31 ส.ค. 2554

แนะนำหนังสือเรื่อง "10 เรื่องที่เด็กออทิสติกอยากให้คุณรู้"

หนังสือเล่มนี้เรียบเรียงจากบทความเรื่อง Ten Things Every Child with Autism Wishes You Knew ของ Ellen Notbohm เีรียบเรียงเป็นภาษาไทยโดย นาวาเอกหญิ่ง อารยา อัมระปาล



ตัวต้นฉบับของหนังสือเล่มนี้เป็นบทความสั้นๆ แต่พอนำมาเรียบเีรียงและใส่ภาพประำกอบทำให้ดูเนื้อหาเยอะขึ้น รายละเอียดข้างในเป็นการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการดูแลเด็กออทิสติก ซึ่งแบ่งเื้นื้อหาเป็น 10 หัวข้อคือ

1. อันดับแรกและสำคัญที่สุึดคือ หนูเป็นเด็ก
2. กระบวนการรับรู้ของหนูนั้นสับสน
3. กรุณาแยกแยะให้ออกว่า "ไม่ทำ" (หนูปฏิเสธที่จะไม่ทำ) กับ "ไม่สามารถ" (หนูทำไม่ได้จริงๆ) นั้นไม่เหมือนกัน
4. ความเป็นนักคิดตรงไปตรงมา แปละว่า หนูจะตีความภาษาตามคำที่พูด
5. กรุึณาอดทน หากหนูใช้คำพูดไม่ถูก
6. ภาษาพูดนั้นเป็นทักษะที่ยากมากสำหรับหนู หนูจะมองทุกอย่างเป็นกายภาพมากกว่า
7. โปรดเน้นและสนับสนุนสิ่งที่หนูทำได้ มากกว่าจะไปเน้นสิ่งที่หนูทำไม่ได้
8. โปรดช่วยหนูเรื่องการเ้ข้าสังคม
9. พยามดูสิว่าอะไรทำให้หนูหมดสภาพ
10. ขอใ้ห้รักหนูอย่างไม่มีเงื่อนไข



ผู้เขียนเีขียนโดยให้สมมติให้ตัวเองเป็นเด็กออทิสติก มาเล่าเรื่องๆ ต่างๆ ให้เราฟังอย่าวสละสลวย สมเป็นนักเีขียนระดับรางวัลและีมีลูกที่เป็นเด็กออทิสติก

ผมพบหนังสือเล่มนี้อยู่ในสำนักงาน เข้าในว่ามีหน่วยงานสัำกแห่งส่งมาให้เผยแพร่(ไม่ไ้ด้ถามเจ้าของงานว่าใคร ส่งมาทำไม?) สำหรับผู้สนใจก็มีให้โหลดไปอ่านกันฟรีๆ ครับ

แม้ว่าในหนังสือนี้กล่าวถึงอาการเด็กออทิสติกโดยสังเขป แต่ผมพยามนึกดูแล้ว คิดไม่ออกว่าผมเคยเห็นเด็กแบบนี้ไหม ? ที่เคยเห็นคือเด็กดาวน์ซินโดรมหรือเด็กเอ๋อ เอาเป็นว่าเขาจะเป็นอย่างไรก็เป็นคนเหมือนเราๆ ท่านๆ ที่แหล่ะ ก็ช่วยๆกันดูแลกันด้วยนะ

สุดท้ายขอนำเอาท่อนที่ประทับใจมาฝากกัน

"อาจจะจริงที่พวกหนูสบตาไม่เก่ง หรือคุยไม่รู้เรื่อง แต่คุณได้สังเกตบ้างไหมว่า หนูไม่ได้โกหก ไม่โกงในการเล่นกีฬาหรือกิจกรรมอื่นๆ ไม่นินทาว่าร้ายใครในชั้นเรียน หรือไม่ตัดสินใครอย่างนั้นอย่างนี้ล่วงหน้าเลย"

25 ส.ค. 2554

70:20:10 Framework

The 70:20:10 Framework
View more presentations from Charles Jennings


70:20:10 Framework ซึ่งเป็นแนวคิดของ Alan Tough เป็นแนวทางในการจัดการศึกษาต่างจากเดิมที่จะมองว่าการจัดการเรียนคือการจัดการชั้นเรียน วิชาเรียน และหลักสูตร

โดยแนวคิดนี้แบ่งวิธีเรียนรู้เป็นสามส่วนคือ 1) เรียนจากประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน 2) เรียนจากการแลกเปลี่ยนกับคนอื่นๆ 3) เรียนจากหลักสูตรที่เป็นระบบ

แล้วทำทั้งสามมาผสมผสานกันโดยให้น้ำหนักเป็น 70:20:10 ตามลำดับ

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ 70:20:10 Framework ที่นำเสนอนี้เป็นแค่แนวทาง การปรับสัดส่วนต่างๆ ไม่จำเป็นต้องเป็น 70:20:10 เสมอไป ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น

1)เนื้อหาในการเรียนรู้
แต่ละเนื้อหาต้องการสัดส่วนที่ไม่เหมือนกัน เช่น การเรียนวิชาคณิตศาสตร์อาจจะต้องให้น้ำหนักกับการเรียนหลักสูตรเป็นระบบมากขึ้น แต่การเรียนขี่จักรยานก็ต้องให้น้ำหนักการลงมือปฏิบัติมากหน่อย

2)ประสบการณ์เดิมของผู้เรียน
พวกมือใหม่ๆ จะต้องการเรียนจากหลักสูตร ขณะที่ผู้ชำนาญแล้วอาจจะต้องการแลกเปลี่ยนรู้มากกว่า

นอกจากนี้บทความนี้ยังแนะนำบทบาทของแต่ละส่วนในองค์กร เช่น ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายบุคคล ว่ามีแนวทางปฏิบัติอย่างไรเพื่อให้เกิดการส่งเสริมการเรียนรู้ให้เป็นวัฒนธรรมขององค์กร

มีข้อสังเกตให้คิดนิดหนึ่งนะครับ
1. "การเรียนรู้ตามอัธยาศัย ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจหรือโดยบังเอิญ" (สไลด์ที่ 11) อันนี้เป็นสิ่งที่หลายๆ คนยังเข้าใจผิด คิดว่าการเรียนรูตามอัธยาศัย เหมือนกับการพักผ่อนตามอัธยาศํย ซึ่งอย่างหลังนี่แปลว่าทำอะไรก็ได้ (ในความคิดของผมคือ ให้ดูอัธยาศัยเขาว่าชอบเรื่องอะไร แนวไหน จากนั้นก็จัดสภาพแวดล้อมที่อำนวย หรือช่วยส่งเสริม ไ่ม่ใช่ปล่อยให้เขาทำอะไรตามใจ อยากเรียนอะไรก็ทำไปตามที่ตัวเองคิด หรือไปหาโดยตัวเอง อันทำให้ลำบากมาก ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้ก็ไม่ต้องตั้งหน่วยงานมารับผิดชอบก็ได้)

2. การจัดการเรียนรู้ไม่ใช่การเลือกแบบใดแบบหนึ่งระหว่างการเรียนจากประสบการณ์ เรียนจากการแลกเปลี่ยน หรือเรียนจากหลักสูตรที่เป็นระบบ แต่เป็นการผสมผสานกัน

