แสดงบทความใหม่ล่าสุด 4 รายการจาก 9 รายการจาก ตุลาคม 2009 แสดงบทความเก่าที่สุด
แสดงบทความใหม่ล่าสุด 4 รายการจาก 9 รายการจาก ตุลาคม 2009 แสดงบทความเก่าที่สุด

31 ต.ค. 2552

การเดินทางไปชมปราสาทนครวัดและนครธม (แถมท้าย)

(บทความนี้เป็นตอนที่สี่ ของบทความเรื่อง "การเดินทางไปชมปราสาทนครวัดและนครธม" ซึ่งมีสี่ตอน คือ วันที่หนึ่ง, วันที่สอง, วันที่สาม และ เก็บตก)
ผมขอเก็บตกเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่น่าสนใจจาการเดินทางไปเขมรมาเล่าให้ฟัง
แผนที่การเดินทาง
คลิ๊กทีึ่หมุดเพื่อชมรายละเอียดได้เลยครับ

View AngorWatTrip in a larger map




การศึกษาตามอัธยาศัยที่ประเทศกัมพูชา
ผมบอกกับทุกคนที่ประเทศไทยว่า สิ่งที่ผมประทับใจที่สุดไม่ใช่ปราสาทนครวัด แต่ทึ่งที่คนกัมพูชาใช้ภาษาอังกฤษได้ดี ไม่ใช่แค่ไกด์ พนักงานโรงแรม หรือพนักงานเสิร์ฟเท่านั้น แม้แต่แม่ค้าหรือมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ก็พูดอังกฤษได้ดี บางคนพูดไทยได้อีกต่างหาก พูดได้ดีของผมคือ เขาสามารถสื่อสารกับเราได้รู้เรื่องโดยใช้คำศัพท์ง่ายๆ มาประกอบเป็นวลี


ในช่วงเช้าวันทีสองผมเดินเล่นในเมืองเสียมเรียบ เห็นป้ายประกาศเล็กๆ ติดตามต้นไม้บ้าง เสาไฟฟ้าบ้าง หากเป็นในบ้านเราจะเป็นโฆษณาไฟแนนซ์ หรือเอาบัตรซื้อของมาแลกเป็นเงินสด แต่ที่นั่นต่างกัน ส่วนใหญ่จะเป็นโฆษณาหลักสูตรสอนภาษาอังกฤษ หรือเยอรมันก็มี เป็นหลักสูตรสั้นๆ เกี่ยวกับการเป็นมัคคุเทศน์


นี่เป็นภาพที่ผมถ่ายมาจากห้องเรียนแห่งหนึ่งในหมู่บ้านกลางน้ำกำปงพลุก จะเห็นเขาใช้สัทอักษร(Phonetic) ในการเรียนภาษาอังกฤษด้วย ผมไม่คิดว่าการใช้ Phonetic ในการเรียนภาษาอังกฤษเป็นสิ่งยอดเยี่ยมมากมายอะไร นี่เป็นเรื่องธรรมดาที่เขาใช้กันทั่วโลก ส่วนที่ประเทศไทยไม่ไ้ด้ใช้เพราะประเทศเราเป็นประเทศพิเศษ เรามีหลักสูตรแบบไทยๆ ที่ไม่จำเป็นต้องเหมือนชาติใดในโลก ส่วนผลจากหลักสูตรก็อย่างที่เห็น เรียนกันเป็นสิบปีกลับพูดภาษาอังกฤษไม่ได้

การทำให้คนครึ่งเมืองเสียมเรียบพูดอังกฤษแบบนี้ได้ไม่ใช่เรื่องธรรมดา ต้องมีการจัดการอย่างดีพอสมควร นี่คือการเรียนรู้ตามอัธยาศัยที่เห็นผลจริงๆ ในขณะที่ในบ้านเรายังพยามจัดการเรื่องเหล่านี้โดยการออกกฎหมาย ตั้งองค์การ และการปฏิรูปไม่สิ้นสุด

เกี่ยวกับมัคคุเทศน์

มัคคุเทศน์ของเราชื่อ คุณฉาย ครับ หนุ่มวัย 24 ปี บ้านเกิดอยู่ทีจังหวัดกัมโปตแต่มาทำงานที่นี่่หลายปีแล้ว จบการศึกษาปริญญาตรีทางวรรณคดีและกำลังศึกษาในระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยในเมืองเสียมเรียบ

คุณฉายเรียนภาษาไทยระยะเวลาสั้นๆ มาหลายปีจนลืมไปหมดแล้วทำให้เขาก็พูดไทยไม่ได้เลย สองสามวันนี้ผมสอนเขาคำหนึ่งคือคำว่า "ทางนี้ครับ" คำนี้มันพูดบ่อยมาก เขาพูดได้อย่างน้อยสองภาษาคืออังกฤษและสเปนครับ ภาษาอังกฤษนี่เขาใช้ืสื่อสารกับกลุ่มใหญ่ๆ แต่สำหรับคณะเราจากสุรินทร์นี้เขาจะพูดด้วยภาษาเขมร ส่วนสเปนนี่ผมเห็นเขาทักทายกับนักท่องเที่ยวที่เคยเป็นลูกค้าเขาที่ปราสาทตาพรหมแล้วฟังดูไพเราะดีนะ (ผมเคยได้ยินใครพูดภาษานี้มาก่อน)

ไกด์ที่เมืองเสียมเรียบนี่จะมีการขึ้นทะเบียนมีเครื่องแบบเป็นเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีส้ม ตรงบ่ามีอาร์มติดด้วย นักท่องเที่ยวเกือบทุกคณะมักจะมีไกด์ไปด้วยเสมอ เมื่อพวกเขาเจอกันก็ทักกันไปมาเหมือนพวกเขาจะรู้ัจักกันไปหมด คำถามที่ได้ยินพวกเขาเขาทักกันคือ "(ลูกทัวร์)กี่คนครับ?" หรือไม่ก็ "คนชาติอะไร?"

