ทัึุกทายกันก่อน

ตอนนี้ผมมีเหตุต้องให้สอนภาษาอังกฤษ เลยค่อนค้างยุ่งกับวิธีการสอนที่เรียกว่า phonic จริงๆ วิธีนี้ก็ไ่ม่ใช่เป็นวิธีใหม่อะไร เพียงแต่เป็นคล้ายก้ับส่วนเติมเต็มภาษาอังกฤษที่เรียนกันในโรงเรียน รายละเีอียดติดตามได้จากบล็อกนี่แหล่ะ

สำหรับบทเรียนภาษาคอมพิวเตอร์ XHTML & CSS ที่ผมกำัลังแปลอยู่ก็ยังทำอยู่นะครับ แต่อาจจะช้าลงไปบ้าง และก็ยังรับผู้ช่วยแปลเหมือนเดิม ใครที่ไม่เก่งภาษาอังกฤษไม่เป็นไร ขอแต่มีใจรัก ผมยินดีช่วยแนะนำเทคนิควิธีหลายๆ อย่างให้ การแปลคำบรรยายวิดิโอ รับรองไปขอให้ใครสอนเขาก็ไม่สอนให้หรอกครับ มันต้องฝึกทั้งหูเราให้ดี การใ้ช้โปรแกรม VLC แบบซับซ้อน ฯลฯ แต่หากจะเรียนท่านก็ต้องออกแรงทำประโยชน์ให้คนอื่นๆ เหมือนกัน

และสุดท้าย ช่วงนี้เข้าหน้าฝนแล้ว ฝนเริ่มตกและอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย โปรดระวังรักษาสุขภาพท่านด้วยนะครับ

18​ พ.ค. 56

9 เม.ย. 2555

แนะนำ Udemy.com ตลาดวิชาออนไลน์

ผมขอแนะนำ udemy.com เป็นเว็บไซต์ที่ทำตัวเป็นตลาดวิชาออนไลน์ นั่นคือจะให้ใครก็ได้สามารถสร้างเนื้อหาของหลักสูตร จากนั้นเผยแพร่โดยอาจจะเผยแพร่ฟรี หรือคิดค่าใช้จ่ายก็ได้ หากคิดค่าใ้ช้จ่ายเว็บไซต์ udemy.com ก็จะดำเนินการเรื่องการเก็บค่าลงทะเบียนให้ โดยคิดค่าดำเนินการ 30%



ผมลองใช้ง่ายคร่าวๆ แล้ว โดยลองเรียนวิชา MySQL Database For Beginners แล้วก็พบว่าเนื้อหาคุณภาพดีพอสมควรครับ

การทำเช่นนี้เป็นการสร้างแพลตฟอร์ม ( แนะนำให้อ่านเรื่องการสร้างแพลตฟอร์มที่นี่ ) หากบริหารจัดการดีจะทำให้ได้ทั้งปริมาณและคุณภาพในการจัดการเรียนการสอน ด้วยเหตุดังต่อไปนี้ครับ

1. เราสามารถดูคุณภาพของวิชาเรียนได้ก่อนลงทะเบียนเรียน โดยดูจากจำนวนคนที่เรียน อ่านความเห็นที่วิจารณ์การเรียนการสอนได้ ดูการตอบคำถามในกระดานข่าว มาตรการเช่นนี้จะทำให้ผู้สอนแต่ละคนพยามปรับปรุงเนื้อหาวิชาที่ตนสอน เพราะต้องแข่ีงขันกับผู้สอนคนอื่นๆ ด้วย

สำหรับบทความวิจารณ์นี้ ต้องยอมรับว่า เขาวิจารณ์แบบตรงไปตรงมาดี(เพราะเขาเป็นลูกค้า) สำหรับในบ้านเราลูกศิษย์ในสถาบันการศึกษาทั่วไปคงจะไม่กล้าทำแบบนี้ (แม้จะคิดว่าครูสอนไม่ได้เรื่องก็ตาม)

2. เราสามารถติดต่อกับคนอื่นๆ ที่เรียนวิชาเรียนกับเราได้เมื่อลงเรียนวิชาเดียวกัน แบบนี้จะทำให้เกิดกลุ่มผู้เรียน ที่จะช่วยกันในการเรียนรู้เรื่องต่างๆ

3. มีการจัดอันดับวิชาที่มีคนเรียนมากที่สุด วิชาที่คิดว่าคุณอาจจะสนใจ ซึ่งมีส่วนสร้างการแข่งขันให้มากขึ้นอีก

4. เนื้อหาวิชาที่เราสร้าง จะเปิดให้ใช้งานได้ จะต้องมีปริมาณระดับหนึ่ง เช่น ต้องเป็นบทเรียนที่มีอย่างน้อย 5 หัวข้อ ความยาวของวิดิโอต้องไม่ต้องกว่า 30 นาที (ตัวเลขนี้สมมุตินะ ผมเป็นแป๊ปๆ แต่ค้นไม่ได้ว่าอยู่ตรงไหน)

ในเชิงเทคนิคระบบนี้แม้จะคล้ายกับระบบจัดการเรียนการสอน (Learning Management System) แต่ในระดับแนวคิดต่างกันสิ้นเชิง เพราะจะเ้น้นการ "แ่ข่งขัน" เพื่อพัฒนาเนื้อหาให้ดีที่สุด ในขณะที่ LMS ทั่วไปจะมีการผูกขาด (วิชาเดียว สอนโดยคนเดียว จะดีจะแย่ก็ต้องเรียนกับคนนี้)

ไม่มีความคิดเห็น: