30 มิ.ย. 2554

ข้อคิดจากวิวาทะเรืื่องพิธีกรรมรับน้องใหม่

เรื่องนี้มีที่มาจากการสัมนาเรื่องพิธีกรรมรับน้องใหม่ เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 2554 ณ ม.ศิลปากร หนี่งในผู้อภิปรายคือ คำผกา ออกมาวิจารณ์หนักๆ เกี่ยวกับการรับน้องใหม่และระบบโซตัส(ผมจะขอเรียกรวมๆ ว่าเป็นระบบโซตัส นะครับ) และเนื่องจากสถานที่จัดงานอยู่ใน ม.ศิลปากร เลยมีการพาดพิงไปถึงสถาบันแห่งนี้ บรรดาลูกศิษย์่และผู้ที่ศรัทธาต่อมหาวิทยาลัยและระบบโซตัสรุมกระหน่ำเละเทะเลย สำหรับรายละเอียดติดตามได้จากวิดิโอคลิปที่บันทึกการอภิปราย (วิดิโอตอนที่ 1 ,วิดิโอตอนที่ 2 ,วิดิโอตอนที่ 3 ,วิดิโอตอนที่ 4 )

ผมมีข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับวิวาทะครั้งนี้ ดังต่อไปนี้
1. สิ่งที่คุณคำผกาอภิปรายโจมตีเรื่องของระบบโซตัุส คือ ระบบนี้เป็นการละเมิดสิทธิมนุษย์ชน ทำลายสิทธิและเสรีภาพ ขณะที่ผู้คัดค้านก็มาอธิบายถึงข้อดีของระบบโซตัสว่าทำให้มีความสามัคคี รักใคร่ในหมู่คณะ มีความรักต่อมหาวิทยาลัย

2. ทั้งผู้คัดค้านละสนับสนุนระบบโซตัสต่างให้เหตุผลที่น่ืารับฟังทั้งคู่ ผมเห็นด้วยที่ระบบโซตัสเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและเห็นด้วยที่ระบบทำให้เกิดความสามัคคีในหมู่คณะ ซึ่งถ้าอย่างนั้นแล้วทำให้ผมคิดว่า ตัวเองควรมีจุดยืนอย่างไรในเรื่องนี้ ?

3. ประเด็นที่ผมจะต้องคิดคือ เมื่อโซตัสทำให้เกิดผลทั้งสองด้านเช่นนี้ เราจะให้คุณค่าอะไร ระหว่างการเคารพสิทธิมนุษยชน หรือการสร้างความสามัคคีในหมู่คณะ การเคารพอาวุโส ฯลฯ

ดูเผินๆ เหมือนกับการให้คุณค่ากับเคารพสิทธิมนุษยชนน่าจะเป็นสิ่งที่สำคัญกว่าเพราะเป็นเรื่องที่ยอมรับกันในสากล แต่ความจริงไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป บางคนกลับไม่สนใจเรื่องนี้และเห็นว่าการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของระบบโซตัส ให้ความมั่นคงและสงบสุข มากกว่าจะลุกขึ้นมาท้าทายขนบเดิมๆ เพื่อแสวงหาสิทธิและเสรีภาพทางความคิด

กระทั่งคนที่เราคิดว่าไ่ม่ควรมีความคิดทำนองนี้เช่น ผู้บริหารมหาวิทยาลัยหลายๆ คน ครูอาจารย์บางท่าน ก็ตาม คนเหล่านี้อาจจะเป็นคนส่วนใหญ่ของสังคมด้วยซ้ำ คนที่ถูกกระทำกลับเต็มใจที่จะโดนกระทำ(จริงๆ ก็มีประโยชน์แฝงอยู่ ที่วันหนึ่งเขาจะกลายเป็นคนที่กระทำได้บ้าง) มันก็ดูแปลกๆ ดีเหมือนกัน

การที่เรายึดถือหลักการบางอย่าง ว่ามีความสำคัุญกว่าสิ่งอื่นๆ การที่เราจะกระทำสิ่งใดๆ จะต้องไม่ละเมิดหลักการนี้ ผมเรียกมันว่า "ค่านิยมพื้นฐาน" ซึ่งแต่ละคนมีไม่เหมือนกัน อย่างกรณีความเห็นต่อระบบโซตัสก็เกิดจากค่านิยมพื้นฐานต่างกันนี่เอง ซึ่งเป็นเรื่องปกติและไม่มีใครผิดใครถูก และค่านิยมพื้นฐานที่แหล่่ะครับ เป็นแนวทางที่คนเราจะให้พิจารณาในการลงมือปฏิบัติสิ่งต่างๆ

นอกจากตัวบุคคลแล้ว หน่วยงานต่างๆ ก็จะมีค่านิยมของหน่วยงาน ลองสังเกตดูดีๆ สำหรับเป้าหมายเดียวกัน แต่ละหน่วยงานจะมีวิธีปฏิบัติหลายๆ เรื่องต่างกันออกไป

4. สิ่งที่เราควรใคร่ครวรคือ เมื่อเราิเริ่มทำงานร่วมกับใคร หรือหน่วยใด เราต้องพยามทำความเข้าใจ"ค่านิยมพื้นฐาน" ให้ดี ว่าสอดคล้องกับเราหรือไม่่ หากเข้ากันได้การทำงานต่อไปคงจะราบรื่น หากแตกต่างกันเราก็ต้องหาทางปรับให้เข้ากัน หากทำไม่ได้ก็คงต้องหาทางเลี่ยงที่จะไม่ร่วมงานกัน

25 มิ.ย. 2554

24 มิ.ย. วันประชาธิปไตย

24 มิ.ย. 54 ประชาชนกลุ่มเล็กๆ ร่วมรำลึก 78 ปี "การปฏิบัติสยาม พ.ศ.2475" โดย คณะราษฎร ณ หมุดที่ระลึก ลานพระบรมรูปทรงม้า ชอบบรรยากาศเล็กๆ แบบนี้ กับที่ระลึกเล็กๆ แต่นี้มีพลัง เช่น หมุดทองเหลือง ที่มีข้อความจารึกว่า
"ณ ที่นี้ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เวลาย่ำรุ่ง คณะราษฎรได้ก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญเพื่อความเจริญของชาติ"


(ภาพจาก "หนังสือพิมพ์มติชน")

"ประชาธิปไตย จงเจริญ"

โฆษณา Google บนโทรทัศน์ประเทศไทย

ประเทศไทยเป็นประเทศแรกที่ Google เผยแพร่โฆษณาที่จัดทำสำหรับท้องถิ่น เืื้นื้อหาของโฆษณาเองก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ เป็นการแนะนำบริการ Google ที่คนทั่วๆ ไปใช้อยู่เป็นปกติแล้ว แต่ดูๆ แล้วให้น้ำหนักกับ Chrome มากนิดหนึ่ง


แต่สิ่งที่ผมเชื่อว่ากำลังสื่อสารจริงๆ คือ Google เชื่อว่า ตอนนี้คนส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงบริการของ Google ได้แล้ว ผ่านอุปกรณ์ต่างๆ ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เนต ซึ่งไม่ได้จำกัดเฉพาะพีซีและโน้ตบุคส์แล้ว

งานนี้ Google เลยมาขอแนะนำตัวต่อท่านๆ ผู้ชมก่อน ต่อไปคงจะมีโฆษณาลักษะนี้มาแนะนำบริการเฉพาะของ Google อีกกระมัง

20 มิ.ย. 2554

พระเล่นแพลงกิ้ง กับวิธิจัดการแบบดรามา

่ช่วงนี้การเล่นแพลงกิ้งในบ้านเรานิยมกันไปทั่ว กระทั่งพระสงฆ์บางรูปก็ทำจนมีรูปลงอินเทอร์เนตให้วิพากวิจารณ์กันไปทั่ว

สำหรับผมแล้ว การที่พระประพฤติตัวเช่นนี้คงจะไม่สำรวม สิ่งที่ท่านควรโดนคือการตักเตือนเท่านั้น


แต่การทำแบบนั้นอาจจะไม่เหมาะกับสังคมดรามาแบบไทยที่เน้นการรักษาหน้าเป็นหลักจึงมีข่าวจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐว่า ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกฎหมาย มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาล้ัย ออกมาแจ้งความจับพระรูปนี้ในข้อหาว่า "แต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์" โดยมีข้อกล่าวหาตามลำดับต่อไปนี้
1. พระรูปอวดอุตริ เพราะแสดงว่า"เอาตัวลอยได้โดยเอาตัวไว้บนราวบันได" ซึ่งการอวดอุตริจะต้องปาราชิกขาดจากความเป็นพระในทันที
2. เนื่องจากชายคนนี้ขาดจากความเป็นพระแล้ว แต่ยังแต่งกายเป็นพระสงฆ์จึงมีความผิดฐานแต่งการเลียนแบบพระสงฆ์มีความผิดทางอาญา มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี และปรับไม่เกิน 2,000 บาท

สิ่งที่ผมงงมากๆ คือ คิดได้อย่างไรว่า การ "เอาตัวลอยได้โดยเอาตัวไว้บนราวบันได" เป็นการอวดอุตริ เพราะใครก็ดูออกว่าพระรูปนี้ไม่ได้ลอยได้ แค่นอนอยู่บนราวบันได แถมตอนท้ายยังพูดทิ้งท้ายได้ว่า ่"เป็นการปรับข้อเท็จจริงเข้ากับข้อกฎหมาย" อีกต่างหาก

การที่พระเล่นแพลงกิ้งกลายเป็นเรื่องน่าอันตรายนักหนา ทั้งๆ ที่บ้านเราเต็มไปด้วยพระใบ้ห้วย พระดูหมอ พระทำกิจกรรมพุทธพาณิชย์ เต็มไปหมด พระเหล่านั้นไม่เป็นอันตรายต่อพระพุืทธศาสตร์มากกว่าพระขึ้เล่นรูปหนึ่งเหรอ หากอยากให้ศาสนาพุทธดูสะอาดสดใจทำไมไม่จัดการกับพระเหล่านั้นก่อน ?