คุณฉายมีวิธีนำทัวร์แบบแปลกๆ ดังที่ผมเคยเล่าเรื่องการเดินชมปราสาทในวันที่สอง แกเล่าให้ฟังว่านักเที่ยวที่เขาให้บริการนั้นส่วนใหญ่เป็นชาวตะวันตก มักจะชอบอะไรที่เงียบๆ และเป็นส่วนตัว และมักจะชอบสิ่งที่เขาทำให้

ระหว่างไปเที่ยวที่หมู่บ้านกำปงพลุก เขาก็พาเราไปเที่ยวได้เป็นกลุ่มแรกเพราะเราออกกันตั้งแต่หนึ่งโมงเช้า นักท่องเที่ยวรายอื่นๆ เพิ่งสวนทางกับเราเมื่อเรากำลังออกจากหมู่บ้านแล้ว เขาเล่าให้ฟังว่า การพาคนออกเจ็ดโมงเช้ากับแปดโมงเช้าต่างกันมาก ช่วงเวลาต่างหนึ่งชั่วโมงนี้ไม่ได้หมายความว่าเราจะเที่ยวเสร็จ ทานข้าวเสร็จห่างกันหนึ่งชั่วโมง การพาลูกทัวร์ออกตอนสองโมงเช้าจะต้องมาพบกับความจอแจร่วมกับนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นๆ คนที่ออกสายๆ ก็มีแนวโน้มจะเนือยกว่าปกติ นี่จะทำให้กำหนดการต่างๆ ล่าไปกว่าหนึ่งชั่วโมง

งานแต่งงานของชาวเขมร

ระหว่างออกมาจากนครวัดเห็นคู่บ่าวสาวชาวเขมรแต่งตัวสวยๆ มาถ่ายรูปกันหลายคู่ สอบถามได้ความว่าวันนั้น(24 ต.ค. 52) เป็นวันฤกษ์ดี ชาวบ้านนิยมจัดงานแต่งหลายคู่ ผมนับดูแล้วประมาณ 8 คู่เห็นจะได้


คู่บาวสาวที่ถ่ายรูปเขาจะไม่ได้มาคู่เดี่ยวแต่จะต้องพาเพื่อนบ่าวสาวมาอีกสามคู่ให้ครบตามธรรมเนียม ผมสอบถามเรื่องค่าใช้จ่ายในการแต่งงาน เขาบอกว่าคนที่มีการงานประจำหน่อย ค่าใช้จ่ายน่าจะประมาณนี้
- ค่าสินสอด ประมาณ 5000 ดอลลาร์( 170,000 บาท)
- ค่าเช่าชุดแต่งงาน รวมถึงชุดเพื่อนเจ้าบ่าวสาว ดังที่เราเห็นในวันนี้ จะเหมาตลอดงานในราคา 700 ดอลลาร์(23,800 บาท) รวมทั้งค่าช่างแต่งหน้าตลอดงานด้วย
- เลี้ยงโต๊ะจีน ราคาโต๊ะละ 50-70 ดอลลาร์(1,700-2,380 บาท)
ราคานี้ไม่รวมเครื่องดื่มนะครับ โดยทั่วไปแล้วแขกก็จะใส่ซองช่วยงานเริ่มต้นที่ 20 ดอลลาร์ (680 บาท)

ย้ำนะครับว่าราคานี้สำหรับคนที่มีหน้ามีตาสักหน่อย สำหรับคนในชนบทก็อาจจะไม่ดุเดือดเท่านี้

การเดินทางและรถยนต์
ตลอดสามวันในเขมรเรานั้นคณะเราใช้รถตู้ที่ไกด์เตรียมมา เส้นทางเกือบทั้งหมดอยู่ในขั้นดีมาก ทางหลวงหมายเลข 6 ที่เคยเป็นตำนานให้ใครๆ หลายคนกลับมาเล่าถึงความยากลำบาก ตอนนี้บูรณะมาได้ประมาณปีครึ่งเป็นถนนแบบสองเลนมีไหล่ทางเช่นเดียวกับทางหลวงจังหวัดในบ้านเรา แต่ผิวถนนเขาดีกว่ามาก จากช่องสะงำถึงเสียมเรียบ ระยะทาง 140 กม. ใช้เวลาวิ่งแค่ 2 ชม.เท่านั้น

นี่คือรถตู้ที่เราใช้ เจ้าของเล่าว่าซื้อมาในราคา 10,000 ดอลลาร์ (34,000 บาท)

การแลกเงินและการซื้อของ
ที่เมืองเสียมเรียบสะดวกในการรับเงินดอลลาร์ รีล และบาท ตามลำดับ อัตราแลกเปลียนขณะนั้นคือ 1 บาท ต่อ 125 รีล เมื่อเราดูข่าวอัตราแลกเปลี่ยน จะมีว่าอัตราแลกเปลี่ยนสองค่าคือ ซื้อและขาย ซึ่งผมค่อยเข้าใจเรื่องนี้นักแต่ได้ความกระจ่างเอาในครั้งนี้

สมมติว่าคุณเดินเข้าไปในร้านแลกเงิน คุณแลกเงินมาได้ในอัตรา 1 บาทต่อ 125 รีล ขณะเดินออกมาหน้าร้านคุณเกิดเปลี่ยนใจ กลับไปแลกเงินคืนทั้งหมด คุณจะไม่สามารถแลกได้ในอ้ัตรา 125 รีลต่อ 1 บาทอีกแล้ว คุณอาจจะต้องแลกกลับในราคา 130 รีลต่อ 1 บาทแทน เพราะทางร้านเขาจะกินส่วนต่างทุกครั้งที่คุณแลกด้วย