เมื่อ เพชร โอสถานุเคราะห์พูดถึง "เพียงชายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ"

บังเอิญได้ฟังที่มาที่ไปของเพลง "ผู้ชายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ" เพลงระดับตำนานของวงการ จากการที่เพชร โอสถานุเคราะห์ มาเป็นแขกรับเชิญในรายการ Channel[V]Thailand และได้กล่าวถึงที่มาที่ไปของเพลงนี้ในสั้นๆ ( ตั้งแต่นาทีที่ 7:08 - 8:00)

แต่เดิมเพลงนี้ถูกแต่งขึ้นตอนที่เพชรเรียนอยู่เมืองนอก ด้วยหวังว่าจะใช้จีบสาว ชื่อเพลง I'm just a man แล้วถูกใส่เนื้อเป็นภาษาไทยในภายหลัง ความรู้สึกของเพชรที่มีต่อเพลงนี้ืคือ "ไม่เคยคิดว่าจะฮิต ไม่ได้สนใจ หรือภูมิใจอะไรเลย" (เพราะไปหวังกับเพลงอื่นแทน)


ความเห็น :
1. ไม่ว่าเขาจะคิดอย่างไร เพลงนี้เป็นเพลงที่ไพเราะมาก
2. ผลงานที่ดีๆ มักจะเป็นงานที่ไม่ได้ถูกคาดหวัง จริงไหมครับ ?

23 ส.ค. 2554

American girl in Italy : 60 ปีต่อมา

American girl in Italy เป็นชื่อภาพขาวดำที่บันทึกโดย Ruth Okin ในปี ค.ศ. 1951 ภาพของสาวอเมริกันคนหนึ่งเดินอย่างสง่าผ่าเผยไปตามถนนในเมือง Florence ท่ามกลางหนุ่มอิตาลี ที่หันมามองเธอเป็นตาเดียวกัน บางคนก็พยามเกี้ยวพาราสีด้วย กลายเป็นภาพที่มีชื่อเสียงระดับโลก



ผ่านมา 60 ปี Okin ช่างภาพหญิงผู้บันทึกเสียชีวิตเมื่อปี ค.ศ. 1985 แต่นางแบบที่อยู่ในภาพถ่ายคือ Ninalee Craig ซึ่งในขณะนั้นเธออายุ 23 ปี ยังมีชีวิตอยู่ แต่กลายเป็นคุณยายไปแล้ว เธอมาเล่าถึงที่มาที่ไปของภาพนี้



Craig เล่าว่าได้พบ Okin ระหว่างที่เธอท่องเที่ยวอยู่ในยุโรป หลังจากคุยกันถูกคอประมาณสองชั่วโมง ทั้งสองตกลงที่จะถ่ายภาพที่แสดงถึงผู้หญิงที่เดินทางโดยลำพัง โดยใช้ฉากหลังของเมือง Florence มีการถ่ายทำที่ตลาดและที่ร้านกาแฟ สำหรับภาพที่ที่ตลาดนี้เป็นภาพที่ที่เป็นไปตามธรรมชาติ โดยมีการถ่ายออกมาแค่สองภาพนั้น หนึ่งในภาพนั้นก็คือ Americal girl in Italy นี่เอง

มีการถกเถียงกันอย่างมากว่าภาพนี้ถูก"จัดฉาก" ขึ้นมาหรือเปล่า ซึ่ง Craig ก็ได้ปฎิเสธ "คุณไม่มีทางจัดผู้ชาย 15 คนให้ทำท่าทางที่คุณต้องการโดยถ่ายภาพเพียงแค่ 2 ภาพหรอก พวกเขาอยู่ที่นั่นก่อนแล้ว สิ่งเดียวที่เกิดขึ้นคือ Okin ขอให้ฉันวนกลับไปเดินมาอีกรอบหนึ่ง"

ความเห็นผม :
1. รูปนี้เป็นรูปที่สวยจริงๆ เหมาะสำหรับอัดไปแขวนที่ฝาบ้าน ดูแล้วคิดอะไรต่อไปได้อีกเยอะ
2. ผมเชื่อว่ารูปนี้มีการจัดฉากนะ มันสมบูรณ์แบบมากเกินไป
3. ภาพนี้คงมีคนเห็นนับล้านล้าน ทำให้มีคนจำนวนไม่น้อยอยากมาที่เมือง Florence

ที่มา : สรุปมาจากบทความเรื่อง American girl in Italy

22 ส.ค. 2554

ปัญญา เรณู

ปัญญา เรณู ในเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เขียนบทขึ้นมาใหม่ ไม่ใช่ตัวละครที่อยู่ในแบบเรียนภาษาไทยสมัยนานมาแล้วแต่อย่างไร (ใช้ชื่อเหมือนกันเท่านั้น) ได้ชมแล้วทำให้นึกถึงภาพยนต์เรื่อง"แฟนฉัน" แต่แทนที่ฉากของเรื่องจะเป็นร้านค้าในตลาดกลายมาเป็นชาวนาที่จังหวัดอุบล ดาราก็แสดงได้ดี การถ่ายทำก็ออกมาใช้ได้ แต่ภาพยนต์เรื่องนี้มีปัญหาที่บทภาพยนต์ กลายเป็นภาพยนต์ที่ดูแล้วตลอดทั้งเรื่องไม่กลมกลืม มีอะไรขาดๆ เกินๆ ไม่ค่อยเป็นเหตุเป็นผล หลายจุด



เรื่องนี้เป็นช่วงชีวิตตอนเป็นเด็กของตัวละครเอกสองคน คือ ปัญญา และเรณู สองเด็กน้อยชาวอิสาน ในช่วงปิดเทอม (ผมคาดว่าน่าจะเป็นชั้น ป.5 ขึ้น ป.6) ปัญญาเป็นเด็กสมบูรณ์แบบของคนบ้านนอกคือ หัวไว ใจดี ขยัน ทำอะไรได้สารพัด ทั้งงานบ้านงานโรงเรียน ขณะที่เพื่อนสนิทคือ เรณู เด็กหญิงเจ้าความคิด ที่แอบชอบปัญญาอยู่

ระหว่างปิดเทอมนั้น ทางโรงเรียนมีกิจกรรมจัดตั้งวงดนตรีเพื่อไปประกวดแข่งขันเป็นตัวแทนระดับอำเภอไปแข่งขันที่จังหวัดต่อไป ปัญญาและเรณูได้รับการวางตัวเป็นนักร้องนำของวง ร่วมซ้อมเพื่อนๆ โดยปัญหาหลักๆ ของวงคือขาดแคลนเงินทุนสำหรับการจัดหาเครื่องดนตรีใหม่

ต่อมามาคณะเด็กนักเรียนจากกรุงเทพ เข้ามาในหมุ่บ้านเพื่อศึกษาวิถีความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ทำให้ปัญญารู้จักกับ มิว สาวน้อยแสนน่ารักจากกรุงเทพ เมื่อเรณูระแคะระคายก็เริ่มหึงหวงปัญญา และเริ่มหาวิธีที่จะดึงปัญญากลับคืน

