เบื้องหลังการไตเติ้ลเข้าสู่รายการของ HBO ในช่วงปี 1980 โดยวิดิโอคลิ๊ปอันแรกเป็นผลงานสำเร็จแล้วความความประมาณนาทีครึ่ง
ส่วนอันที่สองนี้เป็นเบื้องหลัง สมัยนั้นไม่มีคอมพิวเตอร์กราฟฟิค ดูๆ เทคนิคที่เห็นก็ไม่ซับซ้อนพอทำความเข้าใจได้ แต่ความยากลำบากคือมันมีปริมาณงานมหาศาลและต้องเก็บรายละเอียดทุกอย่าง
26 มี.ค. 2553
24 มี.ค. 2553
การสัมนาประวัติศาสตร์ืท้องถิ่นประวัติศาสตร์สามัญชน 19 มี.ค. 53
เมื่อวันศุกร์(19 มี.ค. 53) ที่ผ่านมาผมเข้าไปร่วมฟังการสัมนาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ประวัติศาสตร์สามัญชน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการยุววิจัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่นภาคตะวันออกเฉียงเหนือกลุ่มที่หนึ่ง โดย คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ณ ห้องประุชุมชั้น 2 ตึกอำนวยการโรงเรียนสุรินธร จ.สุรินทร์


โครงการนี้ทราบคร่าวว่าเป็นการพัฒนาเยาวชนให้ทำวิจัยเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่น โดยรับการสนับสนุนทั้งการฝึกอบรมและงบประมาณจากทางโครงการ และทางชั้นเรียนภาษาเขมรที่บ้านภูมิโปนได้เข้าร่วมโครงการด้วย โดยการนำบทสวดทำขวัญภาษาเขมรมาแปลและสรุป(จริงๆ พยามทำท่าจะวิเคราะห์แต่ผู้วิเคราะห์ยังไม่ค่อยแข็ง เลยเห็นได้่แค่บทสรุป ) ซึ่งมีโรงเรียนหลายโรงทั่วจังหวัดสุรินทร์เข้าร่วมโครงการนี้ด้วย

ผมมาร่วมฟังเมื่อเวลา 11.00 น. ก่อนหน้านั้นก็มีการนำเสนอผลงานไปแล้วหลายกลุ่มโดยกำหนดเวลาให้กลุ่มละ 10 นาที ขอสรุปเฉพาะช่วงที่ผมได้ฟังดังนี้
1. จากเตียนมัยสู่เทนมีย์ โดย ร.ร.วีรวัฒน์โยธิน
ประวัติของหมู่้บ้านเทนมีย์ ต.เทนมีย์ อ.เมือง จ.สุรินทร์ โดยคร่าวๆ คือ อพยพมาจากบ้านเมืองที
2. สามชาติพันธุ์บ้านระกา โดย ร.ร.ศีขรภูมิพิัสัย
ประวัติการก่อสร้างหมู่บ้านระกา ม.14 ต.กุดหวาย อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์ ซึ่งกลุ่มชาติพันธ์ ลาว กุย และเขมร อพยพเข้ามาอาศัยด้วยกัน
3. ชีวประวัติหลวงปู่ดุลย์ โดย ร.ร.บ้านเมืองที
ชีวประวัติของหลวงปู่ดุลย์ อตุโล เกจิอาจารย์ชื่อดังของจังหวัดสุรินทร์ (ท่านมรณภาพไปนานหลายสิบปีแล้ว)
4. ประเพณีแซนโฏนตา โดย ร.ร.บ้านไพลขลา
ประเพณีชาติพันธุ์เขมรในท้องถิ่นที่มีการผสมความเชื่อของชาติพันธุ์ลาวที่อาศัยในชุมชนเดียวกันเข้าไปด้วย
5.ดุงกูยหัว-บ้านกูยสร้าง โดย ร.ร.สำโรงทาบพิทยาคม
แนวคิด คติ วิธิการและอุปกรณ์ในการสร้างบ้านของชาวกูย
6.ย้อนรอยการทำนา้บ้านประทุน โดย ร.ร.บ้านประทุนอายอง
การทำนาจากอดีตถึงปัจจุบัน ผมอาศัยการทำนาหยอดต่อมาค่อยใช้ควายและรถไถต่อมาเป็นลำดับ เดิมผมคิดว่าแต่ว่ารูปแบบการทำนาแบบใช้ควายไถนานั้นมีมาเนิ่นนานแล้ว แต่สำหรับบ้านประทุนนั้นรูปแบบนี้ยังเกิดมาไม่นานเท่าไหร่
สำหรับตอนบ่ายนั้น จะเป็นการร่วมเขียนประวัติศาสตร์จังหวัดสุรินทร์แต่ผมกลับมาทำงานต่อ

ข้อสังเกต
ผมก็มีข้อสงสัยหรืองงๆ กับเรื่องที่นำเสนอสองสามอย่างดังนี้
1. โจทย์วิจัยที่ไม่เป็นโจทย์ - จำได้คร่าวๆ "หมู่้บ้าน ก. เป็นหมู่บ้านที่มีกลุ่มชาติพันธุ์เข้ามาอยู่อาศัยร่วมกัน มีการผสมผสานประเพณีวัฒนธรรมระหว่างกัน และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข" อะไรทำนองนี้ ผมก็ไม่แน่ใจว่าข้อความนี้มีคำถามอะไรบ้าง บางทีมันน่าจะเป็นข้อสรุปซะมากกว่าจะเป็นโจทย์วิจัย
2. ผมไม่แน่ใจว่ารู้แล้วได้อะไร - หลังจากกลุ่มหนึ่งอธิบายถึงคติ วิธีการการสร้างบ้านแบบโบราณอย่างละเอียดยิบ พร้อมตบท้ายด้วย ว่าบ้านแบบนี้เหลืออยู่หลังเดียวในอำเภอ เพราะคนเดี๋ยวนี้หันไปสร้างบ้านปูนแบบสมัยใหม่กันหมดแล้ว ผมก็ไม่รู้ว่าวิธีสร้างบ้านแบบนี้จะใ้ช้ประโยชน์อะไร เมื่อเราเองก็ไม่อยู่บ้านแบบนี้แล้ว ? หรืออาจจะมีแต่ก็ไม่ได้นำเสนอให้ทราบ
อีกกรณีหนึ่งก็คือประวัติหมู่บ้าน ประวัติบุคคล หลังจากรู้แล้วเกิดประโยชน์อย่างไร? ก็น่าบอกด้วย (จริงๆ มันเพื่อตอบโจทย์วิจัย แต่ตัวโจทย์เองก็แปลกๆ ตั้งแต่แรกแล้ว)
จริงๆ ผลการวิจัยต้องอ่านจากเอกสารที่นำเสนอซึ่งผมก็ไม่ได้ทำเช่นนี้ ข้อสังเกตของผมอาจจะมองจากมุมที่ใ้ช้เวลาเล็กน้อยแถมไม่ไ้ด้ติดตามรายละิเอียดมากพอก็ได้
เพิ่มเติม
- ดูรูปภาพทั้งหมดได้ที่นี่
โครงการนี้ทราบคร่าวว่าเป็นการพัฒนาเยาวชนให้ทำวิจัยเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่น โดยรับการสนับสนุนทั้งการฝึกอบรมและงบประมาณจากทางโครงการ และทางชั้นเรียนภาษาเขมรที่บ้านภูมิโปนได้เข้าร่วมโครงการด้วย โดยการนำบทสวดทำขวัญภาษาเขมรมาแปลและสรุป(จริงๆ พยามทำท่าจะวิเคราะห์แต่ผู้วิเคราะห์ยังไม่ค่อยแข็ง เลยเห็นได้่แค่บทสรุป ) ซึ่งมีโรงเรียนหลายโรงทั่วจังหวัดสุรินทร์เข้าร่วมโครงการนี้ด้วย
ผมมาร่วมฟังเมื่อเวลา 11.00 น. ก่อนหน้านั้นก็มีการนำเสนอผลงานไปแล้วหลายกลุ่มโดยกำหนดเวลาให้กลุ่มละ 10 นาที ขอสรุปเฉพาะช่วงที่ผมได้ฟังดังนี้
1. จากเตียนมัยสู่เทนมีย์ โดย ร.ร.วีรวัฒน์โยธิน
ประวัติของหมู่้บ้านเทนมีย์ ต.เทนมีย์ อ.เมือง จ.สุรินทร์ โดยคร่าวๆ คือ อพยพมาจากบ้านเมืองที
2. สามชาติพันธุ์บ้านระกา โดย ร.ร.ศีขรภูมิพิัสัย
ประวัติการก่อสร้างหมู่บ้านระกา ม.14 ต.กุดหวาย อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์ ซึ่งกลุ่มชาติพันธ์ ลาว กุย และเขมร อพยพเข้ามาอาศัยด้วยกัน
3. ชีวประวัติหลวงปู่ดุลย์ โดย ร.ร.บ้านเมืองที
ชีวประวัติของหลวงปู่ดุลย์ อตุโล เกจิอาจารย์ชื่อดังของจังหวัดสุรินทร์ (ท่านมรณภาพไปนานหลายสิบปีแล้ว)
4. ประเพณีแซนโฏนตา โดย ร.ร.บ้านไพลขลา
ประเพณีชาติพันธุ์เขมรในท้องถิ่นที่มีการผสมความเชื่อของชาติพันธุ์ลาวที่อาศัยในชุมชนเดียวกันเข้าไปด้วย
5.ดุงกูยหัว-บ้านกูยสร้าง โดย ร.ร.สำโรงทาบพิทยาคม
แนวคิด คติ วิธิการและอุปกรณ์ในการสร้างบ้านของชาวกูย
6.ย้อนรอยการทำนา้บ้านประทุน โดย ร.ร.บ้านประทุนอายอง
การทำนาจากอดีตถึงปัจจุบัน ผมอาศัยการทำนาหยอดต่อมาค่อยใช้ควายและรถไถต่อมาเป็นลำดับ เดิมผมคิดว่าแต่ว่ารูปแบบการทำนาแบบใช้ควายไถนานั้นมีมาเนิ่นนานแล้ว แต่สำหรับบ้านประทุนนั้นรูปแบบนี้ยังเกิดมาไม่นานเท่าไหร่
สำหรับตอนบ่ายนั้น จะเป็นการร่วมเขียนประวัติศาสตร์จังหวัดสุรินทร์แต่ผมกลับมาทำงานต่อ
ข้อสังเกต
ผมก็มีข้อสงสัยหรืองงๆ กับเรื่องที่นำเสนอสองสามอย่างดังนี้
1. โจทย์วิจัยที่ไม่เป็นโจทย์ - จำได้คร่าวๆ "หมู่้บ้าน ก. เป็นหมู่บ้านที่มีกลุ่มชาติพันธุ์เข้ามาอยู่อาศัยร่วมกัน มีการผสมผสานประเพณีวัฒนธรรมระหว่างกัน และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข" อะไรทำนองนี้ ผมก็ไม่แน่ใจว่าข้อความนี้มีคำถามอะไรบ้าง บางทีมันน่าจะเป็นข้อสรุปซะมากกว่าจะเป็นโจทย์วิจัย
2. ผมไม่แน่ใจว่ารู้แล้วได้อะไร - หลังจากกลุ่มหนึ่งอธิบายถึงคติ วิธีการการสร้างบ้านแบบโบราณอย่างละเอียดยิบ พร้อมตบท้ายด้วย ว่าบ้านแบบนี้เหลืออยู่หลังเดียวในอำเภอ เพราะคนเดี๋ยวนี้หันไปสร้างบ้านปูนแบบสมัยใหม่กันหมดแล้ว ผมก็ไม่รู้ว่าวิธีสร้างบ้านแบบนี้จะใ้ช้ประโยชน์อะไร เมื่อเราเองก็ไม่อยู่บ้านแบบนี้แล้ว ? หรืออาจจะมีแต่ก็ไม่ได้นำเสนอให้ทราบ
อีกกรณีหนึ่งก็คือประวัติหมู่บ้าน ประวัติบุคคล หลังจากรู้แล้วเกิดประโยชน์อย่างไร? ก็น่าบอกด้วย (จริงๆ มันเพื่อตอบโจทย์วิจัย แต่ตัวโจทย์เองก็แปลกๆ ตั้งแต่แรกแล้ว)
จริงๆ ผลการวิจัยต้องอ่านจากเอกสารที่นำเสนอซึ่งผมก็ไม่ได้ทำเช่นนี้ ข้อสังเกตของผมอาจจะมองจากมุมที่ใ้ช้เวลาเล็กน้อยแถมไม่ไ้ด้ติดตามรายละิเอียดมากพอก็ได้
เพิ่มเติม
- ดูรูปภาพทั้งหมดได้ที่นี่
23 มี.ค. 2553
สุรินทร์เอฟซี 3 - นครราชสีมา 0
21 มี.ค. 53 สุรินทร์เปิดบ้านถล่มนครราชสีมาไป 3 - 0 ครับ ครึ่งแรกออกนำไปก่อน 1 - 0 ก่อนจะได้อีกสองประตูในครึ่งหลัง แมทช์นี้สนุกดีั ทั้งสองทีมเปิดเกมส์บุกทั้งคู่ โคราชนี่ใช้โอกาสเปลืองไปหน่อย ได้จังหวัดสับไกหลายๆ ครั้งแต่ไม่ได้ประตูสักทีขณะที่ทีมสุรินทร์เราแน่นอนกว่าเยอะ
วันนี้เห็นโฆษกสนามบอกว่าเก็บค่าผ่านประตุได้ประมาณห้าหมื่นกว่าบาทซึ่งถ้าหากเก็บได้ถึงหกหมื่นจะมีโบนัสให้นักเตะอีกต่างหาก แสดงให้เห็นว่าเดี๋ยวนี้คนเข้ามาเยอะขึ้นเรื่อยๆ ผมนั้นคิดว่าไม่นานนักยอดบัตรเ้ข้าชมหกหมื่นบาทคงจะถึงได้ไม่ยาก เพราะรู้สึกว่ายังมีคนมาเพิ่มเรื่อยๆ เดี๋ยวนี้พ่อแม่มาลูกๆ มาดูกีฬาเป็นครอบครัวก็มีเยอะ
19 มี.ค. 2553
ปีแรกของผมในกีฬาสเกต - ทบทวนและบทเรียนที่ได้รับ
แปลจากบทความเรื่อง My First Year of Inline Speedskating - Review & Lessons Learned
การแข่งขันสเกต Chicago Land 2008 เป็นเครื่องหมายของการครบรอบหนึ่งปีของผมในกีฬาสเกตประเภทความเร็ว ดูเหมือนว่าผมจะสามารถเขียนหนังสือเล่มเล็กๆ ได้เล่มหนึ่งเกี่ยวกับประสบการณ์และสิ่งที่ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับกีฬาชนิดนี้ที่ทำให้ผมมีความสุขอย่างมาก แต่ผมจะเล่าอย่างสั้นที่สุดเท่าที่จะทำได้
ความตั้งใจในการเล่นกีฬาชนิดนี้ของผมประการแรกคือ อยากให้รูปร่างตัวเองดี และประการที่สองคือต้องการเป็นนักสเกตที่มีฝีมือพอสมควรเมื่อเทียบกับคนรุ่นอายุเดียวกัน สำหรับอายุ 42 ปี มันคงจะช้าไปที่ผมคิดจะเป็นมืออาชีพและผมก็ไม่แน่ใจว่าหากผมอายุน้อยกว่านี้ผมจะมีทักษะตามธรรมชาติมากพอที่จะทำให้สิ่งนี้เป็นจริงได้ แต่ผมคิดว่าการเลือกที่จะพัฒนาฝืมือให้อยู่ในระดับพอแข่งได้กับคนรุ่นเดียวกันนี้พอเป็นไปได้ งั้นมาดูกันว่าหนึ่งปีที่ผ่านมาผมได้เรียนรู้อะไรบ้าง ?