ในการซื้อของนั้น ผู้ัชายชอบซื้อพวงกุญแจ ผู้หญิงชอบซื้อผ้าพันคอบ้าง ปลอกหมอนบ้าง ส่วนสินค้ายอดฮิตของทั้้งสองเพศคือ เสื้อยืด ราคาตัวละ 40-50 บาท

ในการซื้อของ คนไทยชอบถามราคาเป็นเงินบาทเพื่อสะดวกในการตัดสินใจ หลังจากต่อรองเสร็จตอนจ่ายเงินจะขอจ่ายเป็นเงินรีลเพราะแลกไว้เยอะแล้ว ปรากฎว่าต้องมาต่อรองเรื่องราคาแลกเปลี่ยนกันอีกรอบ เพราะหลายคนๆ ก็คิดว่าการขายเงินกลับเป็นราคาเดียวกับราคาซื้อ หรือบางร้านก็ตั้งราคาแลกกลับเหมือนตามใจตัวเองก็มี

ตอนหลังๆ พวกคนซื้อก็เรียนรู้ว่าหากจะจ่ายเป็นเงินอะไรก็ถามราคาและต่อรองเป็นเงินนั้นให้เสร็จเลย จะทำให้การซื้อขายราบรื่นขึ้น

ขั้นตอนการผ่านพรมแดน


การเข้าออกด่านตรวจคนเข้าเมืองไม่ยากอย่างที่คิดครับ สิ่งแรกที่คุณควรรู้จักคือ วีซ่า(VISA) คือหลักฐานอนุญาตให้เข้าประเทศ โดยทั่วไปเป็นตราประทับ แต่ของประเทศเขมรเขาเป็นสติ๊กเกอร์ การขอวีซ่าสามารถขอได้ที่สถานกงสุลของประเทศนั้นๆ หรือบางประเทศก็อนุญาตให้เราไปขอที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองได้เรียกว่าการขอแบบ on arrival

ประเทศไทยมีข้อตกลงกับหลายประเทศเรื่องการยกเว้นขอวีซ่า เช่น ลาว ,เวียดนาม ,มาเลเซีย ,สิงค์โปร์ เป็นต้น

การขอวีซ่าเข้าประเทศกัมพูชา จะมีแบบฟอร์มเรียกว่า Visa Application Form คุณต้องกรอกใบนี้ แนบรูปถ่ายหนึ่งนิ้วหนึ่งรูปพร้อมเงินอีก 900 บาท สำหรับวิซ่าประเภทนักท่องเที่ยว มีอายุ 30 วัน เสียดายไทยยังไม่มีข้อตกลงเรื่องการยกเว้นวีซ่า หากดำเนินการเรียบร้อยจะประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้เยอะเลย

สำหรับขั้นตอนการผ่านด่านขาไปมีดังนี้
1. กรอกใบ ตม.6 ทางฝั่งไทย เพื่อให้เจ้าหน้าที่ประทับตราออก
2. ขอ VISA จากทางฝั่งเขมร
3. เมื่อได้ VISA แล้วก็ กรอกใบผ่าน(คล้าย ตม.6 ของเรา) เพื่อให้ ตม.เขมร ประทับตราเข้าประเทศให้

สำหรับขากลับ ก็ย้อนมาทำขั้นตอนที่ 3 และ 1 ตามลำดับ

อาหารการกิน
ส่วนมากเรารับประทานอาหารแบบบุฟเฟต์ที่โรงแรม มีสองสามร้านที่น่าประท้บใจขอมาเล่าให้ฟัง

ร้านแรกชื่อ รุมดูล อังกอร์(ดอกลำดวนนครวัด) ร้านนี้เป็นร้านโชว์อาหารแบบเขมรครับ อาหารก็มีทั้งผัดและแกงคล้ายๆ บ้านเรา จำได้ว่าผัดนี่เนื้อหั่นชิ้นใหญ่มากๆ

เมนูที่จำได้ดีคือ ผัดผักบุ้งไฟแดง มาตอนที่เรากำลังจะกลับแล้ว เสิร์ฟหลังผลไม้ซะด้วยซ้ำ ทั้้งคณะเลยเวียนกันตักใส่จานกันให้รีบๆ หมดไป จานนี้แทนที่จะผัดกับน้ำมันหอยแบบบ้านเรา เขากลับเอาซอสพริกมาผัดครับ หลายคนชิมแล้วก็บอกรวมๆ ถึงอาหารเขมรว่า ก็คล้ายกับอาหารบ้านเรา แต่จะอร่อยแปลกๆ เพราะเครื่องปรุงบางอย่างจะต่างกัน


ที่ร้านผมลองอ่านเมนูเล่นๆ อาหารจานเดียวพื้นๆ เช่น ข้าวไข่เจียว ราคาจะเริ่มต้นที่ 3 ดอลลาร์ พวกแกง ผัด เป็นจานก็จะเริ่มที่ 4 ่ดอลลาร์

อีกร้านคือร้านอาหารจีนชื่อ Red Shoes เราทานมื้อเย็นของวันที่สองของร้านนี้ ก็เป็นอาหารจีนเหมือนที่เราไปทานตามภัตตาคารในบ้านเรา สำหรับผมนานๆ ทานทีรสชาติก็ใช้ได้ แต่สำหรับหลายๆ คนอาจจะมันและเลี่ยนกระมัง เลยต้องขอพริกน้ำปลามาเพิ่ม

เมนูพิเศษคือเนื้อจรเข้ครับ เขาทำมาเป็นเนื้อกะทะร้อน ลองทานดูรสชาติคล้ายเนื้อไก่ครับ แต่ทานนิดๆ หน่อยพอรู้รสชาติไม่กล้าทานเยอะ

สิ่งที่ผมไม่ประทับใจอย่างยิ่งเกี่ยวกับเรื่องอาหารในเขมรคือคือไม่ได้ให้บริการน้ำดื่มฟรีๆ เหมือนบ้านเรา บางร้านจะแจกน้ำดื่มมาแค่สองขวดสำหรับทั้งคณะ ในบางร้านแม้ว่าอาหารจะเป็บแบบบุฟเฟต์แต่ก็ต้องซื้อน้ำดื่มเอง

