใช้กลไลตลาด เปิดให้มีการแข่งขัน คนที่ทำดีควรจะได้รางวัล มีการวัดผลอย่างชัดเจนและเป็นธรรมโดยผู้ใ้ช้บริการ (ในที่นีคืือผู้ปกครองและนักเรียน) โดยเรียกกลไกนี้ว่า "สายความรับผิดชอบ" (ที่ควรจะทำให้สั้นที่สุด)

1 เม.ย. 2555

คู่มือการอ่านคู่มือ (ประสบการณ์จากการอ่านคู่มือ Codeigniger)

ตอนนี้ผมกำลังศึกษา Codeigniter อยู่ีครับ เ่่ช่นเดียวกับการศึกษาเรื่องอื่นๆ คือ เวลาที่ผมติดปัญหา ผมจะสืบค้นโดยใช้ Google ทั้งๆ ที่คู่มือของ Codeigniter ก็มี

แต่ปัญหาคือผมไม่รู้ว่าจะค้นได้อย่างไร (หมายถึง เรื่องนี้มันควรจะอยู่บทไหน? ในห้วข้ออะไร ?)

ยกตัวอย่าง เช่น ผมต้องการดูว่า Codeignter มีวิธีจัดการกับการส่งข้อมูลกับฟอร์มได้อย่างไร เมื่อเราส่งข้อมูลผ่าน method ด้วยวิธี get and post หลังจากตะลุยไปเรื่อย และผมก็พบในที่สุด

ผมกลับมาคิดว่า ทำไมต้องตะลุยอ่านตั้งมากมาย มันมีแนวทางอะไรบางอย่างที่เราสามารถค้นหาแหล่งข้อมูลได้เจอเร็วกว่านี้ไหม ?

สำหรับ Codeigniter ผมพบว่า หากเราใช้แนวคิดที่ว่า "ทุกๆ อย่างใน Codeigniter เป็น object ที่ถูกสร้างด้วย class ดังนั้นหากเราสงสัยการทำงานส่วนไหน แทนที่จะถามว่า "ทำอย่างไร ?" (How to do) เรากลับต้องถามว่า "ใคร(Class) ไหนเป็นผู้ทำ?"

จากนั้นเราก็ไปอ่านคู่มือที่เขาแบ่งตาม Class แล้วจะเจอวิธีที่เราต้องการ

และหากกลับไปพิจารณาภาพรวม จะเห็นว่า คู่มือของ Codeigniter จริงๆ มันควรจะเปลี่ยนชื่อว่า "คู่มือ class ของ Codeigniter" แทนน่าจะเหมาะกว่า

จากการแก้ปัญหาข้างบน ให้แนวคิดเพิ่มเติมกับผม ดังนี้

1. คู่มือสะท้อนภาพรวมของสิ่งที่มันให้คำอธิบาย
คู่มือมักจะสะท้อนแนวคิดของสิ่งที่มันให้คำอธิบาย แต่แนวคิดนั้นมักไม่อยู่ในคู่มือ คู่มือมักจะบอกรายละเอียดแต่จะไม่บอกภาพรวม หรือสิ่งที่อธิบายโดยรวมๆ

คุณลองดูสารบัญของคู่ืมือการใช้งาน Codeigniter และ Python แล้วลองดูว่าสารบัญเหล่านี้ให้อะไรกับคุณบ้าง(นอกจากรายละเอียด)





สิ่งที่ผมเรียกว่าคำอธิบายรวมๆ นี้ เป็นสิ่งที่ผู้ใช้งานแต่ละคนจะมีความคิดของตัวเอง ดังตัวอย่างข้างต้น

สำหรับคำอธิบายเหล่านี้จะแตกต่างกันไปในแต่ละบุึึคคลขึ้นอยู่กับความคิดและประสบการณ์เดิม แต่ถ้าคุณหมั่นคิดทบทวนบ่อยๆ คำอธิบายเหล่านี้จะใช้งานได้ดีขึ้น

คำอธิบายเหล่านี้ หลายคนอาจจะเรียกมันว่า Concept หรือ หัวใจ หรืออื่นๆ ก็เป็นสิ่งเดียวกัน

2. การใช้คู่มือให้ได้ผลต้องมีคู่มือในการใช้คู่มือ
การใช้คู่ืมือไม่ใช่ง่ายๆ นะครับ สำหรับหลายๆ เรื่องเราจำเป็นต้องต้องศึกษาวิธีใช้คู่มือเหล่านี้ ความรู้เหล่านี้อาจจะเรียกว่า meta-data คือควมมรู้ที่อยู่นอกเหนือจากที่เราสนใจ แต่เราจะไม่สนใจไม่ได้เพราะเราต้องใช้มันหาสิ่งที่เราสนใจ

เหมือนกับที่หลายๆ คนเคยเรียนในหลักสูตรปริญญาตรี (หรือในระดับมัธยม) คือ วิชาการค้นคว้าในห้องสมุด เป็นวิชาสำหรับหาวิชาอื่นๆ อีกที

สรุป
การหาข้อมูลที่ซ่อนอยู่ข้างหลังนั้น อาจจะต้องใ้ช้เวลาคลุกคลีอยู่กับสิ่งนั้นมากพอสมควร มากกว่าจะทำความเข้าใจจากคู่มือเพียงอย่งเดียว

แต่อย่างไรก็ตามในเบื้องต้น ขอแนะนำให้ลองหาสารบัญของคู่มืออะไรก็ได้ที่คุณใช้ประจำ มาลองนั่งคิดดูว่า ทำไมมันต้องเรียงลำดับเนื้อหาแบบนั้น ? สามารถสลับเนื้อหาได้ไหม ? อะไรตัดทิ้งได้ ? อะไรต้องมี ?

สิ่งเหล่านี้จะทำให้ท่านมองเห็นภาพรวมได้มากขึ้นอย่างแน่นอน