1. กลุ่มนักสเกตเป็นพวกที่่ยอดเยี่ยมที่สุด
ผมไม่สามารถอธิบายได้ว่ามีคนดีและเจ๋งเยอะขนาดไหนในกีฬาชนิดนี้ที่ผมได้พบในที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ผมไม่ได้หมายเฉพาะกลุ่มของผมเท่านั้น ผมหมายถึงทุกๆ คน ผมคิดว่ากลุ่มนักสเกตความเร็วเป็นกลุ่มนักกีฬาที่เป็นมิตรที่สุดที่ผมเคยเข้าร่วม แม้ว่าผมจะเคยเล่ากีฬามาแล้วหลายประเภท กีฬาชนิดนี้เป็นกีฬาประเภทบุึคคล แต่ทุกคนในกลุ่มก็จะมีความคิดเหมือนกันว่า "พวกเราอยู่ในสิ่งนี้ด้วยกัน"
ในระหว่างการแข่งขันจะมีช่วงท้ายๆ ที่พวกเราต่างเร่งความเร็วเพื่อเอาชนะกัน แต่ส่วนใหญ่แล้วก็ดูเหมือนว่าพวกเราทั้งหมดต่างเกาะอยู่บนเชือกเส้นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นกระตุ้นด้วยคำพูดเืพื่อให้บางคนไปพร้อมๆ กับกลุ่มหรือการพูดคุยฉันท์มิตรหลังการแข่งขัน ่สังคมของนักสเกตเป็นแง่มุมที่ผมชอบที่สุดในกีฬาชนิดนี้
2. ผมชอบทีมของผม
ผมสเกตร่วมกับทีม Rainbo ทีมสเกตที่ใหญ่และเก่าที่สุดของประเทศ ทีมนี้ไม่ไ้ด้มีแค่คนน่าีัรักจำนวนมากที่ต่อมากลายเป็นเพื่อนของผมแต่ประกอบด้วยคนเก่งกาจจำนวนมากด้วย ความสำเร็จในช่วงปีแรกของผมล้วนเื่นื่องมาจากคำแนะนำ การให้กำลังใจ และการฝึกสอนที่ผมได้รับจากเพื่อนร่วมทีม ผมคงประสบความสำเร็จได้ไม่ถึงครึ่งหากปราศจากพวกเขา ผมตระหนักเสมอในความโชคดีที่ได้รับการฝึกจากทีมที่ยอดเยี่ยม
ผมได้อ่านเรื่องนักสเกตบางคนในกระดานข่าว เขาฝึกซ้อมตามลำพังโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์จากทีมซึ่งทำให้มันยากเย็นเหลือเกิน การฝึกซ้อมตามลำพังไม่ทำให้เขาคืบหน้ามากเท่าไหร่และการเรียนรู้ส่วนใหญ่ของพวกเขานั้นเกิดขึ้นในการแข่งขันจริงซึ่งมีไม่บ่อยนัก ถ้าคุณเป็นพวกที่ฝึกซ้อมตามลำพัง จงพยามทุกอย่างที่จะร่วมมือกับนักสเกตคนอื่นและพวกคุณทั้งหมดก็จะได้ประโยชน์ การสเกตกับคนที่เก่งกว่าคุณเป็นทางเดียวที่คุณจะเป็นนักสเกตที่เก่งขึ้นได้
3. ผมชอบความท้าทายของกีฬาชนิดนี้
สเกตความเร็วเป็นกีฬาที่ต้องใช้สมาธิและเทคนิคอย่างสูง เมื่อตอนที่ผมเริ่มเล่นกีฬานี้ผมไม่ค่อยคิดถึงเรื่องนี้มากนัก มักจะมีคนบอกผมอยู่เสมอว่า คงจะใช้เวลามุ่งมั่นสัก 3 ปี เพื่อจะกลายเป็นผู้เล่นที่มีทักษะดี และผมขอบอกว่าเขาพูดถูก หลังจากทำมันตลอดหนึงปีผมก็ตระหนักว่าผมต้องเรียนอีกมากขนาดไหนและมีอีกกี่อย่างที่ผมต้องทบทวนและปรับปรุง
ผมชอบการที่ได้นั่งลงพูดคุยหลัีงการฝึกหัดหรือแข่งขัน สนทนาเกี่ยวกับเรื่ืองการสเกต วิเคราะห์การแข่งขัน หรือการฝึกหัด กีฬาชนิดนี้ต้องการความแข็งแกร่งของร่างกาย การสเกตมาราธอนไม่โหดเท่ากับการวิ่งแต่การออกแรงสุดในเวลาชั่วโมงครึ่งก็ไม่ใช่สิ่งที่ง่าย และระยะทางยิ่งยาวก็ทำให้การแข่งขันยิ่งสนุกขึ้น
คุณจะต้องไม่ืลื่นไถลหรือหลุดออกจากถนนแม้แต่นิดเดียวไม่ว่าจะเกิดจากการสะดุด ล้ม หลุมบนทางเท้า ก้าวพลาดหรือสาเหตุอะไรอีกเป็นร้อยก็ตาม หากเกิดขึ้นผมจะพยามอย่างบ้าคลั่งที่จะยังคงเกาะติดอยู่กลุ่มไม่ยอมให้ถูกทิ้งอย่างเด็ดขาด ซึงมันเป็นเรื่องของจิตใจมากกว่าร่างกาย หรือการต่อสู้กับอาการปวดหลังหรือความพยามในการแก้ไขข้อบกพร่องในการสเกตของผม การต่อสู้ในการแข่งขันไม่ใ่ช่เรื่องของการใช้กำล้งมหาศาลและการมีสมาธิในการแข่งขันก็เป็นเรื่องที่ยากกว่า
ผมพบว่าการฝึกซ้อมตามลำพังเป็นสิ่งที่ค่อนข้างท้าทายโดยเฉพาะ เมื่อผมต้องการสเกตในระยะทางไกลเป็นพิเศษซึ่งทำโดยลำพังได้ยาก ด้วยตารางการทำงานของผมเป็นเรื่องยากที่จะได้ฝึกซ้อมร่วมกับทีม ในวันฝึกซ้อมอันยาวนาน ผมแสนจะเหนื่อยในเวลา 1 ทุ่ม และมีเหลือระยะทางอีกตั้ง 18 ไมล์ที่ผมจะต้องไปต่อ และมีบ่อยที่จะมาพร้อมกับความเจ็บปวดที่เท้า บางครั้งมันก็โหดแต่ผมคงไม่ทำหากผมไม่รักและมีความสุขกับกีฬาชนิดนี้
4. รองเท้าสเกตแบบตัดเฉพาะสร้างเปลี่ยนแปลงอย่างมากสำหรับผม
หากคุณจริงจังกับกีฬาเช่นเดียวกับผม คุณก็จะรู้ว่าการใช้รองเท้าแบบตัดมาเฉพาะช่ีวยให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างมาก เมื่อทักษะพัฒนาถึงระดับหนึ่งคุณจะเริ่มรู้ว่ารองเท้าสำเร็จรูปที่ใส่อยู่ทำให้คุณไม่สามารถทำอะไรได้ดังใจ ผมรู้สึกว่าเท้าของผมคับเต็มรองเท้าและผมควบคุมอะไรไ่ม่ค่อยได้
เมื่อผมได้รองเท้าใหม่มันก็เหมือนกับการปลดปล่อย สุดท้ายผมสามารถทำอย่างที่ผมต้องการได้และไม่ต้องถูกถ่วงด้วยน้ำหนักแบบเดียวกับรองเท้าเดิมๆ แน่นอนมันแพงแต่ก็คุ้มจริงๆ
5. ทุกๆ การแข่งขันและการฝึกซ้อมคือประสบการณ์การเรียนรู้
คุึณไม่มีทางหยุดเรียนรู้ในกีฬาชนิดนี้และสิ่งนี้ก็นำไปสู่แง่่มุมที่ท้าทาย เคล(ชื่อคน)เล่าให้ผมฟังว่าหลังจากเล่นสเกตมาหลายปี ทุกๆ การแข่งขันคือประสบการณ์ การเรียนรู้ที่่ไม่มีซ้ำ ทุกๆ ครั้งคุณจะเรียนรู้อะไรใหม่ มีปัญหาใหม่ๆ หรือเห็นอะไรในแง่มุมที่ต่างออกไป คุณจะรู้สึกต่างจากเดิม คุณจะสเกตต่างจากเดิม มันดูเหมือนว่ามีตัวแปรนับล้านตัว กระทั่งการฝึกซ้อมก็เหมือนกัน นี่คือส่วนที่ทำให้เกิดความสนุกอย่างมากสำหรับผม
6. การล้มเป็นส่วนหนึ่งของกีฬา
เหมือนกับการขีั่จักรยานมันหลักเลี่ยงการล้มไม่ได้ ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องสวมใส่อุปกรณ์ที่เหมาะสม อย่าสเกตโดยไม่สวมหมวกนิรภัย ผมรู้สึกกลัวเมื่อเห็นใครทำอย่างนั้น พ่อของเพื่อนผมเสียชีวิตเพราะไม่สวมหมวกนิรภัยบนทางจักรยานของเขา - ผู้ชายที่ตายต่อหน้าลูกๆ
เราต้องตระหนักว่ากีฬาของเรามีความเสี่ยงในระดับหนึ่งและต้องเตรียมตัวรับมืออย่างเหมาะสม ผมล้มสองสามครั้งและมีความหุนหันพลันแล่น ผมล้มในไมล์แรกของการแข่งขัน Squiggy Race มีบางอย่างที่เราควรระมัดระวังแต่เราไม่สามารถสเกตได้เพราะความกลัว ยิ่งคุณเตรียมความพร้อมของร่า่งกาย เทคนิคและอุปกรณ์มากเท่าใดความเสี่ยงก็จะยิ่งลดลง
7. จงพยามทำสิ่งต่างๆ ที่คุณไม่คุ้นเคยซะบ้าง
ผมได้เรียนรู้ที่จะทำอะไรหลายๆ อย่างที่ผมเคยรู้สึกอึดอัดกับมัน การสเกตแบบเกาะกลุ่มเป็นสิ่งแรก การไปถึงขีัดสุดของตนเอง การใช้รองเท้าที่ตัดโดยเฉพาะ การสเกตได้เร็วกว่าที่เคย การสเกตลงเขาได้เร็วกว่าที่เคย เพื่อความก้าวหน้าคุณต้องทำสิ่งต่างๆที่คุณรู้สึกอึดอัดซะบ้างและจงพยามขอคำแนะนำจากคนที่ทำไ้ด้ก่อนหน้าคุณ
8. นี่คือกีฬาที่ต้องใช้เวลาในการเรียนเพื่อทำสิ่งต่างๆ ให้ถูกต้อง