โรงแรมที่พัก



เราพักกันที่โรงแรมริเวียราอังกอร์ กลางเมืองเสียมเรียบ เป็นโรงแรมระดับสามดาวมาตรฐานเดียวกับที่หน่วยงานราชการจัดให้ตอนที่เราไปประชุมนั่นแหล่ะครับ ตอนเช้าก็มีอาหารเช้าด้วย ห้องหนึ่งพักได้ละสองคน ส่วนราคานี่ไม่แน่ใจ คาดว่าน่าจะอยู่ที่ 15-40 เหรียญต่อห้องต่อวัน ขึ้นกับว่าซื้อโดยใคร ช่วงไหนของปี

การอ่านภาษาเขมร
แม้ว่าผมจะอ่านภาษาเขมรได้บ้าง แต่เอาเข้าจริงๆ การอ่านป้ายต่างๆ ก็ยากพอสมควร เพราะเขามักจะเขียนป้ายด้วยตัวเขียนที่เรียกว่าตัวโมล ขณะที่ตามหนังสือทั่วไปจะพิมพ์ด้วยตัวเจรียง กลับมา่น่าต้องฝึุกอ่านตัวโมลเยอะๆ หน่อย

30 ต.ค. 2552

การเดินทางไปชมปราสาทนครวัดและนครธม วันที่ 3/3

สำหรับวันสุดท้ายของการเดินทาง คณะของเราเดินทางไปชมความเป็นอยู่ของชาวบ้านบริเวณริมทะเลสาปเขมร ทะเลสาปแห่งนี้เป็นแหล่งน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ฤดูน้ำหลากมีพื้นที่ถึง 12,000 ตร.กม. แต่ในฤดูแล้งเหลื้อพื้นที่เพียง 2,500 ตร.กม.เท่านั้น ด้วยเหตุนี้ชาวบ้านที่อยู่อาศัยบริเวณริมทะเลสาปต้องปรับตัวให้สามารถอยู่ได้ทั้งในสภาวะน้ำแห้งและน้ำหลาก

ชมชีวิตของชาวเขมรริมทะเลสาป
พวกเราเดินทางออกจากที่พักตั้งแต่ 07.00 น. หมู่บ้านที่เราเดินทางไปชมชื่อหมู่บ้าน"กำปงพลุก" อยู่ทางห่างไปทางทิศใต้ของเสียมเรียบ 16 กม. โดยเดินทางไปตามทางหลวงหมายเลข 6 จากนั้นแยกออกมาจากถนนใหญ่ประมาณ 4-5 กม. สภาพหมู่บ้านช่วงใกล้ท่าเรือนั้นเป็นหมู่บ้านชนบทมากๆ ถนนเป็นถนนดินธรรมดา(ไม่ใช่ลูกรัง) ชาวบ้านก็ปลูกบ้านไม้ หน้าบ้านมีคอกวัวบ้าง หมูบ้าง คล้ายภาพที่ผมเคยเห็นตอนเด็กๆ


จากนั้นคณะเราก็ลงเรือเมื่อไปชมหมู่บ้านกลางน้ำที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 3 กม. เห็นจะได้ ตามทางที่เราไปจะเห็นแนวต้นไม้จมอยู่ในน้ำ แนวนั้นคือเส้นทางสัญจรในช่วงฤดแล้งที่สามารถเดินทางโดยใช้รถมอเตอร์ไซต์ไปมาได้ ครั้งพอถึงฤดูน้ำหลากน้ำจะท่วมเส้นทางและไร่นาจนหมด ชาวบ้านก็ต้องใช้เรือในการเดินทางแทน



เรือที่เรานั้นนั้นจากจุเต็มที่อาจจะได้ถึง 25 คน มีเสื้อชูชีพครบถ้วน คนขับเรือเป็นหนุ่มน้อยวัย 15-16 ปี สองคนช่วยกันขับ คนหนึ่งคุมพวงมาลัยขณะที่อีกคนดูแลความเรียบร้อยทั่วไปและคอยช่วยคัดหัวเรือตอนที่เรือเลี้ยว ผมคุยเล่นกับแกดูแล้วทราบว่าไม่ได้เรียนหนังสือเลย ฐานะทางบ้านยากจนเลยต้องทำงานตั้งแต่เด็ก



ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงพวกเราก็ถึงหมู่บ้านกำปงพลุก แรกที่เห็นผมนึกหนึ่งชุมชนคลองโคน จ.สมุทรสงคราม แต่ต่างกันที่คลองโคนนั้นบ้านถูกปลูกอยู่ริมน้ำเรียงรายไปแต่ที่นี่บ้านอยู่กลางน้ำเลย เห็นมีกิจกรรมหลายๆ อย่างที่คิดว่าไม่น่าทำได้ เช่นเลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ใต้ถุนบ้าน เป็นต้น ปีหนึ่งๆ พวกเขาจะใช้ชีวิตแบบนี้หลายเดือน


คนข้บเรือบอกว่าระดับน้ำขณะนี้สูงประมาณสองเมตรครึ่ง หากรวมกับความสูงของบ้านที่อยู่เหนือน้ำประมาณสามเมตรแล้วในฤดูแล้งบ้านเหล่านี้จะสูงจากพื้นดินเกือบ 6 เมตร