ผมเดาเอาว่า โดยตัวของการแพลงกิ้งมันไม่ได้ทำให้เกิดความเสียหายอะไร แต่เนื่องจากมันเป็นกิจกรรมที่ทำแล้วต้องเอามา"อวด" โดยเฉพาะผ่านเครือข่ีายสังคมออนไลน์ อาจจะทำให้ใครต่อใครเสียหน้าไปได้ ดังนั้นจริงต้องจัดการแบบ"รุนแรง" ที่สุด เพื่อเป็นการปราม ส่วนกิจกรรมอื่นๆ เ่ช่น พระใบ้ห้วย ทีผมยกมานั้น เป็นกิจกรรมที่ทำในกลุ่มเล็ก ๆ สามารถทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นได้ จึงไม่ต้องสนใจที่จะจัดการ

ซึ่งในกรณีนี้ แม้่กรรมการเถระสมาคมบางท่านก็ัยังกล่าวว่า "ทำท่าแพลงกิ้งเป็นกิริยาที่ไม่เหมาะสมกับสมณสารูป อาจทำให้ถูกโลกติเตียนหรือโลกวัชชะได้" และ "สำหรับความผิดนั้นไม่ได้เป็นเรื่องร้ายแรงแต่อย่างใด แต่คงต้องฝากให้พระสังฆาธิการชั้นผู้ใหญ่ในวัดคอยควบคุมดูแลพระลูกวัดใน สังกัด ห้ามมิให้เล่นในลักษณะคึกคะนองเช่นนี้" (จากข่าว มส.เต้นพระเล่น"แพลงกิ้ง"สั่งห้ามแล้ว)

ดราม่าจริงๆ กับการแพลงกิ้ง แค่นี้จะเอากันติดคุกติดตะรางเชียว

เพิ่มเติม

- อ่านเนื่อข่าวจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐได้ที่นี่ (สำเนาไว้เพราะอาจจะไม่สามารถอ่านย้อนหลังได้)

19 มิ.ย. 2554

ตากล้องต้องรู้ ตอนคิดก่อนถ่าย(ภาพ)



ISBN 9-789749-560648 โดย เอกลักษณ์ โรจนาภรณ์ จาก how2studio

หนังสือเล่มนี้เป็นเหมาะสำหรับมือใหม่จริงๆ แนะนำพื้นฐานการถ่ายภาพที่สำคัุญๆ อ่านง่ายไม่ซับซ้อน มีภาพประกอบที่เป็นตัวอย่างอย่างชัดเจน เนื้่อหาแบ่งเป็นห้าบทคือ
- การถ่ายภาพมีเป้าหมายอยู่เสมอ
- องค์ประกอบนั้นสำคัญไฉน
- แสงสร้างสรรค์
- อารมณ์แห่งสี
- ทดลองของจริง

แนะนำสำหรับมือใหม่ (หรือมือเก่าแล้วแต่อยากจะมาทบทวนแนวคิดหลักๆ ของการถ่ายภาพ) สนใจหายืมได้จากห้องสมุดประชาชนจังหวัดสุรินทร์ครับ เลขทะเบียนหนังสือ 004.11 อ-ต (ไม่รู้แปลว่าอะไรเหมือนกัน)

18 มิ.ย. 2554

เท่งโหน่ง จีวรบิน

หาอะไรในเรื่องนี้ไม่เจอจริงๆ เนื้อเรื่องเป็นแนวเส้นตรงไม่หักมุมไม่มีอะไรทั้งสิ้น เหมือนดูสามช่าตอนยาวๆ (จริงๆ สามช่าเดี๋ยวนี้ก็ไม่สนุกด้วย)


เนื้อหาไม่มีอะไรมากครับ พระเท่งร่วมเดินทางไปกับเศรษฐีต่อมาถูกโจรปล้นเลยตกกระไดพลองโจนต้องไปอยู่กับโจรแล้ว ก็ทำให้โจรกล้ับมาเลื่อมใสได้ แ่ต่ก็ด้วยปาฏิหารย์แบบบังเิอิญๆ

หนังเรื่องนี้มีัปัญหาที่โครงเรื่องไม่เป็นเหตุผลเป็นกันเท่าที่ควร
- เศรษฐีที่โดนปล้นหนีไปได้แต่ตัว ทิ้งตู้เซพไว้ให้โจร แต่ไฉนถึงมอบรหัสผ่านไว้ก้ับคนที่หนีไปไม่ได้อีก
- ทำไมโจรปล่อยพระเดินบิณฑบาตรในค่ายได้
- ทำไมต้องบังคับให้พระถอดรหัสเซพ วันละ 1 ตัว
ฯลฯ

สรุปแล้ว เป็นเรื่องที่งงมากๆ ครับ ไม่สามารถวิจารณ์อะไรต่อได้เลย

Planking

17 มิ.ย. 2554

ความรักแบบไหน ?