ปัญหาเหล่านี้จะคลี่คลายอย่างไร ให้ตามไปดูในภาพยนต์เองละกัน

เรื่องที่ผมบอกว่าบทมีํปัญหาคือ
1. ความคิดและคำพูดคำจาของตัวละครไม่ตรงกับวัย
ด้วยวัยขนาดนี้เทียบกับชีวิตจริง(หรือเีทืียบกับตัวละครวัยเดียวกันในเรื่องแฟนฉัน) จะยังไม่มีความคิดเรื่องความสัมพันธ์ฉันชู้สาวเท่าไหรนัก เด็กวัยนี้มักจะเที่ยวเล่นไปตามกลุ่ม

แต่ในเรื่องนี้มีหลายฉากแสดงว่า เรณู ชอบกับปัญญาไปในทำนองชู้สาว การประกาศในที่สาธารณะว่าชอบปัญญา ห้ามคนอื่นแย่ง แม้จะดูน่ารักๆ แต่ผมว่าคิดว่าความคิดแบบนี้มันเป็นความคิดของคนวัยผู้ใหญ่ไปแล้ว (แม้แต่พวกวัยรุ่นก็ไม่แสดงอะไรมากแบบนี้)

2. เรื่องของลำดับเวลาที่ดูขาดๆ เกินๆ
เริ่มจากหนูมิวและคณะเพื่อนๆ ได้เข้ามาในหมู่บ้านด้วยสาเหตุรถเสีย (แสดงว่าพวกเขามีจุดหมายที่อื่นๆ) จึงมาอาศัยอยู่ในโรงเรียน โดยครูบอกว่าจะพักแค่คืนเดียว รอให้อะไหล่รถยนต์มาเพื่อจะได้ซ่อมและไปต่อ และเธอได้รู้จักปัญญาในเย็นวันนั้น

รุ่งขึนเธอขอให้ปัญญาพาไปเที่ยวชมอะไรแถวๆ นั้น ปรากฎว่าฉากนี้ตัดเข้าเพลง ที่มีกิจกรรมของทั้งสองคนมากมาย เช่น ปลูกข้าว จับปลา หาปู กระทังการจับมือถือแขนกันในตอนท้าย อ้าวแล้วเธอไม่เดินทางต่อเหรอเนี่ย ?

ต่อมาครูก็มาบอกให้เธอพักอยู่ที่หมู่บ้านเืพื่อศึกษาชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ตกลงแล้วจุดมุ่งหมายของเธอ ?

3.ความสมเหตุสมผลของหลายๆ ฉาก
เช่น เพื่อนหนูมิวส่งครูสอนเต้นมาช่วยสอนให้วงดนตรีของปัญญา ผมก็ไม่เข้าใจว่าเด็กน้อย ป.5 มีความสามารถไปหาครูสอนเต้นให้มาสอนเพื่อนๆ ถึง จ.อุบล ได้อย่างไร

หรืออีกตอนหนึ่งคือ วงดนตรีของปัญญามีหางเครื่องน้อยเกินไป จึงขอใ้ห้เพื่อนหนูมิวเดินทางมาช่วยจากกรุึงเทพฯ ซึ่งพวกเขามาถึงก็ลงมือเต้นไ้ด้เลย ชวนให้สงสัียว่าแล้วพวกนักเต้นเขาไม่ต้องซ้อมกันเลยเหรอ ? มีการแข่งขันประกวดแบบไหนที่ยอมให้คนนอกเข้ามาร่วมเต้นได้ด้วยเหรอ ?

เห็นหลายๆ คนกล่าวถึงเรื่องนี้ในแง่ว่าเป็นภาพยนต์ที่พูดภาษาอิสานทั้งเรื่อง แสดงให้เห็นถึงความน่ารักในวัยเด็กๆ ของบรรดาดาราในเรื่อง แต่ผมคิดว่าภาพยนต์เรื่องนี้เหมือนจับองค์ประกอบต่างๆ มาเชื่อมกันแต่เชื่อมไม่สนิท ดูไปเลย งงๆ แทน

21 ส.ค. 2554

ประกาศเรื่อง การแยกเนื่อหาไปเขียนบนบล็อก "โปรแกรมเมอร์นอกโรงเรียน"

หลังจากผมเขียนบล็อก "ทีเล่นที่จริงๆ" มาเป็นเวลาหลายปี เนื่อหาข้างในก็มีหลากหลายมากมาย ทั้งข่าวสารทั่วไป การศึกษา วิจารณ์หนัง การเขียนโปรแกรม การซ่อมคอมพิวเตอร์ ฯ ดูๆ มากมายหลากหลาย มีสาระบ้าง ไม่มีบ้าง แต่ก็ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านด้วยดี (แม้จะไม่ค่อยเมนต์ให้กันเลย)

ในโอกาสต่อไปผมอาจะเขียนบทความเกี่ยวกับเทคนิคคอมพิวเตอร์มากขึ้น ผมเลยคิดว่าน่าจะแยกไปเขียนที่บล็อกใหม่เลย เพื่อให้ง่ายต่อการสืบค้นและตรงกับกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น

บล็อกใหม่ของผมชื่อ "โปรแกรมเมอร์นอกโรงเรียน" เนื่อหาข้างในจะเป็นเรื่องของการพัฒนาซอพท์แวร์ และความรู้อื่นๆ ที่เีกี่ยวข้องกับการใช้งานคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เนต



ในขณะที่บล็อก "ที่เล่นที่จริง" ก็จะยังเป็นเรื่องราวของสิ่งที่ผมพบในชีวิตประจำวัน การศึกษา การพัฒนาตนเอง และความคิดใหม่ๆ ของผม เช่นเดิม

อย่างไรก็ตามหากท่านสนใจที่จะติดตามอ่าน ก็ไม่ต้องลำบากลำบากต้องจดจำ URL หรือชื่อบล็อกอะไรมากมายนะครับ เข้ามาที่ www.wittaya.net เหมือนเดิมก็พอ ผมได้ดึงฟีดจากหลายๆ บล็อกที่ผมเขียนมาไว้ทางขวามือด้านบนสุดแล้ว แค่เหลือบมาทางซ้ายสักเล็กน้อยท่านก็จะเห็นเรื่องใหม่ๆ ที่ผมไปเีขียนไว้ตามที่ต่างๆ ให้ท่านคลิ๊กอ่านได้


ขอบคุณอีกครั้งครับ

20 ส.ค. 2554

สำนักยุทธศาสตร์และบูรณาการการศึกษาที่ 8

ผมมีโอกาสไปอบรมเรื่อง School Mapping ณ หน่วยงานแห่งนี้ เลยขอบันทึกไว้ให้คนกระทรวงเดียวกันได้อ่านสักหน่อย เนื่องจากหน่วยงานนี้อาจจะไม่เป็นที่รู้จักกันนัก