ในช่วงปีแรกผมได้รับคำวิจารณ์ว่าไม่มีความอดทนมากพอสำหรับความพยามในการไปให้เร็วเกินกว่าความสามารถ เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะผมเป็นนักกีฬามาก่อน ผมได้สิ่งต่างๆ มาโดยง่ายโดยเฉพาะช่วงที่ผมยังเด็ก ทำให้ผมมองสเกตว่าคงจะมีลักษณะเดียวกัน เพราะผมเล่นสเกตเพื่อความสนุกมาตลอดชีิวิตและเล่นอินไลน์สเกตตั้งแต่มันเพิ่งเกิดขึ้น แต่ผิดถนัด! อย่ากที่ผมบอก มันเป็นกีฬาเชิงเทคนิค มีหลายเรื่องที่คุณต้องใช้ความพยามเป็นเวลาหลายปีในการสร้างความชำนาญไปที่ละไมล์ๆ ถ้าคุณไม่อดทนในกีฬาชนิดนี้ คุณก็จะเล่นมันได้ไม่ยั่งยืน และสิ่งนี้คือสิ่งแน่นอนที่ผมได้เรียนรู้
9. คุณจะมีทั้งช่วงดวงขึ้นและดวงตก
นี่เป็นประสบการณ์ที่มีค่าของผม ในช่วงเริ่มต้นผมก้าวหน้าไปด้วยดีเมื่อเวลาผ่านไปผมก็พบกับช่วงฝืดๆ อยู่เหมือนกัน ความก้าวหน้าแบบก้าวกระโดดไม่ได้มีบ่อยนักและถ้ามีมันก็ไม่ได้มากมายอะไร มันเป็นเรื่องของการปรับแ้ก้อะไรเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับเทคนิคและการฝึกซ้อมซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อให้เกิดความคืบหน้าทีละเล็กทีละน้อยมากกว่า
มันมีช่วงเวลาที่เหมือนกับว่า ผมไม่รู้จักวิธีเล่นสเกตอย่างสิ้นเชิง ต่อมาผมก็กลับมาแข่งได้อย่างสุดยอดที่สุดในชีวิตการเล่นสเกต เหมือนกับที่พูดกันในกีฬาเบสบอล อย่าดีใจจนลิงโลดและอย่าเสียใจจนหดหู่เกินไปนักเพราะทั้งสองสิ่งก็อยู่รอบๆ คุณนั่นแหล่ะ ผมมีวันที่ทำอะไรก็ผิดไปหมดต่อมาก็พบว่าตัวเองแข่งแกร่งขึนอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ซึ่งในการก้าวเดินคุณจะพบมันทั้งคู่
10. การฝึกซ้อมโดยไม่ต้องสเกตก็สร้างประโยชน์ต่อคุณ
ผมได้พบว่าการฝึกซ้อมรูปแบบอื่นๆ นอกจากการเล่นสเกตก็มีประโยชน์เช่นกันและผมต้องระวังไม่ให้ทำมันมากเกินไป การฝึกแบบ Plyometric มีประโยชน์ในการสร้างกล้ามเนื้อขาส่วนการแบบ dryland ช่วยปรับปรุงการสเกตของผม
11. ผมดีใจที่ได้รับความสุขอย่างมากในกีฬาชนิดนี้
ผมเคยคิดว่าช่วงเวลาสำหรับการเล่นกีฬาได้พ้นไปแล้ว ผมเีคยหยุดเล่นฮอกกี้และซอพท์บอลด้วยเหตุผลหลายๆ อย่าง ทำให้รูปร่างผมเสียไป ปัจจุบันนี้ผมสนุกกับกีฬาชนิดนี้มากกว่าที่ผมเคยมีมาตลอดชีวิต ผมตระหนักว่านีคือของขวัญที่ผมได้รับตลอดเวลา
นี่คือความก้าวหน้าทั้งหมดของผมที่ได้บรรยายมาแล้ว ผมมีความสุขและแปลกใจเล็กน้อยสำหรับความก้าวหน้าในช่วงปีแรกนี้ ผมยังจำได้เมื่อผมไปฝึกซ้อมกับทีม Rainbo มันเป็นสิ่งที่ยากและน่าอายมาก ผมกลับไปที่บ้านและพูดกับภรรยาว่า "ผมไม่มีทางที่จะสเกตไปกับพวกเขาได้" ผมดีใจที่จะบอกคุณว่ามันไม่จริงเลย
มีนักสเกตหลายกลุ่มในทีม Rainbo จากเร็วถึงเร็วที่สุด เมื่อตอนเริ่มต้นผมสเกตไปกลับกลุ่มที่ผมสามารถเกาะกลุ่มไปกับ(ส่วนใหญ่)ของพวกเขาได้ พวกเขาสอนผมเรื่องพื้นฐานแก้ไขลีลาที่ผมติดมาจากการเล่นฮอกกี้ให้เปลี่ยนมาเป็นนักสเกตความเร็ว ในการฝึกซ้อมเราได้แบ่งกันออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งคือกลุ่ม"เร็ว"ส่วนที่เหลือจะถูกแบ่งเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยขึ้นอยู่กับความเร็ว
และก็มาถึงจุดหนึ่ง Lewis เพื่อนร่วมทีมของผมบอกว่า "ได้เวลาที่คุณต้องขยับขึ้นไปแล้ว" โดยทั่วไปแล้วผมจะไม่ประลองกับผู้เล่นที่ฝึกซ้อมร่วมกัน แต่ผมจะกระตุ้นตัวเองโดยพยามสเกตกับคนที่เร็วกว่า(หรือเร็วทีี่สุด) ผมรู้ว่าคงจะสู้ไม่ได้แต่มันก็เหมือนกับเขาได้บอกผมให้ปรับปรุงตัวเอง บางทีผมก็ถูกทิ้งตั้งแต่เริ่มต้นแต่ก็มีความคืบหน้าอย่างช้าๆ ในช่วงสองเดือนที่ผ่านมานี้เองที่ผมสามารถกวดพวกเขาได้ในช่วงเวลาสั้นๆ คือประมาณครึ่งชั่วโมงหรือมากกว่านั้นนิดหน่อย คิดเป็นระยะทางก็ประมาณ 10-15 ไมล์ ผมก็ยังไม่สามารถตมมพวกเขาทันตลอดช่วงของการแข่งขัน - ตอนนี้ยัง
แต่มันก็เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่จะสเกตไปพร้อมกับพวกเขา ผมมองพวกเขาแต่ละคนในแง่นักกีฬาคนหนึ่งและแง่ของแรงบันดาลใจ ผมรู้สึกเป็นเกียรติที่จะได้เกาะกลุ่มไปกับพวกเขาแม้จะเป็นระยะเวลาสั้นๆ บางทีอาจเพราะมันเป็นสิ่งหนึ่งที่ผมไม่เคยคาดคิดว่าจะทำได้ มันสนุกจริงๆ
(ส่วนนี้เป็นเรื่องของสถิติการแข่งขัน ขอไม่แปล)
สำหรับปีที่สอง
ผมจะลดความสนใจเรื่องการทำเวลาในการแข่งขันลง ช่วงแรกมันเป็นสิ่งแน่นอนที่จะสนุกกับการเฝ้าดูว่าคุณทำเวลาได้ดีขึ้นมากขนาดไหน หลังจากมีความคืบหน้าเรื่องนี้แล้ว ผมก็คิดว่ามีสิ่งอื่นๆ ที่มากกว่าการแข่งขันและพยามเอาชนะคนอื่นในรุ่นเดียวกัน ผมยังต้องการทำเวลาในการแข่งมาราธอนให้น้อยกว่า 1 ชม. 30 นาที และอยากทำให้ได้ให้ถึง 1 ชม. 20 นาที แต่ทั้งหมดนี้ก็มีความสำคัญน้อยกว่าการแข่งขันทีดี
ผมคิดว่าสิ่งที่ดีหลายๆ อย่างจะตามผมมา และผมต้องการมุ่งไปที่การพัฒนาเทคนิค ผมมีข้อจำกัดเกี่ยวกับหลังซึ่งทำให้เกิดปัญหาเมื่อผมก้มต่ำเมื่อตอนสเกต และผมต้องพยามยืดเส้นยืดสายและลดน้ำหน้กในส่วนที่เหลืออยู่ ความผิดพลาดหนึ่งที่ผมได้ทำเมื่อปีที่แล้วคือในช่วงนอกฤดูกาล ผมได้ฝึกซ้อมในร่มและได้เปลี่ยนล้อเป็น 90 มม. ทำให้ผมเสียเทคนิคในหักเลี้ยวไป เมื่อผมกลับไปฝึกซ้อมกลางแจ้งและเปลี่ยนล้อกลับ 100 มม. เหมือนเดิม สำหรับการเล่นในร่มของปีนี้ ผมจะยังใช้ล้อขนาด 100 มม. เหมือนเดิม
ผมหวังว่าปีหน้านี้ผมจะสามารถกล่าวได้ว่า ผมสามารถเกาะ"กลุ่มเร็ว"ได้ และสามารถแข่งขันได้กับเพื่อนได้ และผมคงจะพูดอีกครั้งว่า "เวลาเท่านั้นที่จะบอกได้"
การแข่งขันสเกต Chicago Land 2008 เป็นเครื่องหมายของการครบรอบหนึ่งปีของผมในกีฬาสเกตประเภทความเร็ว ดูเหมือนว่าผมจะสามารถเขียนหนังสือเล่มเล็กๆ ได้เล่มหนึ่งเกี่ยวกับประสบการณ์และสิ่งที่ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับกีฬาชนิดนี้ที่ทำให้ผมมีความสุขอย่างมาก แต่ผมจะเล่าอย่างสั้นที่สุดเท่าที่จะทำได้
ความตั้งใจในการเล่นกีฬาชนิดนี้ของผมประการแรกคือ อยากให้รูปร่างตัวเองดี และประการที่สองคือต้องการเป็นนักสเกตที่มีฝีมือพอสมควรเมื่อเทียบกับคนรุ่นอายุเดียวกัน สำหรับอายุ 42 ปี มันคงจะช้าไปที่ผมคิดจะเป็นมืออาชีพและผมก็ไม่แน่ใจว่าหากผมอายุน้อยกว่านี้ผมจะมีทักษะตามธรรมชาติมากพอที่จะทำให้สิ่งนี้เป็นจริงได้ แต่ผมคิดว่าการเลือกที่จะพัฒนาฝืมือให้อยู่ในระดับพอแข่งได้กับคนรุ่นเดียวกันนี้พอเป็นไปได้ งั้นมาดูกันว่าหนึ่งปีที่ผ่านมาผมได้เรียนรู้อะไรบ้าง ?