เรือของเราขับผ่านหมู่บ้านไปชมเวิ้งทะเลาและวนกลับมาอีกรอบ ตอนขากลับพวกเราพากันแวะที่วัดเพื่อถวายปัจจัยให้กับหลวงพ่อและเดินเล่นบริเวณนั้นด้วย บริเวณวัดเป็นสถานที่แห่งเดียวเท่าที่ผมเห็นที่มีพื้นดิน จริงๆ แล้วจะเรียกว่าดินก็คงไม่ถูกต้อง เรียกว่าพื้นทรายจะเหมาะกว่า แต่การเอาทรายมาถมเช่นนี้ทำให้น้ำจากข้างล่างซึมขึ้นมาได้ ทำให้เวลาที่เราเดินจะรู้สึุกแฉะๆ เหมือนกับเดินบนพื้นทรายหลังจากฝนตกใหม่

วันที่เราแวะเยี่ยมไปเป็นวันอาทิตย์ โรงเรียนที่้ตั้งอยู่หลังวัดจึงไม่มีนักเรียนแต่ก็มีเด็กหลายคนพากันมาเล่นที่ลานวัดแทน

ในบริเวณวัดมีโรงผลิตน้ำสะอาดอยู่ด้วย ในหมู่บ้านนี้เขามีน้ำประชาใช้กันแล้ว โดยระบบประปานี้มีองค์กรเอกชนมาติดตั้งให้และเสียค่าบำรุงเป็นรายเดือน คนขับเรือบอกว่าชาวบ้านก็ไม่ค่อยนิยมใช้นักเพราะเคยชินกับการใช้น้ำจากทะเลสาป หากมีเหตุต้องใช้น้ำสะอาดในบางเรื่องเช่นการซักเสื้อผ้า เขาก็จะพายเรือไปซักผ้าที่นอกหมู่บ้าน ส่วนน้ำดื่มนั้นเขาซื้อเป็นถังแบบ 20 ลิตรแบบที่เราๆ ใช้กันทั่วไป ระหว่างการชมหมู่บ้านก็เห็นชาวบ้านหลายๆ คนพากันเอาถังใส่เรือมาซื้อน้ำดื่มด้วย

เรามาขึ้นฝั่งเมื่อเวลาประมาณ 11.00 น. ก่อนจะย้อนกลับมาเืมืองเสียมเรียบเพื่อรับประทานอาหารกลางวัน

การเดินทางกลับ (เสียมเรียบ-ช่องสะงำ)
ขากลับก็เส้นทางเดียวกับขามา ระหว่างทางเราก็แวะซื้อของฝากติดไม้ติดมือเป็นน้ำตาลมะพร้าวที่ห่อใบตอง ไกด์ก็แนะนำว่า อย่าไปซื้อบริเวณที่มีร้านอยู่รวมกันและมีเด็กขายของอยู่เยอะๆ เพราะเด็กเหล่านั้นมักจะตื้อจนรำคาญ พวกเราเลือกแวะซื้อที่ร้านเล็กๆ แห่งหนึ่งแทน


ร้านเหล่านี้กระจายทั่วไปริมถนนช่วงออกจากเมืองเสียมเรียบ ส่วนใหญ่เขาก็จะเอากะทะเคี่ยวน้ำตาลมาวางอยู่ใกล้กัับแผงขายของเลย นอกจากน้ำตาลมะพร้าวแล้วเขาก็จะมีัของที่ระลึกอื่นๆ เช่น พานที่ทำจากกะลา ,ตะกร้าหวาย เป็นต้น

ในที่สุึดเราก็เดินทางถึงด่านช่องสะงำโดยสวัสดิภาพ โดยออกเดินทางจากเสียมเรียบเมื่อประมาณ 14.00 น. และึถึงช่องสะงำเมื่อ 16.00 น. ใช้เวลาเพียง 2 ชม. รวมทั้งแวะซื้อของที่ระลึกช่วงสั้นๆ ด้วย

เพิ่มเติม
- ชมภาพถ่ายได้ที่นี่

29 ต.ค. 2552

การเดินทางไปชมปราสาทนครวัดและนครธม วันที่ 2/3

วันที่สองทั้งวันเป็นการเที่ยวชมปราสาทหินในบริเวณใกล้กับเมืองเสียมเรียบที่มีมากกว่าสองร้อยแห่งแต่เราเลือกชมเฉพาะบางแห่งที่น่าสนใจ

หลังจากทานอาหารเช้าที่โรมแรมเรียบร้อยแล้ว คณะของเราออกเดินทางเมื่อเวลา 8.00 น. ช่วงเช้าเราจะไปปราสาทนครวัดและปราสาทบายน ช่วงบ่ายจะเป็นการชมปราสาทตาพรหม

ปราสาทนครวัด
ปราสาทนครวัดเป็นปราสาทที่มีชื่อเสียงที่สุดของกัมพูชา ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของประเทศดังปรากฎอยู่ในธงชาติ เป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ เป็นมรดกโลก เป็นแหล่งดึงดูดรายได้มหาศาล และเป็นอะไรอีกหลายๆ อย่างสำหรับชาวกัมพูชา


ไกด์พาเราเข้าชมปราสาทนครวัดเป็นสถานที่แรก เขาบอกว่าโดยปกติแล้วนักท่องเที่ยวทัว่ไปมักจะไปชมนครธมก่อน การมานครวัดก่อนจะช่วยหลีกเลี่ยงความจอแจได้ นอกจากนี้เขายังทำให้เราแปลกใจมากขึ้นด้วยการพาเราเข้าชมนครวัดโดยเดินเข้าทางด้านหล้งของปราสาทแทนที่จะเข้าทางด้านหน้าตามปกติ โดยยกเหตุผลเรื่องการหลีกเลี่ยงความจอแจมาประกอบ

พวกเราเข้าชมปราสาทนครวัดทางด้านหลังตามที่เขาแนะนำ ปรากฎว่าเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มแรกที่มาอยู่ในบริเวณนั้น นอกจากเราแล้วมีนักท่องเที่ยวชาวตะวันตกสามีภรรยาวัยกลางคนอีกสองคนเท่านั้นที่เดินเข้ามาด้วยกัน กว่าที่เราจะพบนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นๆ ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง หากดูภาพจะเป็นได้ว่าภาพแรกๆ ที่ผมถ่ายตอนเดินเข้ามาในตัวปราสาทนั้นไม่มีใครอยู่ในภาพเลย ผมชอบบรรยากาศแบบนี้มาก



