ผมไปได้หนังสือเล่มนี้จากพี่ในที่ทำงาน ซึ่งเล่าให้ผมฟังด้วยว่ากำลังพยามแนะนำให้ลูกสาวที่จะจบ ม.6 ในภาคเรียนนี้ได้ไปศึกษาต่อในสถาบันเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ ที่ผมจะกล่าวถึงต่อไปนี้
หนังสือเล่มนี้เขียนโดยคุณกอบศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
บจม.ซีพี ออลล์ จำกัด หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อร้าน 7-11 นั่นเอง เมือคำนำและคำนิยมบอกว่าหนังสือเล่มนี้เป็นการรวบรวมบทความที่คุณกอบศักดิ์ ได้เขียนไว้ในวารสารเพชร ซึ่งเป็นวารสารภายในของบริษัท

สำหรับหนังสือที่ผมได้มามีความหนาเพียง 20 กว่าหน้าและมีเพียงบทเดียวคือ "การศึกษาในทิศทางใหม่" เข้าใจว่าเล่มที่ผมได้มานี้อาจจะเป็นเล่มที่ตัดทอนส่วนใหญ่ออกและพิมพ์ออกมาเฉพาะกิจเท่านั้น
สำหรับเนื่้อหาในบท "การศึกษาในทิศทางใหม่"นี้เป็นการแสดงแนวคิดที่อยู่เบื้องหลังการตั้ง
สถาบันเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ โดยอธิบายพร้อมยกตัวอย่างจดหมายของผู้ปกครองนักเรียนคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้บริหารในบริษัท ซีพี ออล์ ด้วย
จดหมายดังกล่าวเล่าถึงปัญหาในการจัดการศึกษาให้กับลูกชายของแม่คนหนึ่ง เดิมนั้นลูกชายสามารถสอบเข้าคณะวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ หลักสูตรนานาชาติของมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศได้ ตลอดระยะเวลาการเรียนในปีแรกนั้น ลูํกชายกลับมีแต่ความอีดอัดจากบรรยากาศการแข่งขันในห้องเรียน ความคาดหวังจากครูและผู้ปกครอง ค่านิยมที่เน้นความหรูหราฟุ่มเฟือย แม้จะต้องค่าใช้จ่ายตลอดปีสูงถึงสามแสนบาทลูกชายก็ไม่อนาทรร้อนใจอะไรเลย
ในทีสุดเมื่อแม่ทนไม่ไหว จึงหาทางสอนลูกโดยนำเงินไปถ่่่่่่่่ายเอกสารตัดออกมาในขนาดเท่าเงินจริงๆ ใบละ 1,000 บาท จำนวน 3,000 ใบ มากองให้ลูกดูว่าที่ส่งลูกใช้ไปเป็นเงินมหาศาลขนาดไหนจนทำให้ลูกชายได้สติขึ้นมา
ด้วยความสงสารแม่ ลูกชายจึงหาที่เรียนใหม่คือ สถาบันปัญญาภิวัฒน์ การเป็นนักศึกษาในสถาบันแห่งนี้ทำให้เขาต้องฝึกงานในร้าน 7-11 ไปพร้อมๆ กับการเรียน อันทำให้เขาได้ประสบการณ์ชีวิตใหม่ๆ หล้งจากสามปีผ่านลูกชายกลายเป็นคนที่รู้คุณค่าของเงิน มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ขยันขันแข็งในการทำงาน มีความรับผิดชอบและรู้จักทำประโยชน์แก่สังคม สร้างความชื่นใจให้แก่แม่มาก
นอกจากจดหมายจากแม่ของนักศึกษาแล้ว คุณกอบศักดิ์ได้เล่าถึงความเป็นมาสถาบันเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ว่า เริ่มจากการเข้าร่วมจัดการศึกษาในระบบทวิภาคีกับ สนง.อาชีวศึกษา ในปี 2538 ต่อมาได้ตั้งเป็นโรงเรียนปัญญาพิวัฒน์เทคโนโลยีเพื่อจัดการศึกษาระดับ ปวช.และ ปวส. ในปี 2548 และขยายสู่การจัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ (Panyapiwat Institute of Technology) ขี้นในปี 2550 เพื่อเปิดสอนในระดับปริญญาตรีและปริญญาโท
หลักการในการจัดการศึกษาของสถาบันคือ Work-based Learning หรือจะพูดได้ว่า เรียนไปทำงานไป เป็นการเรียนจากการทำงานและให้งานเป็นสิ่งที่สอนเรา ทำให้หลังจากเรียนจบแล้วผู้เรียนก็สามารถทำงานได้ในทันที
แนวความคิดนี้เป็นเรื่องใหม่สำหรับสังคมไทย แต่ในต่างประเทศมีการดำเนินการจนประสบความสำเร็จมานานแล้ว เช่น ในประเทศเยอรมันนี เป็นต้น การผลักดันแนวคิดเหล่านี้ในระยะแรกอาจจะมีความไม่เข้าใจอยู่บ้าง แต่เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะ ก็เริ่มได้เสียงตอบรับที่ดี มีจำนวนผู้สมัครเข้ามาเรียนมากขึ้น และสถาบันแห่งนี้ยังได้ร
างวัลรองชนะเลิศด้านนวัตกรรมแห่งชาติจากผลงาน "นวัตกรรมการเรียนรู้จากภาคทฤษฎีสู่การปฏิบัติจริง" ด้วย
ความเห็นนี่คือสถานศึกษาที่ถูกสร้างโดยบริษัทที่ประสบความสำเร็จในกิจการขยายปลีกมากที่สุดของประเทศ กิจการของสถานศึกษามีความคืบหน้าจากการดำเนินงานมาตลอดระยะเวลาสิบกว่าปีด้วยการยึดแนวคิดเรียนจากงาน เมื่อ
ดูหลักสูตรแล้วก็เห็นว่าเขาก็สอนเฉพาะสิ่งที่เขาชำนาญ คือเรื่องการบริหารธุรกิจค้าปลีกเท่านั้น
หันกลับมาดู หน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องการศึกษาโดยตรงอย่างกระทรวงศึกษา มืออาชีพด้านนี้โดยตรง จะเห็นว่าระยะเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมาเราก็ทำได้แค่ปฏิรูปการศึกษาไปหนึ่งครั้งแล้วก็ไม่เห็นผลอะไรเป็นรูปธรรมนอกจากการจัดโครงสร้างใหม่เท่านั้น แถมทำไปทำมาโครงสร้างที่ว่าก็เรียกร้องจะกลับไปเป็นแบบเดิมซะอีก เป้าหมายต่อไปคือการเดินหน้าปฏิรูปอีกรอบ แม้พยามบอกว่าจะพัฒนาคุณภาพผู้เรียนแต่ไม่แคล้วเริ่มต้นที่การจัดตั้งหน่วยงานสารพัดเหมือนเดิม ก็ทำกันไปครับ ถ้าปฏิรูปรอบสองยังไม่ดีขึ้นก็ยังมีรอบสามกันอีก ผมว่าไปๆ มาๆ น่าจะลองดูตัวอย่างจากบริษัทค้าปลีกบ้างก็ได้ ว่าเขาจัดการศึกษาอย่างไรถึงไม่วนอยู่ในอ่างอย่างนี้