สำนักยุทธศาสตร์และบูรณาการการศึกษาที่ 8 รู้จักกันในชื่อย่อว่า "สบย.8" เป็นหน่วยงานที่สังกัดอยู่ในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงศึกษาธิการ ตั้งอยู่ใกล้วัดป่าสาละวัน ถ.สืบศิริ ต.ในเมือง อ.เมือง (หลังสำนักงาน กศน.จังหวัดนครราชสีมา) ภารกิจของหน่วยงานนี้ที่เกี่ยวของกับเราๆ ท่านๆ คือ การเป็นหน่วยงานเลขานุการให้กับผู้ตรวจราชการประจำเขตตรวจราชการ ซึ่งท่านก็จะมาตรวจเป็นระยะๆ

หน่วยงานนี้มีความเป็นมาที่ยาวนาน หากดูจากทำเนียบผู้บริหารของหน่วยงาน จะเห็นว่าตำแหน่งแรกสุดคือ "ธรรมการมณฑล" ตั้งแต่ปี 2449 (โห ร้อยกว่าปีนะเนี่ย) และเปลี่ยนแปลงชื่อตำแหน่งตามลำดับ ได้แีก่ ข้าหลวงตรวจการศึกษา ศึกษาธิการภาค ผู้ตรวจราชการ ผู้ตรวจราชการภาคการศึกษามณฑลนครราชสีมา ศึกษาธิการเขต และผู้อำนวยการสำนักพัฒนาการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม(ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่)

่ขนาดพื้นที่ตั้งน่าจะประมาณ 20 ไร่ กว้างขวางมากเมื่อเทียบกัำบจำนวนบุคลากรที่ปฏิบัติงานอยู่ อาคารทำการมี 3 อาคาร แต่ใช้จริงๆ แค่หนึ่งอาคารซึ่งเป็นที่ต้องของห้องประชุม "ราชสีมาจารย์"

จาก 156EducationalInspector8




นอกจากนี้ยังมีอาคารหอพักขนาดใหญ่อีกอาคารหนึ่ง เป็นอาคารสองชั้นมีใต้่ถุน ชั้นบนแบ่งเป็นสองปีกแต่ะละีปีกมีบันไดขึ้นลงแยกกัน สำหรับการแยกพักระหว่างชายหญิง ในห้องพักแต่ละห้องจุได้ 12 คน เพราะมีการใช้เตียง 2 ชั้น ใช้ห้องน้ำรวมและมีเครื่องปรับอากาศ

เนื่องจากที่ตั้งของหน่วยงานติดกับส่วนราชการ วัด และที่พักอาศัย การหาอาการการกินภายนอกค่อนข้างลำบาก ระหว่างการอบรมทางโครงการฯ จึงจัดอาหารให้ทั้งสามมื้อเลย



สำหรับมุมโปรดที่ผมชอบไปเดินเล่มชมบรรยากาศ คือ ริมสระยาวตลอดแนวรั้วด้านหนึ่ง มีการสร้างศาลากลางน้ำหลายหลัง เวลาแดดร่มลมตก เดินพักผ่อนก็สบายใจดี

จบดื้อๆ แค่นี้แหล่ะครับ สนใจชมภาพเพิ่มเติมก็คลิ๊กที่นี่ได้เลย

17 ส.ค. 2554

โครงการอบรมปฏิบัติการ School Mapping

ระหว่างวันที่ 9-11 สิงหาคม 2554 ผมและคณะได้เข้าร่วมการอบรมโครงการ School Mapping ณ สำนักบริการยุทธศาสตร์และบูรณาการการศึกษาที่ 8 อ.เมือง จ.นครราชสีมา

โครงการ School Mapping เป็นโครงการที่มีวัตถุประสงค์ในการวางแผนการจัดการศึกษา ซึ่งเป็นโครงการที่มีระยะเวลาสี่ปีและ ขอบเขตในการจัดการศึกษาก็มีกว้างมาก สำหรับในปีนี้จึงเน้นเรื่องการเรียนต่อระดับชั้น ม.ปลายและสายอาชีพ ซึงเป็นปัญหาที่สำคัญอย่างหนึ่งของการศึกษาไทย เพราะไม่มีนักเรียนสนใจเรียนสายอาชีพ



ผลคือในอนาคตเราจะไม่มีกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ ยิ่งต้องเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียน จะไม่มีอะไรไปแข่งกับเพื่อนบ้านเขาครับ สิ่งที่จะนำมาวิเคราะห์คือข้อมูลที่ได้จากสำรวจโดยใช้แบบสอบถาม สถิติต่างๆ ทางการศึกษา สำหรับการนำเสนอนี้จะใช้ GIS เข้ามาช่วยในการนำเสนอ การอบรมครั้งนี้เลยให้น้ำหนักส่วนใหญ่ไปกับการทำความเข้าใจเรื่อง GIS

สำหรับในครั้งนี้คณะผู้เข้าอบรมต่างมีประสบการณ์กับ GIS หลากหลาย ตั้งแต่คนยังไม่เป็นเลย จนกระทั่งคนที่ผ่านการอบรมหลายครั้ง ทำให้วิทยากรก็ต้องปรับจากเนื่อหาระดับก้าวหน้ากลายมาเป็นพื้นฐาน



ตัวผมเองก็เคยได้รับการอบรมมาครั้งหนึ่งเมื่อประมาณปี 2548 ตอนนั้นทำงานเป็นลุกจ้างชั่วคราวอยู่แขวงการทางสุรินทร์ และก็ได้ลงมือสำรวจทางหลวงทั้งจังหวัดเพื่อจัดทำข้อมูลด้วย แต่เสียดายลืมหมดเลย นับเป็นสิ่งดีที่ได้มาเรียนอีกครั้ง

เนื่อหาในการอบรมคงไม่ขอนำเสนอ เพราะเยอะเหลือเกิน เพียงแต่บอกว่าเราได้จัดการข้อมูลสารเทศแบบง่ายๆ หลายรูปแบบ โดยใช้สารสนเทศทางการศึกษาที่มีอยู่ ซึ่งทำให้เรามองเห็นภาพรวมของข้อมุลและแนวโน้มต่างๆ ได้ดี

ไว้มีผลงานอะไรเกี่ยวกับ GIS จะมานำเสนออีกทีครับ

ปิดทางเลือกของตัวเอง

ให้คำสัญญาที่เป็นไปได้ยาก

ทุบหม้อข้าวให้หมด

เอาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มีทางเลือกและมีเดิมพันสูง

เพ่งความมุ่งมั่นไปเฉพาะจุดจริงๆ จะผลักดันให้คุณทำงานให้ดีที่สุด

คุณไม่มีทางหนี คุณไม่มีทางหลบ (ดีกว่าการมีทางเลือก)

ที่มา : Dig yourself a hole

14 ส.ค. 2554

ทำได้ กับ ควรทำ

เพียงแค่คุณทำได้ ไม่ได้หมายความว่าคุณควรทำ

การสิ้นสุดของยุคอุตสาหกรรมเปิดช่องทางใหม่ๆ นับไม่ถ้วน นั่นทำให้เราสับสนได้โดยง่าย ในการทำควรามเข้าใจว่าจริงๆ แล้วเราต้องการอะไร

ตลอดเวลาที่ผ่านมา เราปฏิบัติต่องานของเราเหมือนอาหารบุฟเฟต์ "มีอะไรให้เลือกบ้าง แล้วฉันจะตัดสินใจ ...."