มาดูความรักสองแบบเทียบกันนะครับ

มีเถ้าแก่คนหนึ่งทำร้านก๋วยเตี๋ยวมีลูกจ้างอยู่คนหนึ่ง ลูกจ้างคนนี้ก็ขยันขันแข็งมาก อยู่กับเถ้าแก่มานาน เรียกว่าทำแทนไ้ด้ทุกอย่าง เถ้าแก่ก็ตอนแทนลูกจ้างคนนี้ด้วยดี ช่วยดูแลทุกข์สุข จุนเจือเลยไปถึงญาติพี่น้องอีกต่างหาก เพราะอยากให้อยู่ทำงานด้วยกันต่อไป

เถ้าแก่คนนี้มีลูกชายคนหนึ่ง ก็อยู่ช่วยในร้านตั้งแต่เด็กๆ เมื่อถึงวัยหนึีง เถ้าแก่ก็ให้ทุนก้อนหนึ่งให้ออกไปเปิดร้านตัวเอง ลูกชายก็ไม่ค่อยจะอยากไปเพราะไปแล้วคงลำบากกว่าอยู่กับพ่อ เถ้าแก่คนนี้ก็พยามผลักไสให้ไปในที่สุด

- สำหรับลูกน้อง เถ้าแก่อยากให้อยู่ด้วยกันไปนานๆ
- สำหรับลูกชาย เถ้าแก่อยากให้ไปตั้งตัวโดยไว
เถ้าแก่รักทั้งคู่ แต่คนละแบบ

ตอนผมทำงานใหม่ๆ เป็นครูอัตราจ้าง
- พี่ ๆบางคนก็บอกว่า "คิดอะไรไม่ออกก็อยู่ด้วยกันไปก่อน "
- ขณะที่บางคน "รีบหางานได้แล้วนะ ตอนนี้ที่...... เปิดสอบ แล้วไปสมัครแล้วยัง ? นี่รายละเอียด ? อย่าโอ้เอ้หล่ะ ..."
พี่ๆ ทั้งสองรักผมเหมือนกัน แค่คนละแบบ

ความรักที่คุณได้รับ เป็นรักแบบไหน ? ความรักที่คุณใ้ห้กับคนอื่นนั้น เป็นรักแบบไหน ?

เจ้าของร้านบางประเภท มักจะตัดหนทางหากินของตัวเอง

ได้อ่านบทความของ ดร.อาทิตย์ ให้สัมภาษณ์ ในหนังสือพิมพ์มติชนแล้ว เรื่อง"กระตุกนโยบายการศึกษา ต้องสร้างครู เลิกเรียนฟรีจอมปลอง" ก็แว้บอะไรบางอย่าง นอกจากท่านจะเป็นครูบาอาจารย์แล้ว หมวกอีกใบหนึ่งของท่านคือเป็นผู้บริหารสถานศึกษาเอกชน ซึ่งย่อมหวังผลกำไรในการดำเนินธุรกิจ เวลาใครที่ีมาแนะนำหน่วยงานของตน พูดถึงอะไรที่เกี่ยวของกับธุรกิจของตน ก็มาจะยกสิ่งที่ดีๆ ของหน่วยงานตนมานำเสนอ แม้บางทีไม่ได้เชิญชวนให้ไปใช้บริการโดยตรงก็ตาม

ผมมานึกถึงว่า เคยมีเจ้าของกิจการคนไหนไหม ไม่แนะนำให้คนอื่นๆ ไปใช้บริการตัวเอง หรือให้คำแนะนำที่ทำให้ของในร้านตัวเองขายไม่ได้

อาจจะมีบ้าง ตัวอย่างเช่น เจ้าของร้านพรินเตอร์แนะนำให้ผมซื้อพรินทร์เตอร์ HP Laserjet 1200 แม้จะเป็นของมือสอง ปรากฎว่ามันใ้ช้งานได้หลายปีจริงๆ จนกระทั่งตอนนี้ผมก็ไม่เีคยแวะไปใช้บริการเขาอีก เป็นต้น เจ้าของร้านบางคนเราถือเงินไปซื้อของเขาแท้ๆ พอเราบอกความต้องการกล้ับไม่ขายให้ เพราะเราอาจจะใช้ไม่คุ้ม กล้บแนะนำให้ไปซื้อที่ร้านอื่น

ไม่บ่อยน้ักที่ผมจะเจอเจ้าของกิจการแบบนี้ แต่ผมจำพวกเขาได้ทุกคน ผมชื่นชมพวกเขาทุกคน

16 มิ.ย. 2554

วิธีเก็บขวดโหลแบบแปลกๆ


สำหรับใครที่ชอบเอาของชิ้นเล็กๆ ไปใส่ขวดโหลเล็กๆ แล้ววางไว้ตามที่ต่างๆ เ่่ช่น บนชั้น บนโต๊ะ หรือตามผนัง ท่านสามารถเอาขวดโหลเหล่านั้น มาวางไว้ใต้โต๊ะได้ โดยการยึดฝาไว้กับใต้โต๊ะ (อาจจะใช้กาว หรือตะปูเล็กๆ ) ช่วยประหยัดพื้นที่ได้ไม่น้อย เมื่อต้องการใช้งานก็หมุนตัวขวดโหล(แทนที่จะหมุนฝาแบบปกติ) เพื่อถอดออกมาใช้งาน