1. กลุ่มนักสเกตเป็นพวกที่่ยอดเยี่ยมที่สุด
ผมไม่สามารถอธิบายได้ว่ามีคนดีและเจ๋งเยอะขนาดไหนในกีฬาชนิดนี้ที่ผมได้พบในที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ผมไม่ได้หมายเฉพาะกลุ่มของผมเท่านั้น ผมหมายถึงทุกๆ คน ผมคิดว่ากลุ่มนักสเกตความเร็วเป็นกลุ่มนักกีฬาที่เป็นมิตรที่สุดที่ผมเคยเข้าร่วม แม้ว่าผมจะเคยเล่ากีฬามาแล้วหลายประเภท กีฬาชนิดนี้เป็นกีฬาประเภทบุึคคล แต่ทุกคนในกลุ่มก็จะมีความคิดเหมือนกันว่า "พวกเราอยู่ในสิ่งนี้ด้วยกัน"
ในระหว่างการแข่งขันจะมีช่วงท้ายๆ ที่พวกเราต่างเร่งความเร็วเพื่อเอาชนะกัน แต่ส่วนใหญ่แล้วก็ดูเหมือนว่าพวกเราทั้งหมดต่างเกาะอยู่บนเชือกเส้นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นกระตุ้นด้วยคำพูดเืพื่อให้บางคนไปพร้อมๆ กับกลุ่มหรือการพูดคุยฉันท์มิตรหลังการแข่งขัน ่สังคมของนักสเกตเป็นแง่มุมที่ผมชอบที่สุดในกีฬาชนิดนี้
2. ผมชอบทีมของผม
ผมสเกตร่วมกับทีม Rainbo ทีมสเกตที่ใหญ่และเก่าที่สุดของประเทศ ทีมนี้ไม่ไ้ด้มีแค่คนน่าีัรักจำนวนมากที่ต่อมากลายเป็นเพื่อนของผมแต่ประกอบด้วยคนเก่งกาจจำนวนมากด้วย ความสำเร็จในช่วงปีแรกของผมล้วนเื่นื่องมาจากคำแนะนำ การให้กำลังใจ และการฝึกสอนที่ผมได้รับจากเพื่อนร่วมทีม ผมคงประสบความสำเร็จได้ไม่ถึงครึ่งหากปราศจากพวกเขา ผมตระหนักเสมอในความโชคดีที่ได้รับการฝึกจากทีมที่ยอดเยี่ยม
ผมได้อ่านเรื่องนักสเกตบางคนในกระดานข่าว เขาฝึกซ้อมตามลำพังโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์จากทีมซึ่งทำให้มันยากเย็นเหลือเกิน การฝึกซ้อมตามลำพังไม่ทำให้เขาคืบหน้ามากเท่าไหร่และการเรียนรู้ส่วนใหญ่ของพวกเขานั้นเกิดขึ้นในการแข่งขันจริงซึ่งมีไม่บ่อยนัก ถ้าคุณเป็นพวกที่ฝึกซ้อมตามลำพัง จงพยามทุกอย่างที่จะร่วมมือกับนักสเกตคนอื่นและพวกคุณทั้งหมดก็จะได้ประโยชน์ การสเกตกับคนที่เก่งกว่าคุณเป็นทางเดียวที่คุณจะเป็นนักสเกตที่เก่งขึ้นได้
3. ผมชอบความท้าทายของกีฬาชนิดนี้
สเกตความเร็วเป็นกีฬาที่ต้องใช้สมาธิและเทคนิคอย่างสูง เมื่อตอนที่ผมเริ่มเล่นกีฬานี้ผมไม่ค่อยคิดถึงเรื่องนี้มากนัก มักจะมีคนบอกผมอยู่เสมอว่า คงจะใช้เวลามุ่งมั่นสัก 3 ปี เพื่อจะกลายเป็นผู้เล่นที่มีทักษะดี และผมขอบอกว่าเขาพูดถูก หลังจากทำมันตลอดหนึงปีผมก็ตระหนักว่าผมต้องเรียนอีกมากขนาดไหนและมีอีกกี่อย่างที่ผมต้องทบทวนและปรับปรุง
ผมชอบการที่ได้นั่งลงพูดคุยหลัีงการฝึกหัดหรือแข่งขัน สนทนาเกี่ยวกับเรื่ืองการสเกต วิเคราะห์การแข่งขัน หรือการฝึกหัด กีฬาชนิดนี้ต้องการความแข็งแกร่งของร่างกาย การสเกตมาราธอนไม่โหดเท่ากับการวิ่งแต่การออกแรงสุดในเวลาชั่วโมงครึ่งก็ไม่ใช่สิ่งที่ง่าย และระยะทางยิ่งยาวก็ทำให้การแข่งขันยิ่งสนุกขึ้น
คุณจะต้องไม่ืลื่นไถลหรือหลุดออกจากถนนแม้แต่นิดเดียวไม่ว่าจะเกิดจากการสะดุด ล้ม หลุมบนทางเท้า ก้าวพลาดหรือสาเหตุอะไรอีกเป็นร้อยก็ตาม หากเกิดขึ้นผมจะพยามอย่างบ้าคลั่งที่จะยังคงเกาะติดอยู่กลุ่มไม่ยอมให้ถูกทิ้งอย่างเด็ดขาด ซึงมันเป็นเรื่องของจิตใจมากกว่าร่างกาย หรือการต่อสู้กับอาการปวดหลังหรือความพยามในการแก้ไขข้อบกพร่องในการสเกตของผม การต่อสู้ในการแข่งขันไม่ใ่ช่เรื่องของการใช้กำล้งมหาศาลและการมีสมาธิในการแข่งขันก็เป็นเรื่องที่ยากกว่า
ผมพบว่าการฝึกซ้อมตามลำพังเป็นสิ่งที่ค่อนข้างท้าทายโดยเฉพาะ เมื่อผมต้องการสเกตในระยะทางไกลเป็นพิเศษซึ่งทำโดยลำพังได้ยาก ด้วยตารางการทำงานของผมเป็นเรื่องยากที่จะได้ฝึกซ้อมร่วมกับทีม ในวันฝึกซ้อมอันยาวนาน ผมแสนจะเหนื่อยในเวลา 1 ทุ่ม และมีเหลือระยะทางอีกตั้ง 18 ไมล์ที่ผมจะต้องไปต่อ และมีบ่อยที่จะมาพร้อมกับความเจ็บปวดที่เท้า บางครั้งมันก็โหดแต่ผมคงไม่ทำหากผมไม่รักและมีความสุขกับกีฬาชนิดนี้
4. รองเท้าสเกตแบบตัดเฉพาะสร้างเปลี่ยนแปลงอย่างมากสำหรับผม
หากคุณจริงจังกับกีฬาเช่นเดียวกับผม คุณก็จะรู้ว่าการใช้รองเท้าแบบตัดมาเฉพาะช่ีวยให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างมาก เมื่อทักษะพัฒนาถึงระดับหนึ่งคุณจะเริ่มรู้ว่ารองเท้าสำเร็จรูปที่ใส่อยู่ทำให้คุณไม่สามารถทำอะไรได้ดังใจ ผมรู้สึกว่าเท้าของผมคับเต็มรองเท้าและผมควบคุมอะไรไ่ม่ค่อยได้
เมื่อผมได้รองเท้าใหม่มันก็เหมือนกับการปลดปล่อย สุดท้ายผมสามารถทำอย่างที่ผมต้องการได้และไม่ต้องถูกถ่วงด้วยน้ำหนักแบบเดียวกับรองเท้าเดิมๆ แน่นอนมันแพงแต่ก็คุ้มจริงๆ
5. ทุกๆ การแข่งขันและการฝึกซ้อมคือประสบการณ์การเรียนรู้
คุึณไม่มีทางหยุดเรียนรู้ในกีฬาชนิดนี้และสิ่งนี้ก็นำไปสู่แง่่มุมที่ท้าทาย เคล(ชื่อคน)เล่าให้ผมฟังว่าหลังจากเล่นสเกตมาหลายปี ทุกๆ การแข่งขันคือประสบการณ์ การเรียนรู้ที่่ไม่มีซ้ำ ทุกๆ ครั้งคุณจะเรียนรู้อะไรใหม่ มีปัญหาใหม่ๆ หรือเห็นอะไรในแง่มุมที่ต่างออกไป คุณจะรู้สึกต่างจากเดิม คุณจะสเกตต่างจากเดิม มันดูเหมือนว่ามีตัวแปรนับล้านตัว กระทั่งการฝึกซ้อมก็เหมือนกัน นี่คือส่วนที่ทำให้เกิดความสนุกอย่างมากสำหรับผม
6. การล้มเป็นส่วนหนึ่งของกีฬา
เหมือนกับการขีั่จักรยานมันหลักเลี่ยงการล้มไม่ได้ ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องสวมใส่อุปกรณ์ที่เหมาะสม อย่าสเกตโดยไม่สวมหมวกนิรภัย ผมรู้สึกกลัวเมื่อเห็นใครทำอย่างนั้น พ่อของเพื่อนผมเสียชีวิตเพราะไม่สวมหมวกนิรภัยบนทางจักรยานของเขา - ผู้ชายที่ตายต่อหน้าลูกๆ
เราต้องตระหนักว่ากีฬาของเรามีความเสี่ยงในระดับหนึ่งและต้องเตรียมตัวรับมืออย่างเหมาะสม ผมล้มสองสามครั้งและมีความหุนหันพลันแล่น ผมล้มในไมล์แรกของการแข่งขัน Squiggy Race มีบางอย่างที่เราควรระมัดระวังแต่เราไม่สามารถสเกตได้เพราะความกลัว ยิ่งคุณเตรียมความพร้อมของร่า่งกาย เทคนิคและอุปกรณ์มากเท่าใดความเสี่ยงก็จะยิ่งลดลง
7. จงพยามทำสิ่งต่างๆ ที่คุณไม่คุ้นเคยซะบ้าง
ผมได้เรียนรู้ที่จะทำอะไรหลายๆ อย่างที่ผมเคยรู้สึกอึดอัดกับมัน การสเกตแบบเกาะกลุ่มเป็นสิ่งแรก การไปถึงขีัดสุดของตนเอง การใช้รองเท้าที่ตัดโดยเฉพาะ การสเกตได้เร็วกว่าที่เคย การสเกตลงเขาได้เร็วกว่าที่เคย เพื่อความก้าวหน้าคุณต้องทำสิ่งต่างๆที่คุณรู้สึกอึดอัดซะบ้างและจงพยามขอคำแนะนำจากคนที่ทำไ้ด้ก่อนหน้าคุณ
8. นี่คือกีฬาที่ต้องใช้เวลาในการเรียนเพื่อทำสิ่งต่างๆ ให้ถูกต้อง
ในช่วงปีแรกผมได้รับคำวิจารณ์ว่าไม่มีความอดทนมากพอสำหรับความพยามในการไปให้เร็วเกินกว่าความสามารถ เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะผมเป็นนักกีฬามาก่อน ผมได้สิ่งต่างๆ มาโดยง่ายโดยเฉพาะช่วงที่ผมยังเด็ก ทำให้ผมมองสเกตว่าคงจะมีลักษณะเดียวกัน เพราะผมเล่นสเกตเพื่อความสนุกมาตลอดชีิวิตและเล่นอินไลน์สเกตตั้งแต่มันเพิ่งเกิดขึ้น แต่ผิดถนัด! อย่ากที่ผมบอก มันเป็นกีฬาเชิงเทคนิค มีหลายเรื่องที่คุณต้องใช้ความพยามเป็นเวลาหลายปีในการสร้างความชำนาญไปที่ละไมล์ๆ ถ้าคุณไม่อดทนในกีฬาชนิดนี้ คุณก็จะเล่นมันได้ไม่ยั่งยืน และสิ่งนี้คือสิ่งแน่นอนที่ผมได้เรียนรู้
9. คุณจะมีทั้งช่วงดวงขึ้นและดวงตก
นี่เป็นประสบการณ์ที่มีค่าของผม ในช่วงเริ่มต้นผมก้าวหน้าไปด้วยดีเมื่อเวลาผ่านไปผมก็พบกับช่วงฝืดๆ อยู่เหมือนกัน ความก้าวหน้าแบบก้าวกระโดดไม่ได้มีบ่อยนักและถ้ามีมันก็ไม่ได้มากมายอะไร มันเป็นเรื่องของการปรับแ้ก้อะไรเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับเทคนิคและการฝึกซ้อมซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อให้เกิดความคืบหน้าทีละเล็กทีละน้อยมากกว่า