ขณะที่การปฏิวัติกำลังดำเนินไป อาหารบุฟเฟต์ชุดนี้ก็มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ สร้างความลำบากใจให้เราหากต้องเลือกเพียงบางอย่าง

จะให้ดี เลือกอะไรที่สำคัญจริงๆ ก่อน แล้วค่อยลงมือทำ

ที่มา : บทความ Can and should

13 ส.ค. 2554

ลองใช้ Samsung ST30

กล้องดิจิตัลที่ใช้ประจำเสียครับ เลยยืม Samsung ST30 ของหลานมาใช้วันหนึ่ง สำหรับงานบริจาคโลงเย็น ณ วัดสามราษฎร์บำรุงธรรม ในวันที่ 13 สิงหาคม 2554 ที่ผ่านมา

กล้องดิจิตัลคอมแพคสมัยนี้มันคอมแพคจริงๆ คือเล็กกว่าฝ่ามือ เผลอๆ เล็กกว่ามือถือบางรุ่นเสียอีก





ผมมักจะแบ่งกล้องดิจิตัลคอมแพคออกเป็นสองแบบ ตามชนิดของแบตเตอรีที่ใช้ แบบแรกคือแบบที่ใช้แบตเตอรีแบบ AA ซึ่งเป็นแบบปกติ ขณะที่แบบที่สองจะเป็นกล้องที่เน้นความบาง กล้องเหล่านี้จะทำแบตเตอรีของตัวเองออกมาใช้


เวลามองหากล้องจะหาแบบแรกเพราะหากแบตเตอรีมีปัญหาสามารถซื้อแบตเตอรีขนาดเดียวกันในท้องตลาดมาใช้งานได้ หรือเปลี่ยนอื่นๆมาใช้งานได้ การจัดหาแบตเตอรีสำรองหรือหาอะไหล่จะทำได้ง่ายมากแบบที่่สองมาก

แต่กล้องตัวนี้ด้วยขนาดที่เล็กมากๆ อาจจะต้องทำใจรับแบบเตอรีจากโรงงาน

โดยรวมๆ ก็ประทับใจครับ สมองกลฉลาด ถ่ายอะไรก็ออกมาดูดี คุณภาพไม่ด้อยกว่า ที่เคยใช้งาน แต่ความเล็กของมันทำให้พกพาได้สะดวกมาก อีกประการหนึ่งคือสัดส่วนของภาพเป็นแบบจอกว้าง ทำให้ภาพที่ถ่ายออกมาดูมีมิติมากขึ้นครับ (มันคล้ายกับที่ตาเราเห็นมากกว่า เพราะตาเรามีมุมมองที่กว้างกว่าอัตราส่วน 4:3 ตามปกติ)

สองสามภาพข้างล่าง คือตัวอย่างที่ได้จากกล้องตัวนี้ครับ (ลองดูความกว้างงง ของมันครับ)









บริจาคโลงเย็น ณ วัดสามราษฎร์บำรุงธรรม

วันแม่ปีนี้แม่พาไปทำบุญบริจาคโลงเย็น ที่วัดสามราษฎร์บำรุงธรรม บ้านปืด ต.โคกยาง อ.ปราสาท จ.สุรินทร์




หลังจากครอบครัวผมเคยทำบุญโดยการบริจาคโลงเย็นไปครั้งหนึ่งแล้ว สงสัยจะติดใจเลยเอาอีก ปีนี้ไปทำที่บ้านปืด ต.โคกยาง เหตุที่ไปทำที่วัดแห่งนี้เนื่องจากป้าที่มักคุ้นกันในหมู่บ้าน เคยมาอาศัยอยู่หมู่บ้านใกล้ๆ นี้ (จริงๆ เคยอยู่ที่หมู่บ้านทัพไทย ที่อยู่ใกล้ๆ กัน แต่ที่หมู่บ้านนี้มีโลงเย็นเรียบร้อยแล้ว เลยมาทำหมู่บ้านข้างๆ แทน) อยากจะทำบุญ เลยรวบรวมปัจจัยเพื่อซื้อโลงศพ ราคา 53,000 บาท มอบให้วัด ในนามของ "ชาวบ้านหนองกง"





พิธีถวายโลงศพจัดขึ้นในวันที่ 13 สิงหาคม 2554 เป็นได้ด้วยความเรียบง่าย โดยผู้ร่วมทำบุญจากบ้านหนองกงประมาณ 40 คน พร้อมด้วยชาวบ้านปืดที่มาช่วยต้อนรับอีก 30 คน

เพิ่มเติม
- วัดสามราษฎร์บำรุงธรรม เป็นวัดเล็กๆ ที่ร่มรื่นมากครับ ลองชมบรรยากาศได้ที่นี่

11 ส.ค. 2554

ความยาวของย่อหน้ากับการเขียนบล็อก

เร็วๆ นี้เพิ่งสังเกตวิธีการเขียนบล็อกที่หลายๆ คนนิยมเขียนกัน คือการเขียนแบบย่อหน้าน้อยๆ

ปกติผมจะเขียนแบบที่เคยเรียนในวิชาเรียงความ คือหนึ่งย่อหน้า จะมีใจความสำคัญเพียงหนึ่งอย่าง ประโยคที่เหลือจะทำหน้าที่ช่วยขยายรายละเอียดของใจความนั้น

การเขียนแบบนี้อาจจะเหมาะกับการพิมพ์ออกเผยแพร่บนกระดาษ แต่สำหรับการเขียนบล็อก บางทีก็อาจจะทำให้ขาดความน่าสนใจ เพราะบางทีหนึ่งย่อหน้าจะยาวมาก

หากเปรียบเทียบทั้งวิธีเขียนทั้งสองอย่างกับการพูด การเขียนย่อหน้ายาวๆ เสมือนกับการบรรยายหรือเทศนา

ในขณะที่การเขียนสั้นๆ จะคล้ายก้บการสนทนามากกว่า การหยุดบ่อยๆ เพื่อให้คนอ่านได้คิดโต้ตอบ(แม้จริงๆ จะไม่สามารถโต้ตอบได้ก็ตาม)

แน่นอนครับว่าวิธีแบบนี้อาจจะไม่ใช่วิธีครอบจักรวาล บางเรื่องอาจจะเหมาะ บางเรื่องอาจจะไม่เหมาะ

แต่ท่านจะเห็นลีลาแบบนี้บ่อยขึ้น เช่นเดียวกับที่ผมใช้มันในการเขียนบทความเรื่องนี้

10 ส.ค. 2554

ตลาดนัดเซพวัน อ.เมือง จ.นครราชสีมา

ตลาดเซพวันเป็นตลาดนัดขนาดใหญ่ตั้งอยู่ในตัวเมืองนครราชสีมา ริมถนนมิตรภาพ ใกล้ๆ แยกปักธงชัย จุดรวมสินค้านานาชนิดและแหล่งจับจ่ายใช้สอยของคนโคราช