ที่มา Mount Jars Below Shelves for Space-Saving DIY Hardware Storage

15 มิ.ย. 2554

สุดเขต...สเลดเป็ด

ผมดูภาพยนต์เรื่องนี้ระหว่างนั่งรถ คำว่า"สุดเขตต์"เป็นชื่อของพระเอกในเรื่อง ดูจนจบก็ไม่รู้ว่าสเลดเป็ดเข้ามาเกี่ยวข้้องอะไรด้วย สงสัยเป็นสร้อยที่ช่วยให้ชื่อเรื่องฟังดูสละสลวยกระมัง (ตอนหลังถึงได้ทราบที่มาที่ไปของคำนี้ หากสนใจตามอ่านในส่วนเพิ่มเติม)

เรื่องนี้เป็นเรื่องของผู้แสวงหาโอกาส พระเอกของต้องไปออดิชันหลายครั้งเพื่อเป็นศิลปิน ต้องตามนางเอกหลายครั้งเพื่อจะีจีบมาเป็นแฟนให้ได้ เมืื่อเจอเรื่องผิดหวังพระเอกจะรับมือมันด้วยหลักการผู้ชายนับสาม หลักการนี้มีอยู่ว่าการจะละทิ้งอะไรก็ต้องล้มเหลวให้ครบสามครั้งก่อน


ตลอดการชมภาพยนต์เรื่องนี้ รู้สึกว่าตัวละครหลักสี่ตัวคิดและพูดอะไรทำแปลกๆ ตลอดทั้งเรื่อง อะไรไม่น่าจะพูดก็พูด พ่อก็แนะนำลูกแปลกๆ เรื่องการคบผู้หญิง ภายหลังมาไ้ด้ฟัง ยอร์ช-ฤกษ์ชัย ผู้กำกับภาพยนต์ กับ เป้ อารักษ์ (ในวิดิโอคลิ๊ป ตอนที่ 1 และ ตอนที่ 2 ) เล่าถึงที่มาที่ไปก็ถึงบางอ้อ ว่าตัวละครเกือบทุกตัวในเรื่องก็มีความขัดแ้ย้งในตัวเอง เราอาจจะไม่อยากเป็นในสิ่งที่ตัวเราเป็น

พระเอกเราก็พยาม"แนว" แต่ในขณะเดียวกันเมื่อต้องเ้ข้าไปรับคัดเลือกเป็นศิลปินก็ต้องปรับตัวให้มีความเป็นตลาด ซึ่งเราจะค่อยสังเกตเห็นการค่อยๆ ปรับตัว เช่นเดียวกับการจีบนางเอก บางทีการ"แนว"ก็ช่วยได้ แต่บางทีก็ต้องลดอาการ"แนว"เหมือนกัน (ในบทสัมภาษณ์ เป้ อารักษ์ เรื่องอาการนี้ว่า "สุดเขต จะไม่แมส แต่แอบอยากแมสนิดหนึ่ง")

โดยรวมๆ ก็เป็นภาพยนต์ที่น่าสนใจและมีสาระอีกเรื่องหนึ่ง แนะนำให้ลองไปชมกัน

เพิ่มเติม
- บทสัมภาษณ์ของ ยอร์ช ฤกษ์ชัย เกี่ยวกับภาพยนต์เรื่องนี้ แนะนำให้อ่านเพราะพูดถึงที่มาที่ไปได้น่าสนใจดี

เปิดใจพี่แอ๊ด คาราบาว เกี่ยวกับพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2554

เปิดใจพี่แอ๊ด คาราบาว เกี่ยวกับพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2554


จัดไป สำหรับแฟนๆ พี่แอ็ดครับ

วิดิโอคลิปสอนการสมัครเข้าใช้งาน Gmail.com


วิดิโอคลิปสอนการสมัครเข้าใช้งาน Gmail.com ซึ่งสำหรับคนทั่วๆ คงจะดูไม่น่าสนใจนัก แต่คลิปนี้(และที่จะมีอีกต่อๆ ไป ) จะเป็นเรื่องพื้นๆ สำหรับมือใหม่ครับ กะว่าจะทำเยอะๆ แล้วค่อยรวบรวมเป็นบทเรียนต่อไป

13 มิ.ย. 2554

กลุ่มสตรีพัฒนากล้วยน้ำว้าไืท อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี

ผมได้มีโอกาสไปศึกษาดูงานของกลุ่มสตรีพัฒนากล้วยน้ำว้าไทย ต.ทุ่งสมอ อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี เมื่อวันที่ 29 พ.ค. 2554 ที่ผ่านมา วันที่ผมไปดูงานเป็นวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันหยุดของโรงงาน แต่อย่างไรก็ตามคุณจินตนา ผู้นำกลุ่มสตรีก็ยังมาให้การต้อนรับพร้อมบรรยายสั้นๆ ให้เราฟังถึงความเป็นมาเ็ป็นไปว่า ตอนนี้ทางกลุ่มได้ขยายกิจการโดยจัุดตั้งกลุ่มขึ้นมาอีกแปดกลุ่ม ซึ่งกลุ่มเหล่านี้อยู่ในแหล่งผลิตกล้วยของจังหวัดกาญจนบุรี(ขออภัย จำชื่ออำเภอไม่ได้) จากนั้นก็เข้าไปแนะนำวิธีการทอดกล้วยให้เป็นไปตามมาตรฐาน กล้วยทอดที่ผลิตได้จะถูกรับซื้อ นำมาปรุงและบรรจุที่โรงงานแห่งนี้ เครื่องปรุงที่ใช้รับรองว่าไม่มีการใช้ผงชูรส สำหรัีบการจัดทำหน่ายนอกจากจำหน่วยให้ห้างใหญ่แล้ว ในส่วนจังหวัดใกล้ๆ จะีมีเซลล์วิ่งอยู่ประมาณแปดชุด ส่วนจังหวัดใกล้ก็จะมีตัวแทนจำหน่ายที่ดูแลจังหวัดตัวเองและพื้นที่รอบๆ




หลังจากฟังการบรรยายเสร็จก็เปิดโอกาสให้พวกเราได้ชิมกล้วยทอดสารพัดรส พร้อมซื้อสินค้าในราคาพิเศษก่อนกลับ

ความเห็น :

1. กลุ่มสตรีกลุ่มนี้ได้พัฒนาตัวเองจากผู้ผลิตสินค้าต้นน้ำมาเป็นสินค้าปลายน้ำ จากเดิมทำทุกอย่าง ตอนนี้ตัดงานทอดกล้วยไปให้กลุ่มอื่นทำ แล้วตนเองก็ทำหน้าที่พัฒนาผงปรุงรส บรรจุภัณฑ์ และทำการตลาด ผมคิดว่านี่เป็นพัฒนาองค์การให้ทำงานด้านวิจัยและพัฒนาแล้ว

2. หลังจากลองชิมแล้ว ความรู้สึกแรกคือ ่เขาพยามทำกล้วยทอดให้มีลักษณะคล้ายมันฝรั่งทอดยี่ห้อ.... ที่เราคุ้นกันดี ผมคิดว่าเป็นแนวคิดที่ดีมากๆ หากจะแนะนำก็อยากให้หาวิธีฝานกล้วยให้ได้บางกว่านี้ได้ก็จะยิ่งคล้ายกันไปใหญ่เพราะความกรอบนั้น พอๆ กันแล้ว แต่ใช้แรงเคี้ยวเยอะกว่ากันหน่อย

http://www.blogger.com/img/blank.gif

เพิ่มเติม
- ดูภาพอื่นๆได้ที่นี่ครับ

12 มิ.ย. 2554

แก้วิกฤติพิชิตเบื่องาน

ผมอาศัยอ่านหนังสือเล่มนี้จากร้านหนังสือโดยไม่ได้ซื้อ ขอบคุณร้านเอเปิล ข้างธนาคารไทยพาณิชย์ในตัวเมืองจังหวัดสุรินทร์ ไว้ ณ ที่นี้ด้วย ร้านนี้เจ้าดูท่าใจดีเพราะทำที่นั่งอ่านหนังสือนุ่มสบายไว้ในหลายๆ จุดของร้าน เลยมีลูกค้านั่งอ่านยาวๆ แบบผมหลายคน ถ้าโอกาสขอเชิญไปอุดหนุนเขาหน่อยนะครับ



หนังสือเล่มนี้เป็นการหนังสือประเภทพัฒนาตนเองที่ให้คำแนะนำสำหรับมนุษย์เงินเดือนที่เบื่องาน ที่น่าสนใจคือมีการนำเสนอเป็นการ์ตูน(หรือมังกะ) พระเอกของเรื่องเป็นนักบัญชีที่เดิมเคยรักชอบงานศิลปะแต่ คนรอบข้างบอกให้เรียนบัญชีเพราะอย่างไรก็หางานทำได้ง่ายกว่า ผลคือได้ทำงานไปวันๆ แบบไร้จุดหมาย จนกระทั่งไปผู้วิเศษเข้ามาแนะนำแบบบังเอิญ คล้ายๆ อาลาดินแบบตะเกียงวิเศษ แต่มันเป็นแบบญี่ปุ่นๆ ต้องไปอ่านเอาเองว่ามันเป็นอย่างไร

ผู้วิเศามาให้คำแนะนำทีละข้อจนครบหกข้อ เท่าที่จะได้ก็มี อย่ามีแผนในชีวิต , พัฒนาความถนัดของตนเอง ,คิดถึงคนอื่น , ล้มเหลวอย่างสง่างาม ,จงเป็นที่จดจำ ประมาณนี้แหล่ะครับอาจจะไม่ถูกต้องเป๊ะ และจำได้ไม่ครบทุกข้อ