มันมีช่วงเวลาที่เหมือนกับว่า ผมไม่รู้จักวิธีเล่นสเกตอย่างสิ้นเชิง ต่อมาผมก็กลับมาแข่งได้อย่างสุดยอดที่สุดในชีวิตการเล่นสเกต เหมือนกับที่พูดกันในกีฬาเบสบอล อย่าดีใจจนลิงโลดและอย่าเสียใจจนหดหู่เกินไปนักเพราะทั้งสองสิ่งก็อยู่รอบๆ คุณนั่นแหล่ะ ผมมีวันที่ทำอะไรก็ผิดไปหมดต่อมาก็พบว่าตัวเองแข่งแกร่งขึนอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ซึ่งในการก้าวเดินคุณจะพบมันทั้งคู่
10. การฝึกซ้อมโดยไม่ต้องสเกตก็สร้างประโยชน์ต่อคุณ
ผมได้พบว่าการฝึกซ้อมรูปแบบอื่นๆ นอกจากการเล่นสเกตก็มีประโยชน์เช่นกันและผมต้องระวังไม่ให้ทำมันมากเกินไป การฝึกแบบ Plyometric มีประโยชน์ในการสร้างกล้ามเนื้อขาส่วนการแบบ dryland ช่วยปรับปรุงการสเกตของผม
11. ผมดีใจที่ได้รับความสุขอย่างมากในกีฬาชนิดนี้
ผมเคยคิดว่าช่วงเวลาสำหรับการเล่นกีฬาได้พ้นไปแล้ว ผมเีคยหยุดเล่นฮอกกี้และซอพท์บอลด้วยเหตุผลหลายๆ อย่าง ทำให้รูปร่างผมเสียไป ปัจจุบันนี้ผมสนุกกับกีฬาชนิดนี้มากกว่าที่ผมเคยมีมาตลอดชีวิต ผมตระหนักว่านีคือของขวัญที่ผมได้รับตลอดเวลา
นี่คือความก้าวหน้าทั้งหมดของผมที่ได้บรรยายมาแล้ว ผมมีความสุขและแปลกใจเล็กน้อยสำหรับความก้าวหน้าในช่วงปีแรกนี้ ผมยังจำได้เมื่อผมไปฝึกซ้อมกับทีม Rainbo มันเป็นสิ่งที่ยากและน่าอายมาก ผมกลับไปที่บ้านและพูดกับภรรยาว่า "ผมไม่มีทางที่จะสเกตไปกับพวกเขาได้" ผมดีใจที่จะบอกคุณว่ามันไม่จริงเลย
มีนักสเกตหลายกลุ่มในทีม Rainbo จากเร็วถึงเร็วที่สุด เมื่อตอนเริ่มต้นผมสเกตไปกลับกลุ่มที่ผมสามารถเกาะกลุ่มไปกับ(ส่วนใหญ่)ของพวกเขาได้ พวกเขาสอนผมเรื่องพื้นฐานแก้ไขลีลาที่ผมติดมาจากการเล่นฮอกกี้ให้เปลี่ยนมาเป็นนักสเกตความเร็ว ในการฝึกซ้อมเราได้แบ่งกันออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งคือกลุ่ม"เร็ว"ส่วนที่เหลือจะถูกแบ่งเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยขึ้นอยู่กับความเร็ว
และก็มาถึงจุดหนึ่ง Lewis เพื่อนร่วมทีมของผมบอกว่า "ได้เวลาที่คุณต้องขยับขึ้นไปแล้ว" โดยทั่วไปแล้วผมจะไม่ประลองกับผู้เล่นที่ฝึกซ้อมร่วมกัน แต่ผมจะกระตุ้นตัวเองโดยพยามสเกตกับคนที่เร็วกว่า(หรือเร็วทีี่สุด) ผมรู้ว่าคงจะสู้ไม่ได้แต่มันก็เหมือนกับเขาได้บอกผมให้ปรับปรุงตัวเอง บางทีผมก็ถูกทิ้งตั้งแต่เริ่มต้นแต่ก็มีความคืบหน้าอย่างช้าๆ ในช่วงสองเดือนที่ผ่านมานี้เองที่ผมสามารถกวดพวกเขาได้ในช่วงเวลาสั้นๆ คือประมาณครึ่งชั่วโมงหรือมากกว่านั้นนิดหน่อย คิดเป็นระยะทางก็ประมาณ 10-15 ไมล์ ผมก็ยังไม่สามารถตมมพวกเขาทันตลอดช่วงของการแข่งขัน - ตอนนี้ยัง
แต่มันก็เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่จะสเกตไปพร้อมกับพวกเขา ผมมองพวกเขาแต่ละคนในแง่นักกีฬาคนหนึ่งและแง่ของแรงบันดาลใจ ผมรู้สึกเป็นเกียรติที่จะได้เกาะกลุ่มไปกับพวกเขาแม้จะเป็นระยะเวลาสั้นๆ บางทีอาจเพราะมันเป็นสิ่งหนึ่งที่ผมไม่เคยคาดคิดว่าจะทำได้ มันสนุกจริงๆ
(ส่วนนี้เป็นเรื่องของสถิติการแข่งขัน ขอไม่แปล)
สำหรับปีที่สอง
ผมจะลดความสนใจเรื่องการทำเวลาในการแข่งขันลง ช่วงแรกมันเป็นสิ่งแน่นอนที่จะสนุกกับการเฝ้าดูว่าคุณทำเวลาได้ดีขึ้นมากขนาดไหน หลังจากมีความคืบหน้าเรื่องนี้แล้ว ผมก็คิดว่ามีสิ่งอื่นๆ ที่มากกว่าการแข่งขันและพยามเอาชนะคนอื่นในรุ่นเดียวกัน ผมยังต้องการทำเวลาในการแข่งมาราธอนให้น้อยกว่า 1 ชม. 30 นาที และอยากทำให้ได้ให้ถึง 1 ชม. 20 นาที แต่ทั้งหมดนี้ก็มีความสำคัญน้อยกว่าการแข่งขันทีดี
ผมคิดว่าสิ่งที่ดีหลายๆ อย่างจะตามผมมา และผมต้องการมุ่งไปที่การพัฒนาเทคนิค ผมมีข้อจำกัดเกี่ยวกับหลังซึ่งทำให้เกิดปัญหาเมื่อผมก้มต่ำเมื่อตอนสเกต และผมต้องพยามยืดเส้นยืดสายและลดน้ำหน้กในส่วนที่เหลืออยู่ ความผิดพลาดหนึ่งที่ผมได้ทำเมื่อปีที่แล้วคือในช่วงนอกฤดูกาล ผมได้ฝึกซ้อมในร่มและได้เปลี่ยนล้อเป็น 90 มม. ทำให้ผมเสียเทคนิคในหักเลี้ยวไป เมื่อผมกลับไปฝึกซ้อมกลางแจ้งและเปลี่ยนล้อกลับ 100 มม. เหมือนเดิม สำหรับการเล่นในร่มของปีนี้ ผมจะยังใช้ล้อขนาด 100 มม. เหมือนเดิม
ผมหวังว่าปีหน้านี้ผมจะสามารถกล่าวได้ว่า ผมสามารถเกาะ"กลุ่มเร็ว"ได้ และสามารถแข่งขันได้กับเพื่อนได้ และผมคงจะพูดอีกครั้งว่า "เวลาเท่านั้นที่จะบอกได้"
14 มี.ค. 2553
สุรินทร์ เอฟซี 1 - เลยซิตี 3 (14 มี.ค. 53)
ทีมสุรินทร์เอฟซีโดนเลยซิตี้บุกมาถล่มคาบ้าน 3-1 แม้จะขึ้นนำก่อนแต่ก็ต้านทานความแข็งแกร่งของทีมเยือนไม่ไหว เสียสามประตูในครึ่งหลัง
ทีแรกไม่ได้ตั้งใจจะไปดูฟุตบอลเลย แค่ผ่านไปแถวๆ สนามถึงรู้ว่ามีการแข่งขันกันในวันนี้ ผมก็มีตารางการแข่งขันอยู่แต่ไม่ได้ติดตามอย่างละเอียดนัก วันนี้เลยไม่มีภาพถ่ายมาให้ชมกัน
เลยซิตี้ เล่นได้ดีมาก ความสามารถเฉพาะตัวสูง จากบอลแม่น โดยเฉพาะการเล่นจังหวะเดียวทำได้ดีมาก มีโอกาสยิงตลอดเกมแต่พลาดไปก็หลายลูกเหมือนกัน จะว่าไปก็แพ้ขนาดนี้ถือดีแล้วที่ไม่เละมากว่านี้ โดยเฉพาะผู้เล่นจากอาฟริกานี่เล่นได้ดีทีเดียว และนอกจากนักเตะแล้วเลยซิตี้ก็มีแฟนคลับกลุ่มใหญ่ตามมาเชียร์ด้วย
สำหรับแฟนคลับของทีมสุรินทร์เอฟซี วันนี้เห็นชาวชุมชนไตรรงค์รวมตัวใส่เสื้อเชียร์มาเป็นกลุ่มใหญ่หลายคนทางอัฒจันทร์ไม่มีหลังคาทำให้บรรยากาศคึกคักมากทีเดียว ส่วนกลุ่มเชียร์สุรินทร์ืนั้น วันนี้มีการให้กองเชียร์และผู้ชมที่อยู่ใกล้ๆ ช่วยกันทายผลการแข่งขันด้วย แต่ตอนที่ให้ทายนั้น ทีมสุรินทร์ยังนำอยู่ 1-0 และดูท่าว่าจะพอต้านไหว ในครึ่งแรกอยู่เลย หลังการแข่งขันไม่มีการประกาศผลการทาย เข้าใจว่าคงไม่มีใครทายได้ถูก
ทีแรกไม่ได้ตั้งใจจะไปดูฟุตบอลเลย แค่ผ่านไปแถวๆ สนามถึงรู้ว่ามีการแข่งขันกันในวันนี้ ผมก็มีตารางการแข่งขันอยู่แต่ไม่ได้ติดตามอย่างละเอียดนัก วันนี้เลยไม่มีภาพถ่ายมาให้ชมกัน
เลยซิตี้ เล่นได้ดีมาก ความสามารถเฉพาะตัวสูง จากบอลแม่น โดยเฉพาะการเล่นจังหวะเดียวทำได้ดีมาก มีโอกาสยิงตลอดเกมแต่พลาดไปก็หลายลูกเหมือนกัน จะว่าไปก็แพ้ขนาดนี้ถือดีแล้วที่ไม่เละมากว่านี้ โดยเฉพาะผู้เล่นจากอาฟริกานี่เล่นได้ดีทีเดียว และนอกจากนักเตะแล้วเลยซิตี้ก็มีแฟนคลับกลุ่มใหญ่ตามมาเชียร์ด้วย
สำหรับแฟนคลับของทีมสุรินทร์เอฟซี วันนี้เห็นชาวชุมชนไตรรงค์รวมตัวใส่เสื้อเชียร์มาเป็นกลุ่มใหญ่หลายคนทางอัฒจันทร์ไม่มีหลังคาทำให้บรรยากาศคึกคักมากทีเดียว ส่วนกลุ่มเชียร์สุรินทร์ืนั้น วันนี้มีการให้กองเชียร์และผู้ชมที่อยู่ใกล้ๆ ช่วยกันทายผลการแข่งขันด้วย แต่ตอนที่ให้ทายนั้น ทีมสุรินทร์ยังนำอยู่ 1-0 และดูท่าว่าจะพอต้านไหว ในครึ่งแรกอยู่เลย หลังการแข่งขันไม่มีการประกาศผลการทาย เข้าใจว่าคงไม่มีใครทายได้ถูก
12 มี.ค. 2553
วิธีการแปลงแฟ้ม Text File ระหว่างระบบปฏิบัติการ Linux , Mac และ Windows
แปลจากบทความ
How to Transfer Text Files Between Linux, Macintosh, and Microsoft Windows Operating Systems
แฟ้ม Text File มักจะไม่สามารถโยกย้ายข้ามระบบปฏิบัติการได้ง่ายนัก เพราะอะไร ? เพราะความแตกต่างระหว่างระบบปฏิบัติการที่ใช้เครื่องหมายสิ้นสุดบรรทัดที่ต่างกัน นีคือเหตุที่ทำให้ให้คุณต้องสับสนเมื่อต้องย้ายแฟ้มจากอีกระบบหนึ่งไปอีกระบบหนึ่ง