ตัวตลาดแบ่งออกเป็นสองส่วน คือส่วนที่เป็นตลาดนัด กับส่วนที่เป็นอาคารชั่วคราว เท่าที่เดินดูบรรยากาศทั่วๆ ไป รู้สึกว่าตลาดแห่งนี้มีแนวทางการพัฒนาให้มีรูปแบบคล้ายๆ กับตลาดจตุจักร ที่ีมีการแบ่งร้านค้าเป็นโซนต่างๆ ตามประเภทของสินค้าที่จำหน่าย โดยรวมๆ ก็ดูมีการจัดการที่ดี พื้นลาดซีเมนต์ทั้งหมด ดูแลได้ความสะอาดดี การจัดพื้นที่ก็ไม่แออัด เดินได้สบายไม่ถึงกัีบต้องเดินเบียดหรือไหลไปตามฝูงชน ที่จอดรถก็กว้างขวางมาก พื้นที่ทั้งหมดคงจะเป็นร้อยไร่ก็ได้ เรียกว่าเตรียมให้จอดกันสะใจไปเลย



สินค้าทั่วไปก็เป็นสินค้าที่เราจะพบได้ตามตลาดนัดทั่วไป แต่น้องที่ไปด้วยบอกว่าราคาค่อนข้างถูกกว่าปกติ ร้านที่ประทับใจเป็นร้านที่ขยายเสื้อยืดที่มีการเพนท์รูปการ์ตูนสดๆ คนขายน่าจะเป็นสามีภรรยากัน โดยภรรยาทำหน้าที่ขายและร่างแบบคร่าวๆ ให้ลูกค้าชม ส่วนสามีทำหน้าที่เพนท์สี แต่ขออภัยที่ไม่ได้ถ่ายภาพมาให้ดูเพราะกล้องเสีย รูปที่เห็นได้จาการยืมมือถือจากพรรคพวกมาถ่ายเก็บไว้

ลองแวะไปดูนะครับ

9 ส.ค. 2554

วิธีหาความสุขแบบปลีกและแบบส่ง

น้องที่ทำงานผมคนหนึ่ง เมื่อถึงเวลาจะต้องไปกินข้าวเย็นพร้อมลูกและเมียเสมอ ไม่ว่าที่ทำงานจะีมีงานค้างมากมายเท่าใดก็ตาม

เขาได้แสดงให้ผมเห็นวิธีหาความสุขที่แตกต่างกันสองแบบ

วิธีแรกคือการหาความสุขแบบขายส่ง แบบนี้เป็นแบบที่คนทั่วไปคิดถึง เป็นวิธีที่เน้นการปริมาณมากในทีเดียว เช่น หากเราต้องการไปเที่ยวพักผ่อนกับครอบครัว ทำได้โดยการลาพักร้อนแล้วแล้วเดินทางไปไกลๆ

ซึ่งเอาเข้าจริงเราแทบจะหาโอกาสแบบนี้ไม่ได้ เพราะมันต้องอาศัยหลายปัจจัยที่อำนวย

อีกแบบหนึ่งคือ การหาความสุขแบบปลีก แบบนี้ค่อยทำน้อยๆ บ่อยๆ สะสมไป เ่ช่น หากต้องการพักผ่อนกับครอบครัว ก็ปลีกเวลาไปทานข้าวนอกบ้านสักสองสามชั่วโมง พากันไปเที่ยวในพื้นที่ใกล้

การทำแบบนี้ก็เป็นการเที่ยวพักผ่อนเทียบเท่าแบบแรกเช่นกัน แต่ทำได้ง่ายกว่าและทำได้(เืกือบ)ทันที

หากการหาความสุขแบบ"ส่ง"ทำได้ยาก ลองหาแบบ"ปลีก"ดูนะครับ

8 ส.ค. 2554

ข้อเท็จจริงเรืื่องหูกระป๋อง กับเรื่องห้ามสังสัย

เนื่องจากทางชมรมนักพัฒนาอุตสาหกรรมไทย ได้เผยแพร่บทความเรื่อง "ข้อเท็จจริงเรื่องหูกระป๋อง" สรุปสาระสำคัญคือทางชมรมได้ให้ข้อมูลว่า การที่บริษัทเครื่องดื่มหลายบริษัทใช้การประชาสัมพันธ์ว่า จะช่วยรวบรวมหูกระป๋องเพื่อไปผลิตเป็นขาเทียมนั้น จริงๆ แล้วเป็นการกระทำที่ไม่คุ้มค่านัก เพราะมีความสิ้นเปลืองและข้อจำกัดหลายๆ ประการ ถ้าอยากช่วยผู้พิการจริงๆ ทำไมไม่รับรวบรวมวัสดุอลูมิเมียมอื่นๆ เช่น กะละมัง กะทะ ฯ ด้วย และการทำแบบนี้บ้างทีการซื้ออลูมิเนียมดิบมาทำยังจะง่ายกว่ามาก การรับข้อมูลแบบนี้ฟังหูไว้หูก็ดี

แต่สิ่งเหล่านี้ทำให้เราเห็นถึงการทำตลาดแบบการใช้ความสงสาร หากใครอยากช่วยเหลือคนพิการก็อาจจะพิจารณาซื้อเครื่องดื่มๆ นั้นๆ ได้ง่ายขึ้น (ส่วนจะช่วยอย่างคุ้มค่าจริงหรือไม่ก็ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงอีกที) ความสงสารทำให้เราคิดน้อยลง ทบทวนสิ่งต่างๆ น้อยลง หากเราตั้งข้อสงสัยจะมีคนอื่นๆ มาช่วยปกป้องทำนองว่า "แหม ไปว่าเขาอีก ทั้งที่เขาตั้งใจทำดี ฯลฯ" แต่ไม่ได้ไปสืบเสาะว่าจริงๆ แล้วมันเป็นอย่างที่เราสงสัยไหม

ผมขอเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า "สิ่งที่ไม่ควรสงสัย" ซึ่งมีอยู่หลายๆ อย่างในสังคมไทย ได้แก่เรื่องของศาสนา เรื่องพิธีกรรม เรื่องจารีต เรื่องความอาวุโส ในทันที่ที่เราตั้งข้อสงสัย คนข้างๆ เราที่แหล่ะจะรีบมารับแทน แล้วบอกให้เชื่อ อย่าได้สงสัย

สิ่งที่ใครๆ บอกว่าอย่าได้สงสัยที่แหล่ะครับ คือสิ่งที่ควรแก่การสงสัยที่สุด
(เขียนขึ้นเพราะนึกถึงหัวหน้าส่วนราชการที่มีอำนาจมากคนหนึ่งของประเทศ มาบอกให้ชาวบ้านอย่าสงสัยนี่นั่น)

6 ส.ค. 2554

Don’t be an end node

หัวข้อข้างบนเป็นส่วนหนึ่งของคำแนะนำหลายๆ ข้อจากบทความเรื่อง What not to do at ISTE ซึ่งผู้เขียนได้แนะนำสิ่งที่ไม่ควรทำในการประชุม The International Society for Technology in Education (ISTE) สำหรับผมก็เห็นด้วยกับสิ่งที่ผู้เขียนได้แนะนำไว้ แต่จะขอนำข้อที่ผมชอบที่สุดมาขยายให้ฟังคือข้อ Don’t be an end node