ปราสาทแห่งนี้มีขนาดใหญ่มาก ในตัวปราสาทแบ่งเป็นส่วนต่างๆ ตามระดับความสูงของพื้นได้ 3 ชั้น ชั้นบนสุดนั้นมีการปิดซ่อมทั้งชั้น ในขณะที่ชั้น 1-2 นั้นอนุญาตให้เราเข้าชมได้แต่ก็มีการซ่อมอยู่ด้วยเป็นบางส่วน การซ่อมบำรุงที่เห็นชัดคือ บันไดเกือบทุกแห่งจะมีการทำบันไดไม้ซ้อนอยู่บนบันไดหินของเดิม การทำเช่นนี้นอกจะช่วยป้องกันการสึกหรอแล้วยังอำนวยความสะดวกให้ผู้เข้าชมด้วย


สิ่งที่น่าสนใจของปราสาทแห่งนี้คือภาพสลักในชั้นที่ 1 เป็นเรื่องเกี่ยวกับโลกทั้งสาม การกวนน้ำอมฤต ฯ ไกด์ก็อธิบายเป็นระยะๆ พวกเราเดินจากชั้นหนึ่งขึ้นไปชั้นสองผ่านมาทางหน้าปราสาท ที่มีสิ่งก่อสร้างที่สร้างต่างระดับลดหลั่นดูแปลกตา ผ่านนางอัปสราที่มีคนชอบเอามือไปลูบๆ เยอะๆ ออกมาทางหน้าปราสาท


ขาออกนั้นแทนที่เราจะเดินผ่านบันไดนาคออกมา ไกด์เราก็พาเดินเลียบไปในป่าข้างๆ บันไดซะนี่ บอกว่ากลัวเราร้อน เอากะแกสิ
จนกระทั่งถึงบารายด้านหน้า เราถึงวกกลับมาเดินบนบันไดนาคส่วนที่ข้ามน้ำนั่นแหล่ะ (ถ้ามีเรือข้าม แกคงจะพาพายเรือข้ามแหง๋ๆ เลย)


ใกล้ๆ บริเวณทางออกมีคู่บ่าวสาวประมาณ 7-8 คู่มาถ่ายรูปที่หน้าปราสาท ผมถามว่าทำไมเขามากันเยอะจัง ไกด์ตอบว่า วันนี้เป็นวันฤกษ์ดี มีงานแต่งงานเยอะมาก พวกคู่บ่าวสาวและเพื่อนเจ้าบ่าวเจ้าสาวก็จะมาถ่ายรูปกันที่หน้าปราสาท ดูน่ารักดี

นครธมและปราสาทบายน
นครธมเป็นชื่อเมืองที่มีบริเวณ 3x3 ตร.กม. ภายในมีปราสาทอยู่นับร้อยปราสาท นครธมถูกสร้างก่อนนควัด ประมาณสองร้อยปี เราจะไปชมทั้งหมดคงไม่ไหวจึงเลือกชมชมปราสาทบายนปราสาทอื่นๆ อีกสองสามแห่งที่อยู่ใกล้เคียงกัน ได้แก่ปราสาทบาปวน ปราสาทพิมานอากาศและลานช้าง


ปราสาทบายนเป็นปราสาทที่ตั้งอยู่ศูนย์กลางของเมืองนครธม ในตัวปราสาทจะมีสิ่งก่อสร้างที่เรียกว่าปรางค์ซึ่งยอดมีใบหน้าของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรหันออกไปทั้งสี่ด้าน จำนวน 37 ปรางค์ ใบหน้าที่เหมือนกันเหล่านี้ดูลึกลับมีเสน่ห์ดี


เช่นเดียวกับปราสาทนครวัด(ปราสาทบาปวนที่จะได้ชมต่อไปและปราสาทตาพรหมที่จะได้ชมในช่วงบ่าย)ปราสาทแห่งนีอยู่ระหว่างการบูรณะโดยงบประมาณจากรัฐบาลญี่ปุ่น ทำให้มีปิดพื้นที่บางส่วน


จุดสำคัญของปราสาทแห่งนี้คือภาพสลักบริเวณระเบียงคต(ทางเดินรอบๆ ในแต่ละชั้น) บริเวณด้านหน้าเป็นเรื่องของการทำสงครามระหว่างเขมรกับจาม การใช้ชีวิตประจำวันของคนสมัยนั้น ไกด์ชี้ให้เราดูภาพสลักเป็นรูปการทำคลอด การรักษาคนป่วย การทำขนมจีน เป็นต้น

ต่อมาเราก็เดินเข้าชมภายในตัวปราสาท เพลิดเพลินกับรูปสลักท่านการโครงสร้างของปราสาทที่ลดหลั่นกันไป

ปราสาทบาบวน
ปราสาทนี้อยู่ห่างจากปราสาทบายนสักสองสามร้อยเมตร แน่นอนครับ การเราเดินเข้าทางด้านข้างไม่ใช่ด้านหน้าเหมือนคนทั่วๆ ไปจึงไม่ได้เดินบนสะพานตามที่ควรจะเป็น แต่จากการเดินเข้าด้านข้างเราก็ได้เห็นป้ายโครงการซ่อมบำรุงที่บอกให้ทราบว่าปราสาทนี้กำลังถูกซ่อมบำรุงโดยการสนับสนุนรัฐบาลฝรั่งเศส ในบริเวณนครวัดมีการซ่อมบำรุงปราสาทหลายแห่ง ส่วนหนึ่งก็ดำเนินการโดยรัฐบาลกัมพูชา มีหลายแห่งที่รัฐบาลหลายประเทศ ยืนมือเข้ารับเป็นเจ้าภาพ ที่ผมเห็นคือ ปราสาทบายนโดยรัฐบาลญี่ปุ่น ปราสาทบาปวนโดยรัฐบาลฝรั่งเศส และปราสาทตาพรหมโดยรัฐบาลอินเดีย เป็นต้น