ระบบปฎิบัติการ Macintosh แบบดั้งเดิม(ต่อจะเรียกว่า Classic Macintosh) นั้นจะใช้อักขระ Carriage Return เป็นตัวบอกการสิ้นสุดของบรรทัด อักขระตัวนี้ง่ายต่อการเข้าใจสำหรับผู้อายุมากที่คุ้นเคยกับการใช้พิมพ์ดีดในสมัยก่อนนั้น แต่สำหรับผู้ที่อายุน้อยๆ รุ่นถัดมานั้น เครื่องพิมพ์ดีดไฟฟ้าที่ใช้อยู่จะมีแป้นขนาดใหญ่เรียกว่า Carriage Return ซึ่งจะเพิ่มการเลื่อนบรรทัดใหม่โดยอัตโนมัติเข้ามาด้วย
เมื่อเวลาเปลี่ยนไป ระบบปฏิบัติการvMacintosh รุ่นใหม่กว่าที่เรียกว่า Mac OS X ก็เปลี่ยนมาเป็นการใช้อักขระ Line Feed แทนการใช้ Carriage Return
อะไรคือสิ่งที่แตกต่าง อักขระ Carriage Return มักจะถูกอ้างถึงโดยใช้ตัวอักษร CR ขณะที่ Line Feed นั้นถูกอ้างถึงด้วยตัวอักษร LF
ใน Classic Mac อักขระ CR จะบอกการสิ้นสุดบรรทัด ในขณะที่ Mac รุ่นใหม่ LF ทำหน้าที่นั้นแทน
ในระบบปฏิบัติการ Linux (พัฒนามากจาก Unix) ใช้อักขระ Line Feed ระบุการสิ้นสุดบรรทัดเช่นเดียวกับ ระบบปฏิบัติ Mac OS X
หรือกล่าวได้ว่า Linux และ Mac OS X ใช้อักขระระบุการสิ้นสุดบรรทัดตัวเดียวกัน นั่นคือ LF และเพื่อไม่ให้สับสนให้คิดว่าในบทความนี้คำว่าระบบปฎิบัติการ Mac OS X และ Linux สามารถใช้แทนกันได้
ส่วนระบบปฏิบัติการ Classic Mac อยู่ในกลุ่มที่เป็นเอกเทศ มันเป็นระบบปฎิบัติการเดียวที่ใช้อักระ CR เป็นตัวระบุการสิ้นสุดบรรทัด
ความแตกต่างระหว่าง LF และ CR ไม่ใช่แค่หมายถึงวิธีการขึ้นบรรทัดใหม่ แต่อักขระทั้งสองตัวมีหมายเลขที่ต่างกันในตาราง ASCII โดย CR แทนด้วยหมายเลข 13 และ LF แทนด้วยหมายเลข 10
สิ่งที่ทำให้สับสนเพิ่มขึ้นอีกคือ ระบบปฏิบัติการ Windows ก็ทำสิ่งเดียวกันนี้ไปอีกแบบ โดยกำหนดให้อักขระที่ระบุการสิ้นสุดของบรรทัดมีสองตัวคือ CR ตามด้วย LF และแทนด้วยสัญลักษณ์ CRLF
แง่มุมของประวัติศาสตร์
อักขระ Line Feed ถูกแยกออกมาจาก Carriage Return ด้วยเหตุผลทางประวัติศาสตร์ ในสมัยก่อนนั้น สำนักข่าวจะส่งข่าวผ่านทางเครื่อง Teletype ปัจจุบันพบเห็นได้จำกัดเนื่องจากมีอุปกรณ์นี้ไม่ใช่เครื่องคอมพิวเตอร์แต่เป็นเครื่องกลผสมกับไฟฟ้า
Teletype มีขนาดใหญ่ และการทำงานงานของมันก็ส่งเสียง แท็บๆ เบื้องหลัง เหมือนที่ คุณเคยได้ยินในรายการข่าวทางวิทยุและโทรทัศน์ในสมัยก่อน มันเป็นเสียงที่ทำให้ผู้ประกาศข่าวรู้ว่าข่าวด่วนและสำคัญได้ส่งมาถึงเขาแล้ว ในสมัยนี้ผู้ประกาศจะใช้เสียงเพลงเปิดรายการเป็นการบอกว่ามีข่าวที่สำคัญมาถึงแล้วแทน
ในหลายกรณี เครื่อง Teletype พวกนี้ไม่มีสมอง ไม่มีหน่วยประมวลผลกลาง มันไม่ฉลาด จึงจำเป็นที่จะต้องบอกสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ทุกสิ่งให้มันทราบ รวมทั้งการ "กลับไปที่ต้นบรรทัด"(CR) และ "ขึ้นบรรทัดใหม่" (LF)
อะไรคือ Carriage Return ? มันทำให้หัวพิมพ์ของเครื่อง Teletype เลื่อนไปทางด้านซ้ายสุดของกระดาษ อะไรคือ Linefeed ? มันทำให้แคร่พิมพ์ของเครื่อง Teletype เลื่อนกระดาษไปอีกหนึ่งบรรทัด นี่คือสองสิ่งที่ทำหน้าที่ต่างกัน
ในขณะที่ในเครื่องพิมพ์ดีดนั้นงานทั้งสองอย่างถูกรวมเข้าด้วยกันด้วยปุ่ม Cariage Return และนี่คือสาเหตุว่าทำไมปุ่ม Enter ในเครื่องคอมพิวเตอร์นั้นเป็นการแทนอักขณะทั้งสองตัว -- ด้วยเหตุผลทางประวัติศาสตร์นั่นเอง
การแปลงแฟ้ม Text File จากระบบปฎบัติการหนึ่งไปอีกระบบปฏิบัติการหนึ่ง
การแปลงแฟ้มจากระบบปฏิบัติการ Windows ไปสู่ระบบปฎิบัติการ Linux หรือ Classic Mac นั้น คุณต้องเอาอักขณะ LF ออกจาก CRLF ส่วนการแปลงไปสู่ระบบปฏิบัติการ Linux (หรือ Mac OS X )นั้น คุณต้องเอาอักขระอีกตัวคือ CR ออกจาก CRLF แทน
และการแปลงย้อนกลับก็ต้องอาศัยการเพิ่มบางอักขระเข้ามา หากต้องการแปลงแฟ้มจาก Classic Mac เพื่อไปใช้ใน Windows คุณต้องเพิ่ม LF ตามหลังทุกๆ CR ส่วนการแปลงแฟ้มจาก Linux เพื่อไปใช้ใน Windows คุณต้องเพิ่ม CR เข้าก่อนหน้าของทุกๆ อักขระ LF
การเปลี่ยนแฟ้มที่ใช้สำหรับระบบปฎิบัติการ classic Mac เพื่อไปใช้ใน Linux จะใช้การเปลี่ยนอักขระแทนที่จะเป็นการเพิ่มหรือลด โดยเราจะเปลี่ยนจากอักขระ CR ทุกๆ ตัวให้เป็น LF
ผมต้องขอย้ำอีกครั้งว่าในบทความนี้ คำว่า Mac OS X และ Linux สามารถใช้แทนกันได้ เพื่อคุณเห็นตัวใดตัวหนึ่งก็แสดงว่าอีกตัวสามารถทำแบบเดียวกันได้
และในทางกลับกันหากจะเปลี่ยนแฟ้มในระบบ classic Mac มาเป็น Linux คุณก็ต้องแทนอักขระ LF ด้วย CR
มันไม่ยากอย่างที่คิด
ข้อแนะนำคนทั่วไปคือ การเปลี่ยนแปลงแฟ้ม Text File ระหว่างระบบปฎิบัติการไม่ยากอย่างที่คิด คนส่วนมากใช้การถ่ายโอนผ่าน FTP ซึ่งโปรแกรมนี้จะแปลงรูปแบบแฟ้มให้คุณโดยอัติโนมัติ
FTP มีโหมดกาำรทำงานพื้นฐานสองโหมด คือ โหมด Binary และโหมด ASCII (อ่านว่า แอสกี) ซึ่งในโหมดหลังนี้จะมีการเปลี่ยนอักระสิ้นสุดบรรทัดให้คุณโดยอัติโนมัติ ในขณะที่โหมดแรกนั้นจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ กับแฟ้มของคุณ
ต้องย้ำอีกครั้งว่า เมื่อคุณอ่านโอนแฟ้ม Text File คุณต้องกำหนดให้มีการถ่ายโอนในโหมด ASCII เมื่อคุณถ่ายโอนแฟ้มแบบอื่นๆ เช่น รูป, ภาพ, เสียง ฯลฯ คุณต้องกำหนดให้มีการถ่ายโอนในโหมด Binary หากคุณไม่ทำเช่นนี้แฟ้มที่ถูกถ่ายโอนจะไม่สามารถอ่านได้อย่างถูกต้องเมื่อนำมาใช้งาน
สรุป
มีอักขระสองตัวที่คุณต้องจำเมื่อต้องแปลงแฟ้มจากระบบปฏิบัติการหนึ่งไปอีกระบบปฏิบัติการหนึ่งนั่นคือ CL และ LF แต่ส่วนที่อยากคือต้องจะว่าระบบปฏิบัติการไหน ใช้อักขระตัวไหนในการกำหนดการสิ้นสุดบรรทัด
How to Transfer Text Files Between Linux, Macintosh, and Microsoft Windows Operating Systems
แฟ้ม Text File มักจะไม่สามารถโยกย้ายข้ามระบบปฏิบัติการได้ง่ายนัก เพราะอะไร ? เพราะความแตกต่างระหว่างระบบปฏิบัติการที่ใช้เครื่องหมายสิ้นสุดบรรทัดที่ต่างกัน นีคือเหตุที่ทำให้ให้คุณต้องสับสนเมื่อต้องย้ายแฟ้มจากอีกระบบหนึ่งไปอีกระบบหนึ่ง
ระบบปฎิบัติการ Macintosh แบบดั้งเดิม(ต่อจะเรียกว่า Classic Macintosh) นั้นจะใช้อักขระ Carriage Return เป็นตัวบอกการสิ้นสุดของบรรทัด อักขระตัวนี้ง่ายต่อการเข้าใจสำหรับผู้อายุมากที่คุ้นเคยกับการใช้พิมพ์ดีดในสมัยก่อนนั้น แต่สำหรับผู้ที่อายุน้อยๆ รุ่นถัดมานั้น เครื่องพิมพ์ดีดไฟฟ้าที่ใช้อยู่จะมีแป้นขนาดใหญ่เรียกว่า Carriage Return ซึ่งจะเพิ่มการเลื่อนบรรทัดใหม่โดยอัตโนมัติเข้ามาด้วย
เมื่อเวลาเปลี่ยนไป ระบบปฏิบัติการvMacintosh รุ่นใหม่กว่าที่เรียกว่า Mac OS X ก็เปลี่ยนมาเป็นการใช้อักขระ Line Feed แทนการใช้ Carriage Return
อะไรคือสิ่งที่แตกต่าง อักขระ Carriage Return มักจะถูกอ้างถึงโดยใช้ตัวอักษร CR ขณะที่ Line Feed นั้นถูกอ้างถึงด้วยตัวอักษร LF
ใน Classic Mac อักขระ CR จะบอกการสิ้นสุดบรรทัด ในขณะที่ Mac รุ่นใหม่ LF ทำหน้าที่นั้นแทน
ในระบบปฏิบัติการ Linux (พัฒนามากจาก Unix) ใช้อักขระ Line Feed ระบุการสิ้นสุดบรรทัดเช่นเดียวกับ ระบบปฏิบัติ Mac OS X
หรือกล่าวได้ว่า Linux และ Mac OS X ใช้อักขระระบุการสิ้นสุดบรรทัดตัวเดียวกัน นั่นคือ LF และเพื่อไม่ให้สับสนให้คิดว่าในบทความนี้คำว่าระบบปฎิบัติการ Mac OS X และ Linux สามารถใช้แทนกันได้