หนังสือเล่มนี้ก็เป็นหนังสือที่ให้คุณค่าดีๆ สำหรับคนที่ทำงานมานานพอสมควร (ผมคิดว่าคนที่เพิ่งจบหรือเริ่มงานใหม่ๆ จะไม่เ้ข้าใจปัญหาเหล่านี้นัก) ได้หันมาพิจารณาแนวทางของชีวิตให้ดี

11 มิ.ย. 2554

ระบบโซตัสก้ับระบบการศึกษาไทย

ผมเข้าเรียนในคณะวิศวกรรมการศาสตร์ ม.ขอนแก่น ในปีการศึกษา 2537 สิ่งที่ผมเจอคือระบบ SOTUS การเชียร์ การว๊าก ตั้งแต่เข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยจนถึงก่อนสอบกลางภาคของภาคเรียนแรก เกือบทุกคืนจะมีการเชียร์จนเกือบหกทุ่ม ถึงคืนวันศุกร์เป็นคืนพิเศษก็จะมีกิจกรรมให้ทำกันจึงถึงแปดโมงเช้า

สมัยนั้นผมไม่พอใจมากก็ไม่กล้าทำอะไร ได้แต่ตามเพื่อนๆ ไป อย่างไรก็ตามก็มีการควบคุมดูแลในระดับหนึ่ง คือจะไม่ถึงขนาดลงไม้ลงมือกัน (จริงๆ พวกที่จัดกิจกรรมอ้างว่าจะไม่แตะตัวกันเด็ดขาด แต่ผมคิดว่าคงไม่สามารถทำได้ถึงขนาดนั้น) ผมพยามหลบเท่าที่จะหลบได้ ท่ามกลางการบีบพวกเราด้วยสถานการณ์หลายๆ อย่าง เช่น หากเราไม่ไปเพื่อนสายรหัสเดียวกันก็จะโดยลงโทษ หรือรุ่นพี่ก็จะไม่พอใจ ไม่ให้หนังสือ ไม่พาไปเลี้ยง หรือขู่จะตัดรุ่น(หมายถึงไม่คบหาสมาคมเลย)

คืนสุดท้ายมีการบูมเพื่อเอาตราเฟืองเล็กๆ เป็นสัญลักษณ์ของรุ่น ผมก็ไม่ได้ไป เพราะเบื่อเหลือทน

คนที่ผ่านประสบการณ์นั้น มีบางคนที่ไ่ม่ชอบมากๆ แต่ส่วนใหญ่กลับรับได้และสืบทอดมันต่อไปเรื่อง ส่วนผมไม่เคยไปข้องเกี่ยวกับมันอีกเลย

หลายปีผ่านไปไวเหมือนโกหก ข่าวรับน้องแบบรุนแรงก็ได้ยินกันมาทุกปี ส่วนใหญ่จะมาจากสถาบันที่เปิดสอนเกี่ยวกับวิชาช่าง ซึ่งเทียบกับสิ่งที่ผมเจอแล้วก็ต่างกันมาก การรับน้องในรั้วมหาวิทยาลัยแบบนี้จึงถูกมองว่าไม่ดุเดือดนัก และไม่ได้เป็นปัญหาแต่อย่างใด

จะกระทั่ง.... มีคลิปข้างล่างนี้เผยแพร่ในอินเทอร์เนต


ผมเห็นด้วยกับผู้ประท้วงที่ว่าการทำงานเช่นนี้เป็นการสนับสนุนแนวคิดอำนาจนิยมและละเมิดสิทธิมนุษยชน สิ่งที่เสนอคือไม่ได้ต้องการให้มหาวิทยาห้ามการกระทำเช่นนี้ เพียงแต่ขอให้เคารพสิทธิของนักศึกษาเหล่านั้น ที่จะเข้าร่วมหรือไม่ร่วมกิจกรรมทำนองนี้ก็ได้
(ปล่อยให้ระบบเหล่านี้ได้พิสูจน์ว่า ยังมีใครอยากเข้าไปเกี่ยวข้องกับมันหรือไ่ม่)

สิ่งเหล่านี้อาจจะไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ เพราะผู้ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมเหล่านี้้ล้วนเป็นเยาวชน อาจจะไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่พวกเขากำลัง ความรัก ความสามัคคี ที่ได้มากจากการใช้ความรุนแรงบังคับกัน มันไม่ได้อยู่ถาวรตลอดไป แต่สิ่งที่ทำให้ผมงงมากๆ กลับเป็นคำให้สัมภาษณ์ของอธิบการบดีของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ท่านพูดราวกับว่า การละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นนี้เป็นเรื่องที่ปกติเหลือเกิน