ในที่นี่ผู้เขียนคงจะเปรียบเทียบการไหลของความรู้เหมือนโครงข่าย คนแต่ละคนก็เสมือนจุดเชื่อมต่อที่จะรับความรู้และส่งต่อไป แต่จะีมีบางคนที่รับแต่ความรู้อย่างเดียวไม่ได้ถ่ายทอดต่อให้ใคร คนพวกนี้ก็จะถูกเรียกว่า End Node ผู้เขียนได้เสนอว่าคนเหล่านี้อันตรายต่อสังคมแห่งการเรียนรู้ แม้ว่าคนเหล่านี้หลายๆ คนอาจจะเป็นนำเสนอผลงานของตนเองมากมาย ควรจะหาโอกาสแบ่งปันความคิด ความรู้ที่ได้รับจากคนอื่นๆ ไปยังคนอื่นๆ ด้วย(ไม่ใช่แค่ความคิดของตนเอง) ควรพยามบอกเล่าสิ่งเด่นๆ ที่เราเห็น หากเป็นไปได้ก็อาจจะเป็นรายงานที่ครบถ้วนสมบูรณ์ก็ได้ หากทำไม่ได้ทั้งหมดก็พยามเท่าที่ทำได้ อย่าทำตัวเหมือนฟองน้ำที่ดูดอะไรไปแล้วไม่ปล่อยออกมาเลย ให้พยามส่งเรื่องราวต่อไปยังคนอื่นๆ ที่ไม่ได้อยู่ที่นั่นด้วย

ที่ชอบข้อนี้เพราะผมก็เป็นคนประเภทที่เห็นอะไรมาก็เล่าต่อไป รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างก็ยังอยากจะเล่า เมื่อเขียนบ่อยๆ ท่านก็จะเริ่มไหล คือเขียนไปได้เรื่อยๆ การได้เล่าสิ่งที่เราเห็น สิ่งที่เราได้เรียนจะช่วยให้เราจัดระบบความคิดได้ชัดเจนขึ้น รู้จักอธิบายอะไรให้คนอื่นๆ รู้เรื่องได้และอยากให้ผู้อ่านของผมลองทำเช่นนี้บ้าง

ลองทำดูนะครับ เป็นกำลังใจให้

เล่าปัญหาของ Power Supply

เมื่อสองสามวันก่อน Power Supply ของผมมีปัญหา จึงต้องเปลี่ยนตัวใหม่พร้อมค่าใช้จ่าย 500 บาท เลยเอาปัญหาเกี่ยวกับ Power Supply ที่เคยเจอมาเล่าให้ฟัง น่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ชอบแก้ปัญหาคอมพิวเตอร์ด้วยตนเอง

(ภาพจาก http://www.howstuffworks.com/power-supply.htm )

ปัญหาแรกเป็นปัญหาที่พบบ่อย คือ Power Suppy เสีย อาการคือเปิดไม่ติดเลย เมื่อเจออาการแบบนี้ Power Supply เป็นจุดแรกๆ ที่จะต้องตรวจสอบ อันนี้ไม่ใช่เรื่องพิเศษอะไร ปัญหาต่อมาคือ Power Supply ทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ จ่ายไฟได้ไม่เต็มกำลัง อาการของปัญหานี้คือ เมื่อเปิดเครื่องก็จะติด แต่เวลาจะอ่านฮาร์ดดิสก์ จะอ่านไม่ได้ หรืออ่านได้ช้า บางเครื่องจะไม่บูต บางเครื่องบูตเข้าวินโดว์ แต่ใช้เวลานานมากๆ แต่สิ่งที่เหมือนๆ กันคือ จะมีเสียงดังครืดจากฮาร์ดดิสก์เป็นระยะ(ซึ่งบางทีก็คิดว่าฮาร์ดดิสก์เสียไปโน่น)

การตรวจสอบว่า Power Supply เสียหรือไม่ ผมใช้วิธีเอาของที่ใช้ได้มาลองเปลี่ยนดู แต่ช่างที่มาตรฐานหน่อยก็จะมีเครื่องมือวัดเป็นกิจจะลักษณะ ใครที่สนใจลองอ่านบทความเพิ่มเติมข้างล่างได้นะครับ

อ่านเพิ่มเติม
- การเลือกซื้อ Power Supply (มีเรื่องการตรวจเช็คอาการให้อ่านด้วย)

5 ส.ค. 2554

How I Hire Programmer

วันนี้จะขอแนะนำบทความของ Aaron Swartz เรื่อง How I Hire Programmer

บทความนี้จะเป็นการนำเสนอขั้นตอนในการคัิดเลือกโปรแกรเมอร์เข้าทำงาน ซึ่งผู้เขียนไม่ได้ทำตามวิธีการเดิมๆ ได้แก่ 1)การอ่านประวัติ 2)สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ 3) ให้แก้โจทย์ปัญในระหว่างการสอบสัมภาษณ์ ซึ่งวิธีนี้จะทำให้ผู้ถูกสัมภาษณ์เครียด่ ประหม่มา หรือหลอกผู้สัมภาษณ์ได้

วิธีที่เสนอนี้เริ่มจากการกำหนดความต้องการของพนักงานคือเป็นคนที่ 1) ทำงานให้เสร็จ 2)ฉลาด 3)ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ โดยจะนำเสนอวิธีการตรวจสอบในแต่ละข้อ เช่น "การทำงานให้เสร็จ" ทำได้โดยการชวนพูดคุยถึงงานที่่เพิ่งทำเสร็จและขอให้ผู้ถูกสัมภาษณ์ทำสิ่งเหล่านั้นให้ชม ความฉลาดวัดจากการรู้จักอธิบาย รู้จักตั้งคำถามระหว่างการสนทนา ว่าสามารอธิบาย ตั้งคำถาม หรือเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ได้เร็วขึ้น ส่วนเรืื่องสุดท้ายคือการทำงานร่วมก้ับผู้อ่านได้ อ้นนั้นต้องวัดในบรรยากาศการสังสรรระหว่างกัน

ใครสนใจก็ติดตามอ่านรายละเอียดได้นะครับ

4 ส.ค. 2554

ตัดแว่นตา

ในตัวจังหวัดสุรินทร์จะมีร้านที่ให้บริการตัดแว่นตาในราคาย่อมเยาชื่อร้าน "แว่นตาเจริญ" ซึ่งแวะมาให้บริการประมาณเดือนละครั้ง โดยการตั้งหน่วยให้บริการในบริเวณที่ทำการไปรษณีย์จังหวัดสุรินทร์ ตรงวงเวียนน้ำพุ


แว่นตาคู่นี้เป็นคู่ที่สองแล้วที่ไปอุดหนุน เมื่อตอนตัดคู่แรกปรากฎว่าโดนชวนให้เลือกเลนส์แบบนั้น กรอบแบบนี้ เสียเงินไป 850 บาท คราวนี้เอาแบบเดิมๆ ได้มาในราคา 300 บาท คุณภาพสินค้าก็ใช้ได้ครับ ใส่สบาย มองอะไรชัดเจน พอกลับมาเล่าให้พรรคพวกที่สำนักงานฟัง ก็ปรากฎว่ามีหลายคนใช้บริการร้านนี้เช่นเดียวกัน