ส่วนระบบปฏิบัติการ Classic Mac อยู่ในกลุ่มที่เป็นเอกเทศ มันเป็นระบบปฎิบัติการเดียวที่ใช้อักระ CR เป็นตัวระบุการสิ้นสุดบรรทัด
ความแตกต่างระหว่าง LF และ CR ไม่ใช่แค่หมายถึงวิธีการขึ้นบรรทัดใหม่ แต่อักขระทั้งสองตัวมีหมายเลขที่ต่างกันในตาราง ASCII โดย CR แทนด้วยหมายเลข 13 และ LF แทนด้วยหมายเลข 10
สิ่งที่ทำให้สับสนเพิ่มขึ้นอีกคือ ระบบปฏิบัติการ Windows ก็ทำสิ่งเดียวกันนี้ไปอีกแบบ โดยกำหนดให้อักขระที่ระบุการสิ้นสุดของบรรทัดมีสองตัวคือ CR ตามด้วย LF และแทนด้วยสัญลักษณ์ CRLF
แง่มุมของประวัติศาสตร์
อักขระ Line Feed ถูกแยกออกมาจาก Carriage Return ด้วยเหตุผลทางประวัติศาสตร์ ในสมัยก่อนนั้น สำนักข่าวจะส่งข่าวผ่านทางเครื่อง Teletype ปัจจุบันพบเห็นได้จำกัดเนื่องจากมีอุปกรณ์นี้ไม่ใช่เครื่องคอมพิวเตอร์แต่เป็นเครื่องกลผสมกับไฟฟ้า
Teletype มีขนาดใหญ่ และการทำงานงานของมันก็ส่งเสียง แท็บๆ เบื้องหลัง เหมือนที่ คุณเคยได้ยินในรายการข่าวทางวิทยุและโทรทัศน์ในสมัยก่อน มันเป็นเสียงที่ทำให้ผู้ประกาศข่าวรู้ว่าข่าวด่วนและสำคัญได้ส่งมาถึงเขาแล้ว ในสมัยนี้ผู้ประกาศจะใช้เสียงเพลงเปิดรายการเป็นการบอกว่ามีข่าวที่สำคัญมาถึงแล้วแทน
ในหลายกรณี เครื่อง Teletype พวกนี้ไม่มีสมอง ไม่มีหน่วยประมวลผลกลาง มันไม่ฉลาด จึงจำเป็นที่จะต้องบอกสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ทุกสิ่งให้มันทราบ รวมทั้งการ "กลับไปที่ต้นบรรทัด"(CR) และ "ขึ้นบรรทัดใหม่" (LF)
อะไรคือ Carriage Return ? มันทำให้หัวพิมพ์ของเครื่อง Teletype เลื่อนไปทางด้านซ้ายสุดของกระดาษ อะไรคือ Linefeed ? มันทำให้แคร่พิมพ์ของเครื่อง Teletype เลื่อนกระดาษไปอีกหนึ่งบรรทัด นี่คือสองสิ่งที่ทำหน้าที่ต่างกัน
ในขณะที่ในเครื่องพิมพ์ดีดนั้นงานทั้งสองอย่างถูกรวมเข้าด้วยกันด้วยปุ่ม Cariage Return และนี่คือสาเหตุว่าทำไมปุ่ม Enter ในเครื่องคอมพิวเตอร์นั้นเป็นการแทนอักขณะทั้งสองตัว -- ด้วยเหตุผลทางประวัติศาสตร์นั่นเอง
การแปลงแฟ้ม Text File จากระบบปฎบัติการหนึ่งไปอีกระบบปฏิบัติการหนึ่ง
การแปลงแฟ้มจากระบบปฏิบัติการ Windows ไปสู่ระบบปฎิบัติการ Linux หรือ Classic Mac นั้น คุณต้องเอาอักขณะ LF ออกจาก CRLF ส่วนการแปลงไปสู่ระบบปฏิบัติการ Linux (หรือ Mac OS X )นั้น คุณต้องเอาอักขระอีกตัวคือ CR ออกจาก CRLF แทน
และการแปลงย้อนกลับก็ต้องอาศัยการเพิ่มบางอักขระเข้ามา หากต้องการแปลงแฟ้มจาก Classic Mac เพื่อไปใช้ใน Windows คุณต้องเพิ่ม LF ตามหลังทุกๆ CR ส่วนการแปลงแฟ้มจาก Linux เพื่อไปใช้ใน Windows คุณต้องเพิ่ม CR เข้าก่อนหน้าของทุกๆ อักขระ LF
การเปลี่ยนแฟ้มที่ใช้สำหรับระบบปฎิบัติการ classic Mac เพื่อไปใช้ใน Linux จะใช้การเปลี่ยนอักขระแทนที่จะเป็นการเพิ่มหรือลด โดยเราจะเปลี่ยนจากอักขระ CR ทุกๆ ตัวให้เป็น LF
ผมต้องขอย้ำอีกครั้งว่าในบทความนี้ คำว่า Mac OS X และ Linux สามารถใช้แทนกันได้ เพื่อคุณเห็นตัวใดตัวหนึ่งก็แสดงว่าอีกตัวสามารถทำแบบเดียวกันได้
และในทางกลับกันหากจะเปลี่ยนแฟ้มในระบบ classic Mac มาเป็น Linux คุณก็ต้องแทนอักขระ LF ด้วย CR
มันไม่ยากอย่างที่คิด
ข้อแนะนำคนทั่วไปคือ การเปลี่ยนแปลงแฟ้ม Text File ระหว่างระบบปฎิบัติการไม่ยากอย่างที่คิด คนส่วนมากใช้การถ่ายโอนผ่าน FTP ซึ่งโปรแกรมนี้จะแปลงรูปแบบแฟ้มให้คุณโดยอัติโนมัติ
FTP มีโหมดกาำรทำงานพื้นฐานสองโหมด คือ โหมด Binary และโหมด ASCII (อ่านว่า แอสกี) ซึ่งในโหมดหลังนี้จะมีการเปลี่ยนอักระสิ้นสุดบรรทัดให้คุณโดยอัติโนมัติ ในขณะที่โหมดแรกนั้นจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ กับแฟ้มของคุณ
ต้องย้ำอีกครั้งว่า เมื่อคุณอ่านโอนแฟ้ม Text File คุณต้องกำหนดให้มีการถ่ายโอนในโหมด ASCII เมื่อคุณถ่ายโอนแฟ้มแบบอื่นๆ เช่น รูป, ภาพ, เสียง ฯลฯ คุณต้องกำหนดให้มีการถ่ายโอนในโหมด Binary หากคุณไม่ทำเช่นนี้แฟ้มที่ถูกถ่ายโอนจะไม่สามารถอ่านได้อย่างถูกต้องเมื่อนำมาใช้งาน
สรุป
มีอักขระสองตัวที่คุณต้องจำเมื่อต้องแปลงแฟ้มจากระบบปฏิบัติการหนึ่งไปอีกระบบปฏิบัติการหนึ่งนั่นคือ CL และ LF แต่ส่วนที่อยากคือต้องจะว่าระบบปฏิบัติการไหน ใช้อักขระตัวไหนในการกำหนดการสิ้นสุดบรรทัด
หลักของพาเรโทและสิ่งที่ควรระวังในการใช้บัญญัติไตรยางค์

หลังจากได้ชมวิดิโอเรื่อง "80/20 The Pareto Principle" ซึ่งบรรยายโดย ณรงค์ จันทร์สร้อย ก็เริ่มเข้าใจอะไรมากขึ้น จริงๆ แล้วหลักการนี้ก็ได้ยินมานานแล้ว เวลาอ่านหนึ่งสือเกี่ยวกับการตลาด แต่ในวิดิโอนี้ได้บรรยายถึงการนำไปใ้ช้ในเรื่องต่างๆ มากยิ่งขึ้น ที่มาของหลักการนี้เกิดจากการสำรวจความมั่งคั่งของประชากรซึ่งพบว่ามีการกระจายตัวไม่เท่ากัน โดยพาเรโท พบว่า ในอิตาลี คน 20% ครอบครองทรัพย์สิน 80 %
กฎนี้นำไปใ้ช้ในหลากหลายรูปแบบเช่น หางานที่สำคัญจากงานทั้งหมด หากพื้นที่ยุทธศาสตร์จากพื้นที่ทั้งหมด ประยุักต์กับการจัดการความเสี่ยงฯลฯ ทั้งหมดนี้เกิดจากแนวคิดว่าที่ทุกๆ สิ่งไม่ได้สมดุึลกันไปหมด และในในโลกแห่งความจริงไม่ใช่่ทุกอย่างอาจจะเป็น 80/20 เสมอ แต่สามารถเป็น 70/30 , 60/40 หรืออะไรก็ได้ แต่สิ่งที่ควรระวังคืออย่าไปทึุกทักเอาว่าเป็น 50/50
เรื่องนี้ทำให้ผมคิดถึงเรื่องบัญญัติไตรยางค์ ที่เรียนกันมาเพื่อตอนเด็ก ๆ โดยบัญญัติไตรยางค์มีการนำมาใช้โดยมีการสมมติว่าการกระจายตัวเป็น 50/50 คือถือว่าทุกๆ หน่วยย่อยทำงาน(หรือผลิต) ได้เท่าๆ กัน เช่น คนงาน 5 คนผลิตสินค้าได้ 200 ชิ้นต่อวัน ถ้ามีคนมาทำเพียง 3 คน ก็จะผลิตสินค้าได้ 3/5*200 คือ 120 ชิ้นต่อวัน นี่ผลที่ได้จากบัญญัติไตรยางค์ แต่ในชีวิตประจำวันนั้น คนงานทั้ง 5 คน ไม่จำเป็นต้องทำงานได้เท่ากัน อาจจะทำได้คนละ 50,50,40,40,30 ชิ้น ตามลำดับ ถ้ามีคนมาทำงานสามคนก็ต้องดูด้วยว่าใครที่มาทำงานบ้าง จึงจะสามารถสรุปได้ว่าจะผลิตสินค้าได้เท่าใด
ปัญหาเรื่องนี้ไม่ใช่บัญญัติไตรยางค์ไม่ถูกต้องแต่เป็นเรื่องของข้อสมมติเบื้องต้นว่าทุกคนผลิตสินค้าได้เท่ากัน ซึ่งจะอาจจะถูกหรือไม่ถูกก็ได้ และจะต้องมีการระบุข้อสมมตินี้ลงไปในโจทย์เสมอด้วย เพราะไม่ทำเช่นนั้น การเรียนคณิตศาสตร์ในห้องเรียนก็จะไม่สอดคล้องกับชีวิตประจำวัน เช่น ไม่สามารถอธิบายว่า ผักบุ้งกำละ 5 บาท แต่ทำไมเราสามารถซื้อได้ 5 กำในราคา 20 บาท ( ก็เพราะผักบุ้งแต่ละกำนั้นมีราคาไม่เท่ากันนั่นเอง )
เพิ่มเติม
- แนะนำให้อ่านบทความนี้เิ่พิ่มเติม Why 80% of the Things You Do Might Be a Waste of Time
11 มี.ค. 2553
วันรับปริญญาของผม 11 มี.ค. 52
ในที่สุดผมก็จบก็เรียนจบปริญญาตรีใบที่สอง หลังจากผมสมัครเข้าเรียนในสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หลักสูตรเทคโนโลนีสารสนเทศธุรกิจ ของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ในปี 2549 และไ้ด้เขียนบล็อกเกี่ยวเรื่องการเรียนในมหาวิทยาลัยแห่งนี้หลายครั้ง
สำหรับขั้นตอนสุดท้ายของการศึกษาคือการรับปริญญาบัตรนั้น ทางมหาวิทยาลัยได้จัดพิธีรับพระราชทานปริญญาบัตร ในวันที่ 15-17 มกราคม 2553 ที่ผ่านมาที่เรียบร้อยซึ่งผมก็ไม่ได้เข้าร่วม ทางสำนักทะเบียนและวัดผลจึงได้จัดส่งปริญญาบัตรมาให้ที่บ้านเมื่อวันที่ 8 มี.ค. 53 ที่ผ่านมา แต่คงไม่มีใครอยู่บ้านขณะนั้น บุรุษไปรษณีย์จึงทิ้งใบรับไว้ให้ไปรับ ณ ทำการไปรษณีย์ในภายหลัง