"กิจกรรมนี้ก็มีเจ้าหน้าที่ดูอยู่ห่างๆ ไม่ได้มีความรุนแรง แต่ที่เห็นในภาพมีเด็กเป็นลม ก็เป็นธรรมดาของกิจกรรมที่มีคนเยอะ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมา เป็นเรื่องของเด็ก 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งเขาทำกิจกรรม แต่บังเอิญพวกรุ่นพี่สต๊าฟเขาใส่กางเกงเหมือนกางเกงทหารหรือกางเกง ร.ด. เลย ภาพเลยออกจะดูเหมือนเผด็จการไปหน่อย แต่จริงๆ ไม่มีอะไร”
(ที่มา http://www.prachatai3.info/journal/2011/06/35368 )

เฮ้อ อนาถใจ .... แค่นี้ก็พอจะรู้ถึงคุณภาพการศึกษาประเทศนี้แล้ว ว่าทำไมปฏิรูปไม่เสร็จไม่สิ้นซะที

ปล. ผมไม่ยักจะรู้ว่า พวกสตาฟฟ์ มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า "เจ้าหน้าที่สวัสดิภาพ"

2 มิ.ย. 2554

เทรนด์รถสีขาว

เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็ออกรถยนต์สีขาว ไม่เว้นแม้กระทั่งรถสูบสิ่งปฏิกูลที่เ้ข้ามาให้บริการในหน่วยงานก็ยังสู้ทาสีขาวกับเขาด้วย




หากพิจารณาถึงความเหมาะสมในการใช้งาน รถคันนี้ควรทาสีเหลืองหรือสีน้ำเงินแบบที่เราเคยเห็น ซึ่งจะสะดวกในการดูแลรักษามากกว่า แต่มันคือเรื่องของความรู้สึกหรือแฟชัน เจ้าของรถคงสุขใจมากกว่าที่จะได้ขับรถสีขาว

1 มิ.ย. 2554

ภาพถ่ายมุมสูงของเมืองสุรินทร์ จากอาคารโรงพยาบาลสุรินทร์

ผมมีโอกาสขึ้นไปชมห้องประชุมชั้น 9 ของอาคารศูนย์แพทย์ศาสตร์ศึกษาชั้นคลีนิก ตั้งอยู่ในโรงพยาบาลสุรินทร์ เนื่องจากไปทำหน้่าที่บันทึกภาพกิจกรรมสภาแกแฟจังหวัดสุึรินทร์ เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2554 ที่ผ่านมา


ชั้น 9 ทั้งชั้นถูกใช้งานห้องประชุมซึ่งประกอบด้วยห้องประชุม 3 ห้อง ซึ่งแต่ละห้องมีขนาดไม่เท่ากัน แต่ละห้องก็จะมองออกไปแต่ละทิศต่างๆ กันไป ผมขอเลือกภาพที่ถูกใจมาสักสี่ภาพ ส่วนสำหรับภาพที่เหลือดูได้ในอัลบั้มนะครับ

(โรงบำบัดน้ำเสียของโรงพยาบาลสุรินทร์)


(อาคารที่กำลังก่อสร้างอยู่ตรงหน้าเป็นอาคารของโรงพยาบาลสุรินทร์ สระน้ำที่เห็นออกไปไกลๆ คือสวนสุขภาพแห่งใหม่ของจังหวัดสุรินทร์ที่อยู่ข้างๆ สนามกีฬาศรีณรงค์)


(อาคารที่กำล้งก่อสร้างเป็นอาคารของวิทยาลัยพยาบาลสุรินทร์ สนามหญ้าที่อยู่ถัดไปเป็นของโรงเรียนเมืองสุรินทร์)


(ภาพสุดท้ายเป็นบรรยากาศในห้องประุชุมสระโบราณ ซึ่งอยู่อีกอาคารหนึ่ง เป็นห้องประชุมที่ตกแต่งได้สวยงามมาก)

เพิ่มเติม
- ดูภาพทั้งหมดจากจากอัลบั้ม

คูปองแบบบาร์โค้ด

มีโอกาสผ่านไปใช้บริการศูนยฺ์อาหารในปั็มน้ำมันแห่งหนึ่งบนทางหลวงหมายเลข 24 ในเขต อ.หนองบุญมาก จ.นครราชสีมา ผมเพิ่งเห็นว่าสมัยนี้การซื้อคูปองในศูนย์อาหาร เขาใช้ระบบบาร์โค้ดกันแล้วแทนที่จะเป็นแบบฉีกเป็นตั๋วเหมือนเดิม คณะที่ไปด้วยก็บอกว่าการใช้คูปองแบบนี้เขาใช้กันนานแล้ว อันนี้ผมเชยไปถนัดเลย




คูปองที่เขาใช้ก็เป็นระบบง่ายๆ ตัวคูปองก็เป็นกระดาษสีพิมพ์บาร์โีค้ดและเคลือบพลาสติกธรรมดา ทันทีที่ผมเห็นกลับคิดไปถึงความพยามของรัฐบาลไทย หลายยุคหลายสมัย ที่พยามผลักดันบัตรประชาชนแบบสมาร์ทการ์ด บัตรเดียวแทนทุกๆ บัติ ที่สุดท้ายก็ทำอะไรไม่ได้ สู้คูปองอาหารแบบง่ายๆ ในปั็มน้ำมันไม่ได้เลย