ใครสนใจก็ลองไปใช้บริการได้นะครับ

3 ส.ค. 2554

ความพยามในการพัฒนาเรื่องการเขียนบล็อกของผม

ผมเขียนบล็อกมาหลายปีแล้วครับ ตอนท้ายก็เบื่อๆ แต่เห็นยังมีคนติดตามอยู่ก็พยามเขียนต่อไป ช่วงที่ผ่านมาผมได้ข้อคิดเรื่องการเขียนบล็อกจากบล็อกเกอร์สองสามคน ต่างกรรมต่างวาระกัน เขาพูดเหมือนๆ กันว่าการเขียนบล็อกต้อง"สด" และ"สั้น" ซึ่งที่ผ่านมาผมก็ยังไม่ได้ทำตามแนวทางนี้ ผลคือเรื่องของความ"สด" หากระยะเวลาที่เราเขียนอะไรมันพ้นเหตุการณ์นั้นมานานความสนุกสนานบรรยากาศต่างๆ มันจะผ่านไปแล้วตั้งมานั่งนึกนั่งคิดกันนาน ส่วนเรื่องของความ"สั้น" นั้นหากเราพยามเขียนอะไรมากๆ โดยคิดว่าอยากให้ผู้อ่านได้รับเนื้อหาครบถ้วน บางทีมันก็ทำให้ต้องรอความพร้อมต่างๆ จนเรื่องมันจึดไป ไปๆ มาๆ ไม่ได้เขียนอะไรเลย

ผมทดลองแนวคิดใหม่ๆ นี้ตลอดเดือนกรกฎาคม ปรากฎว่าผมเขียนได้ถึง 29 เรื่อง มากกว่าที่เคยเขียนมา แนวคิดนี้ทำให้ลดความน่าเบื่อหน่ายไปเยอะ ถึงเวลาเขียนก็เขียนเลย คิดอะไรไม่ออกก็ต้องคิด ต้องสรุปให้จบในเวลานั้นเลย และความสามารถที่เพิ่มมาในช่วงหลังของ Blogger คือ การกำหนดเวลาแสดงผลไว้ล่วงหน้าช่วยผมได้เยอะ เพราะตอนที่กำลังอยากเขียนจะเขียนไว้ได้หลายเรื่อง หากต้องนำเรื่องมาแสดงผลในทันทีก็จะทำให้เนื้อหาใหม่มีจำนวนมากเกินไป ผมจึงกำหนดให้เผยแพร่เป็นระยะๆ คือ วันละ 1 ครั้ง เวลาประมาณ 12.00 น.

ปัญหาอีกหนึ่งประการของผมคือ ผมมีปฎิสัมพันธ์กับผู้ที่เยี่ยมชมน้อยมาก มีผู้ชมเกือบ 500 IP ต่อวัน แต่กลับไม่มีการคอมเมนต์เลย ปัญหานี้เป็นมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ซึ่งผมคงจะต้องหาแนวทางไขต่อไป

อย่างไรก็ตามผมก็ขอบคุณทุกๆ ท่านที่แวะมาเยี่ยมชมนะครับ ก็ช่วยดูกันไปไม่ถูกใจก็บอก อยากเขียนเรื่องอะไรก็บอก

2 ส.ค. 2554

เศษขนมปัง



เห็นเขาซื้อขายเศษขนมปังครับเลยถ่ายภาพมาให้ดู คนที่ขายคือผู้ผลิตแซนด์วิชส่งตามร้านซึ่งจะหั่นขอบขนมปังทิ้ง คนซื้อจะซื้อไปเลี้ยงปลาครับ ราคาที่ซื้อกันวันนั้นคือ 6 บาท/กก.

1 ส.ค. 2554

วิกฤติคุณภาพการศึกษาประชาชาติในความเสี่ยง

หนังสือเล่มนี้เขียนโดย ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดพิมพ์เผยแพร่โดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ



เนื้อหาภายในเล่มแบ่งเป็นบทๆ ดังนี้

- คุณภาพของคน อนาคตของชาติ
- สถานการณ์คุณภาพการศึกษา
- เงื่อนปมของปัญหาคุณภาพ
- การมองข้ามการลงทุนระดับประถมวัย
- การละเลยความสำคัญของการอาชีวศึุกษา
- การขยายการศึกษาระดับปริญญาจนแทบหมดคุณค่า
- ความล้มเหลวในการส่งเสริมการเรียนรู้ของประชาชน
- ครูและการดูแลครูีที่ไม่ได้ส่งผลต่อคุณภาพ
- ภาวะตกขอบเทคโนโลยีและสื่อเพิ่มการเรียนรู้
- โรงเรียนขนาดเล็กและภาพสะท้อนจุดอับในกลไกจัดการศึกษา
- ปัญหาเฉพาะพื้นที่ชายแดนภาคใต้
- เรื่องที่ควรทำ 3 ด้าน 12 ประการ กับ 1 ยุทธศาสตร์เฉพาะพื้นที่
- ข้อเสนอของกระทรวงศึกษาฺธิการกบความพยามที่เป็นรูปธรรม
- ความฝันของแผ่นดิน

ในบทต้นๆ จะเป็นการนำเสนอสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น สิ่งที่บ่งชี้ปัญหาการศึกษาของไทย บทต่อๆ มาจะเป็นประเด็นปัญหาที่สำคัญของการศึกษาไทย แต่ละปัญหาก็ล้วนแต่มีหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลโดยตรง ก็เท่ากับสะท้อนความไม่มีประสิทธิภาพของหน่วยงานต่างๆ โดยถ้วนทั่วกัน ในตอนท้ายก็จะมีการเสนอแนวทางและมาตรการต่างๆ (ซึ่งก็ยังไม่เห็นว่าจะมีการดำเนินการสักเท่าไหร่เลย)

ในความเห็นของผม ปัญหาคุณภาพการศึกษามาจากตัวโครงการองค์กรของกระทรวงศึกษาธิการเองที่ใหญ่โตเกินไป ทุกหน่วยงานต้องการขยายกำลังคนและงบประมาณเป็นหลัก แทนที่จะพัฒนางานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งๆ ที่ในปัจจุบันเราสามารถใช้เทคโนโลยีมาช่วยจัดการเรียนการสอนไ้ด้อย่างมาก จริงๆ แล้ว อาจจะมีรายละเอียดมาก แต่แนวคิดหลักๆ ของผม คือ ลดขนาดของกระทรวงให้ได้ เรื่องอื่นๆ จะทำได้ง่ายขึ้นมาก

หากถามผมถึงแนวทางที่อยากเห็น ผมอยากให้เริ่มที่การกระจายอำนวย เริ่มมีการถ่ายโอนภารกิจด้านการศึกษาให้ท้องถิ่นอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรมมากกว่านี้ เพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนเป็นเจ้าของโรงเรียนมากขึ้น (เช่น ลูกอ่านหนังสือไม่ออกซะที ก็ไปบอกนายก อบต. เลย) อยากได้โรงเีรียนแบบไหนก็ทำเอาเองซะ ผมไม่คิดว่าการทำให้เด็กอ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็น มันจะเป็นสิ่งที่ยากเย็นจนชาวบ้านไม่มีปัญญาคิด เพียงแต่ให้เวลาสักหน่อยเ่ท่านั้นเอง