วันนี้(11 มี.ค. 53)เองผมก็ได้ไปติดต่อรับมาเรียบร้อยแล้ว ปริญญาบัตรถูกส่งมาในกล่องกระดาษที่มีขนาดใหญ่กว่า A4 นิดหน่อย ข้างในบรรจุปริญญาบัตร สูจิบัติพร้อมซีดี พร้อมทั้งจดหมายแจ้งว่า ทางสำนักทะเบียนได้จัดส่งสิ่งของดัีงกล่าวมาให้


ผมเลือกที่จะให้ทาง มสธ.ส่งปริญญาบัตรมาให้ (วิธีแสดงความจำนงของเราก็ง่ายมาก คือไม่ต้องติดต่อกลับอะไรเลย เขาก็จะเข้าใจและจัดส่งมาให้เอง) เพราะคิดว่าดูเป็นแบบ มสธ. มากกว่า เราต่างจากมหาวิทยาลัยอื่นๆ ตั้งแต่การสมัคร การเรียน การสอบ ฯลฯ ก็น่าจะรวมถึงการรับปริญญาด้วย และไม่ว่าจะรับด้วยวิธีใดปริญญาใบนี้ก็ยัีงยืนยันว่าผมมี "ศักดิ์และสิทธิ์แห่งปริญญาใบนี้ทุกประการ" เช่นกัน


หลังจากแกะออกมาจากกล่องพัสดุแล้วผมก็เอาไปอวดกับพี่ๆ ในที่ทำงาน และมีการถ่ายภาพที่ระลึกกันนิดๆ หน่อยๆ
สำหรับขั้นตอนสุดท้ายของการศึกษาคือการรับปริญญาบัตรนั้น ทางมหาวิทยาลัยได้จัดพิธีรับพระราชทานปริญญาบัตร ในวันที่ 15-17 มกราคม 2553 ที่ผ่านมาที่เรียบร้อยซึ่งผมก็ไม่ได้เข้าร่วม ทางสำนักทะเบียนและวัดผลจึงได้จัดส่งปริญญาบัตรมาให้ที่บ้านเมื่อวันที่ 8 มี.ค. 53 ที่ผ่านมา แต่คงไม่มีใครอยู่บ้านขณะนั้น บุรุษไปรษณีย์จึงทิ้งใบรับไว้ให้ไปรับ ณ ทำการไปรษณีย์ในภายหลัง
วันนี้(11 มี.ค. 53)เองผมก็ได้ไปติดต่อรับมาเรียบร้อยแล้ว ปริญญาบัตรถูกส่งมาในกล่องกระดาษที่มีขนาดใหญ่กว่า A4 นิดหน่อย ข้างในบรรจุปริญญาบัตร สูจิบัติพร้อมซีดี พร้อมทั้งจดหมายแจ้งว่า ทางสำนักทะเบียนได้จัดส่งสิ่งของดัีงกล่าวมาให้
ผมเลือกที่จะให้ทาง มสธ.ส่งปริญญาบัตรมาให้ (วิธีแสดงความจำนงของเราก็ง่ายมาก คือไม่ต้องติดต่อกลับอะไรเลย เขาก็จะเข้าใจและจัดส่งมาให้เอง) เพราะคิดว่าดูเป็นแบบ มสธ. มากกว่า เราต่างจากมหาวิทยาลัยอื่นๆ ตั้งแต่การสมัคร การเรียน การสอบ ฯลฯ ก็น่าจะรวมถึงการรับปริญญาด้วย และไม่ว่าจะรับด้วยวิธีใดปริญญาใบนี้ก็ยัีงยืนยันว่าผมมี "ศักดิ์และสิทธิ์แห่งปริญญาใบนี้ทุกประการ" เช่นกัน
หลังจากแกะออกมาจากกล่องพัสดุแล้วผมก็เอาไปอวดกับพี่ๆ ในที่ทำงาน และมีการถ่ายภาพที่ระลึกกันนิดๆ หน่อยๆ
1 มี.ค. 2553
สุรินทร์เอฟซี เปิดบ้านถล่ม หนองบัวลำพู 6-0
28 ก.พ. 53 ผมเพิ่งได้มีโอกาสเข้าชมการแข่งขันลีกฤดูกาลแข่งขันฟุตบอลดิวิชันสองภาคตะวันออกเฉียงเป็นครั้งแรกของฤดูกาลหลังเริ่มมาได้สองสัปดาห์แล้ว โดยสัปดาห์นี้สุรินทร์ได้แข่งในบ้านตัวเองโดยพบกับ กฟผ.หนองบัวลำพูด ที่ สนามกีฬาศรีณรงค์
ปีนี้ทีมสุรินทร์เอฟซี มีการเปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่าง ที่สำคัญคือการย้ายสนามเหย้าจากสนามกีฬาจังหวัดมาเป็นสนามกีฬาศรีณรงค์ที่อยู่ติดๆ กัน ซึงมีสภาพสนามดีกว่ามาก ทำให้บัตรเข้าชมการแข่สำหรับอัฒจันทร์มีหลังคา ปรับจากเดิม 20 บาท เป็น 40 บาท และบัตรเข้าชมตลอดฤดูกาลก็ปรับเป็น 500 บาท ส่วนเสื้อเชียร์ปีนี้เป็นสีเขียวจำหน่ายในราคาตัวละ 200 บาท และชุดของนักกีฬาก็เปลี่ยนจากสีเหลืองมาเป็นสีเขียวเหมือนสีเสื้อแฟนคลับซะที สุดท้ายคือเวลาการแข่งขันปรับจากฤดูกาลที่แล้้วจะเริ่มเตะเมื่อ 16.00 น.มาเป็น 17.30 น.

ปีนี้ดูแล้วผู้ชมก็เข้ามาชมมากเหมือนเดิม แต่อัฒจันทร์กว้างขึ้นทำให้ีผู้ชมไม่แอดอัดเหมือนเมื่่อก่อนแต่ก็ทำให้มันดูโล่งๆ เห็นผู้ชมรวมกลุ่มกันเป็นกองเชียร์หลายกลุ่ม บางกลุ่มก็นำอุปกรณ์มาด้วย บางกลุ่มก็แค่นัดกันใส่เสื้อมาเหมือนกันและตะโกนพร้อมๆ กันก็มี

สำหรับเรื่องของการแข่งขันนั้น สุรินทร์ต้องเจอกับหนองบัวลำพูที่มีแต่ผู้เล่นที่รูปร่างสูงใหญ่ซึ่งเข้าใจว่าคัดกันมาตั้งแต่แรกเลย ครึ่งแรกนั้นเกมส์พอสู้กันได้ สุรินทร์ได้ไปสองประตูก่อนเพราะกองหลังของหนองบัวลำพูปล่อยให้หลุดจากการชิ่งสั้นๆ หรือไม่ก็ลากเข้าไปยิงดื้อๆ ได้ ส่วนครึงหลังนั้น หนองบัวลำพูดพยามเอาคืนเลยบุกขึ้นมามากขึ้น ส่วนสุรินทร์ก็ตั้งรับและคอยสวนกลับเป็นระยะ สุรินทร์นี่จะเน้นการบุกจากทางปีกขวาเป็นหลัก บางช่วงก็เหมือนจะเล่นฟุตบอลแต่ฟากนั้นอย่างเดียว ช่วงหลังๆ หนองบัวลำพูรั่วมากๆ สุรินทร์มาได้อีกสี่ลูกในครึ่งหลัง ทำให้ชนะขนาดลอย 6-0 อันนี้เป็นเรื่องที่น่าดีใจมากเพราะฤดูกาลที่แล้วนั้นสุรินทร์ไม่ค่อยชนะในบ้านเลย

ช่วงครึ่งหลังเดินไปนั่งใกล้ๆ กลุ่มเชียร์สุรินทร์ กลุ่มเขาก็เชียร์ได้สุภาพดี ไม่มีแอลกอร์ฮอล์ ไม่ตะโกนด่า ไม่โห่ พอใจหรือไม่พอใจก็ตบมือเอา แถวนั้นผู้ปกครองหลายคนก็ชอบมาลูกหลานเล็กๆไปชมฟุตบอลด้วยการที่เราแสดงมารยาทที่ดีก็คงจะทำให้เด็กๆ พวกนั้นเห็นตัวอย่างบ้าง เห็นพวกไม่พอใจแล้วตะโกนด่านักฟุตบอล กรรมการ โค้ช ฯ พวกนี้สว่นมากด่าทุกอย่างแต่ตัวเองก็ไม่ลงไปทำอะไรให้ดีขึ้น
ฟุตบอลเลิกเกือบสองทุ่ม ผมช่วยอุดหนุนเสื้อมาหนึ่งตัวก่อนกลับบ้าน
ปีนี้ทีมสุรินทร์เอฟซี มีการเปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่าง ที่สำคัญคือการย้ายสนามเหย้าจากสนามกีฬาจังหวัดมาเป็นสนามกีฬาศรีณรงค์ที่อยู่ติดๆ กัน ซึงมีสภาพสนามดีกว่ามาก ทำให้บัตรเข้าชมการแข่สำหรับอัฒจันทร์มีหลังคา ปรับจากเดิม 20 บาท เป็น 40 บาท และบัตรเข้าชมตลอดฤดูกาลก็ปรับเป็น 500 บาท ส่วนเสื้อเชียร์ปีนี้เป็นสีเขียวจำหน่ายในราคาตัวละ 200 บาท และชุดของนักกีฬาก็เปลี่ยนจากสีเหลืองมาเป็นสีเขียวเหมือนสีเสื้อแฟนคลับซะที สุดท้ายคือเวลาการแข่งขันปรับจากฤดูกาลที่แล้้วจะเริ่มเตะเมื่อ 16.00 น.มาเป็น 17.30 น.
ปีนี้ดูแล้วผู้ชมก็เข้ามาชมมากเหมือนเดิม แต่อัฒจันทร์กว้างขึ้นทำให้ีผู้ชมไม่แอดอัดเหมือนเมื่่อก่อนแต่ก็ทำให้มันดูโล่งๆ เห็นผู้ชมรวมกลุ่มกันเป็นกองเชียร์หลายกลุ่ม บางกลุ่มก็นำอุปกรณ์มาด้วย บางกลุ่มก็แค่นัดกันใส่เสื้อมาเหมือนกันและตะโกนพร้อมๆ กันก็มี
สำหรับเรื่องของการแข่งขันนั้น สุรินทร์ต้องเจอกับหนองบัวลำพูที่มีแต่ผู้เล่นที่รูปร่างสูงใหญ่ซึ่งเข้าใจว่าคัดกันมาตั้งแต่แรกเลย ครึ่งแรกนั้นเกมส์พอสู้กันได้ สุรินทร์ได้ไปสองประตูก่อนเพราะกองหลังของหนองบัวลำพูปล่อยให้หลุดจากการชิ่งสั้นๆ หรือไม่ก็ลากเข้าไปยิงดื้อๆ ได้ ส่วนครึงหลังนั้น หนองบัวลำพูดพยามเอาคืนเลยบุกขึ้นมามากขึ้น ส่วนสุรินทร์ก็ตั้งรับและคอยสวนกลับเป็นระยะ สุรินทร์นี่จะเน้นการบุกจากทางปีกขวาเป็นหลัก บางช่วงก็เหมือนจะเล่นฟุตบอลแต่ฟากนั้นอย่างเดียว ช่วงหลังๆ หนองบัวลำพูรั่วมากๆ สุรินทร์มาได้อีกสี่ลูกในครึ่งหลัง ทำให้ชนะขนาดลอย 6-0 อันนี้เป็นเรื่องที่น่าดีใจมากเพราะฤดูกาลที่แล้วนั้นสุรินทร์ไม่ค่อยชนะในบ้านเลย
ช่วงครึ่งหลังเดินไปนั่งใกล้ๆ กลุ่มเชียร์สุรินทร์ กลุ่มเขาก็เชียร์ได้สุภาพดี ไม่มีแอลกอร์ฮอล์ ไม่ตะโกนด่า ไม่โห่ พอใจหรือไม่พอใจก็ตบมือเอา แถวนั้นผู้ปกครองหลายคนก็ชอบมาลูกหลานเล็กๆไปชมฟุตบอลด้วยการที่เราแสดงมารยาทที่ดีก็คงจะทำให้เด็กๆ พวกนั้นเห็นตัวอย่างบ้าง เห็นพวกไม่พอใจแล้วตะโกนด่านักฟุตบอล กรรมการ โค้ช ฯ พวกนี้สว่นมากด่าทุกอย่างแต่ตัวเองก็ไม่ลงไปทำอะไรให้ดีขึ้น
ฟุตบอลเลิกเกือบสองทุ่ม ผมช่วยอุดหนุนเสื้อมาหนึ่งตัวก่อนกลับบ้าน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)