ปราสาทแห่งนี้ถูกปิดซ่อมทั้งบริเวณ เราเลยได้แต่เดินชมข้างๆ เท่านั้น ใกล้ๆ ตัวปราสาทมีพ่อค้าแม่ค้ามาขายของ ด้วย พี่คนหนึ่งถูกแม่ค้าเสนอขายผ้าไหมทอลายปราสาทนครวัด ราคาเริ่มแรก 300 บาท เมื่อเราเดินไปเรื่อยๆ จนเกือบพ้นปราสาทเหลือ 180 บาท ตอนนั้นลูกค้าไม่คิดจะซื้อแล้ว แต่หลังจากพ้นตัวปราสาทมาได้สักครู่แม่ค้าก็วิ่งมาพร้อมกับเสนอราคาสุดท้าย 160 บาท ในที่สุดได้เสียเงินสมใจ

แถวนี้จะมีพ่อค้าแม่ค้ามาตื้อบางแต่ไม่ถึงกับน่ารำคาญนัก หากไม่สนใจตั้งแต่แรกก็อย่าให้ความหวังโดยการ ลองถามราคาเพราะเขาจะพยามรบเร้า อย่างไรก็ตามก็มีพ่อค้าเด็กๆ คนหนึ่งสบถแบบไม่พอใจหลังจากใคร สักคนขอปฏิเสธไม่ซื้อของ บรรยากาศไม่น่ารักแบบนี้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในทริป 3 วันนี้ นอกนั้นถือว่าราบรื่นครับ

ไกด์เราบอกว่าการขายของแบบนี้ไม่ได้รับอนุญาต แต่ทำอย่างไรได้ บางทีเจ้าหน้าที่จะบังคับอย่างใช้กฎเกณฑ์ อย่างเข้มงวดก็จะทำให้ชาวบ้านลำบาก ก็ต้องปล่อยๆ ให้พอมีบ้าง

ปราสาทพิมานอากาศและลานช้าง
ปราสาทนี้อยู่ติดๆ กันกับปราสาทตาพรหม ชื่อของปราสาทบ่งบอกถึงความสูง ภาพที่ถ่ายมาเป็นด้านหน้า หากเข้าชมต้องขึ้นทางด้านหลังซึ่งมีบันไดที่มีขนาดเล็กว่า และได้รับการปรับปรุงโดยการเสริมด้วยไม้และมีราวบันไดทอดขึ้นไปชั้นบนได้ ถึงแม้
ว่าจะขึ้นได้อย่างสะดวก แต่ดูจากความสูงแล้วผมไม่สู้ดีกว่า ปล่อยให้เพื่อนบางคนทดสอบกำลังขาไป

ระหว่างที่คอยเพื่อนๆ เล่นปีนบันไดหลายร้อยขั้นนัน มีแม่ค้าแถวนั้นมาขายของให้ ที่นี่แม่ค้าไม่ค่อยรบกวนอะไรนัก แค่ทักทายและชวนให้ซื้อของบ้าง ด้วยความที่ไม่มีอะไรทำผมก็คุยเล่นกับแกไปเรื่อยคิดว่าเรียนภาษาเขมรไปในตัว สุดเลยอุดหนุนชุดพวงกุญแจมาชุดหนึ่ง ก่อนนั้นมีคนซื้อที่ปราสาทบาปวนในราคา 100 บาท แต่ผมซื้อราคา 120 บาทเพราะอยากช่วยพวกเขาบ้าง อุตสาห์มาคุยเป็นเพื่อนนิ


ขากลับเราเดินผ่านลานช้าง ซึ่งเป็นลานกว้างและมีทางเดินยกสูงใช้เป็นพลับพลาประทับของพระเจ้าแผ่นเดิน เมื่อท่านเสร็จมาทอดพระเนตรการประกวดความสามารถของช้าง มีจุดให้ถ่ายรูปหลายจุด แต่คณะเราป้อแป้จากการ เดินมาทั้งเช้าแล้ว เลยมีแต่คนจะเร่งไปให้ถึงรถตู้เพื่อจะได้ทานข้าวเที่ยงต่อไป

ปราสาทตาพรหม
หลังจากรับประทานอาหารเที่ยงแล้ว ก็เป็นการเยี่ยมชมปราสาทตาพรม ปราสาทแห่งนี้เป็นปราสาทที่ตั้งอยู่กลางป่า มีต้นไม้ใหม่ขึ้นแทรกตัวปราสาทหิน ทำให้เกิดความสวยงามแปลกตา หลายๆ คนชอบไปถ่ายรูปกับรากไม้ที่ชอนไช เข้าไปในตัวปราสาท ที่มีอยู่ทั่วบริเวณ

โครงสร้างของปราสาทแห่งนี้สร้างขึ้นในแนวราบ จึงไม่มีอะไรต้องปีนป่ายเหมือนปราสาทหลังก่อนๆ ตัวปราสาทตั้งอยู่ท่ามกลางป่า เราจึงได้ยินเสียงนกเสียงกาตลอดช่วงเวลาของการเข้าชม และต้นใหญ่ที่ขึ้นอยู่มากก็ช่วยทำให้ อากาศในบริเวณนั้นไม่ร้อนมากเกินไปด้วย



จุดที่น่าสนใจ ปรางค์องค์หนึ่งมีห้องข้างในชื่อว่าห้องทุบอก ใครที่เข้าไปในห้องและยืนอยู่ในตำแหน่งที่กำหนดไว้ เมื่อทุบอกแล้วจะเกิดเสียงก้องดัง เชื่อว่าการทุบเช่นนี้จะทำให้ความทุกข์ร้อนหายไป ผมก็ลองไปทุบดูเสียงก็ก้องอย่างที่เขาว่าไว้จริงๆ อีกจุดหนึ่งคือรูปสลักที่ถูกรากไม้ขึ้นบัง ทำให้เห็นแค่หน้าโผล่ออกมา


ปราสาทแห่งนึ้อยู่ระหว่างการบูรณะโดยได้รับงบประมาณจากปราสาทอินเดีย ไกด์เราบอกว่าซ่อมมาเป็นสิบปีแล้วไม่ยักจะเสร็จซะที

จากนั้นพวกเราก็กลับที่พัก เพื่อพักผ่อนกัน ก่อนจะนัดหมายกันอีกครั้งเพื่อเตรียมไปซื้อของที่ตลาดเก่า

ตลาดเก่า
หลังจากพักผ่อนเรียบร้อยแล้ว เราก็ลงมาพบกับไกด์เมื่อเวลา 16.30 น. จากนั้นจึงพาเราเดินไปตลาดใ้ช้เวลากือบยี่สิบนาที ก่อนจะปล่อยให้เราซื้อของตามสบาย



ตลาดเก่าเป็นตลาดที่ขายเสื้อผ้าและของที่ระลึกเป็นส่วนใหญ่แต่ก็มีส่วนหนึ่งเป็นตลาดสดด้วย คณะที่ไปไม่ค่อยมีใครซื้ออาหารกลับไปเท่าไหร่ เพราะไปถามราคาแล้วปรากฎว่า ของกินอย่างปลาแห้งที่นี่กิโลละ 200 บาท หลายคนๆ ก็บอกว่ากับไปซื้อเจ้าอร่อยๆ กินทีบ้านเราก็ได้


ผมเดินไปพร้อมๆ กับพี่ผู้หญิง ตอนแรกนั้นทุกคนต่างแยกย้ายกันเป็นสองสามกลุ่มๆ ต่อมาเราพบว่า การเดินแยกกันไม่ค่อยสะดวกหลายๆ อย่างเลยกลับมาเดินด้วยกัน เมื่อเจอร้านใดที่ดูน่าจะยินดีรับการต่อราคาจากพวกเราร้านนั้นก็จะโดน"รุม"

การที่เราไปซื้อของพร้อมๆ กันแบบนี้มีข้อดีหลายอย่าง เช่น เราจะมีคนหลายคนที่ช่วยคุยกับแม่ค้าได้ไม่ว่าจะเป็นภาษาอังกฤษหรือเขมรก็ตาม ผู้ซื้อต้องการซื้อสินค้าในปริมาณมากทำให้ง่ายในการต่อราคา กรณีที่สินค้าไม่พอหรือไม่มีสินค้าแม่ค้าก็จะหยิบร้านข้างๆ มาให้เราเอง สุดท้ายผู้ซื้อทุกคนจะได้สินค้าในราคาใกล้เคียงกันเพราะสำหรับ(ผู้หญิง)บางคนแล้วการซื้อของได้แพงกว่าคนอื่นเป็นเรื่องใหญ่เอามากๆ

หลังจากนั้นพวกเราไปรับประทานอาหารเย็นที่ร้านอาหารจีนชื่อร้าน Red Shoes ที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ ตลาดนั่นเอง

ตลาดกลางคืน
หลังจากทานอาหารเสร็จ ไกด์แนะนำให้เราไปเดินเล่นที่ตลาดกลางคืนที่อยู่ใกล้ๆ ตลาดแห่งนี้มีลักษณะเดียวกันกับตลาดเก่า แต่ดูจะขยายของที่หรูกว่า แพงกว่า เช่น พวกเครื่องประดับ เสื้อผ้าหรู และเปิดในช่วงเวลากลางคืนในขณะที่ตลาดเก่าจะปิดแล้ว


ที่นี่ผมใช้เวลาพักใหญ่ช่วยพี่เขาซื้อปลอกหมอนปักเป็นรูปนครวัด สุดท้ายได้ในราคาคู่ละ 120 บาท ก่อนจะเดินกลับห้อง ระหว่างทางพี่คนหนึ่งซื้อซีดีคาราโอเกะในราคาแผ่นละ 1500 รีล(ประมาณ 11.50 บาท)

เพิ่มเติม
- ชมภาพวันที่สองทั้งหมดได้ที่นี่

28 ต.ค. 2552

การเดินทางไปชมปราสาทนครวัดและนครธม วันที่ 1/3

ผมและลูกศิษย์ชั้นเรียนภาษาเขมรในจังหวัดาสุรินทร์ได้มีโอกาสได้เดินร่วมกับคณะทัวร์ที่จัดโดย อ.ชัยมงคล พร้อมนักท่องเที่ยวอีกจำนวน 8 คนส่วนใหญ่มาจาก จ.นครราชสีมา เดิน่ทางไปเยี่ยมชมปราสาทนครวัดและนครธม ที่ จ.เสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา ระหว่างวันที่ 23-25 ตุลาคม 2552

การท่องเที่ยวต่างประเทศครั้งแรกในชีวิตนี้ให้ประสบการณ์ใหม่หลายๆ อย่างกับผม ประเทศเขมรทุกวันนี้ไม่ได้ลำบากยากเข็ญเหมือนจากเคยเห็นที่ตลาดโรงเกลือ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ชีวิตของชาวบ้านที่เห็นปกติสุขดีคล้ายกับชีวิตชนบทในบ้านเรา การเดินทางก็สะดวกสบาย การบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวในเมืองเสียมเรียบก็มีมาตรฐาน และที่ประทับใจคือ ผู้ที่ให้บริการนักท่องเที่ยวพูดภาษาอังกฤษและภาษาอื่นๆ ได้ดีอย่างน่าทึ่ง ไม่เพียงแต่มัคคุเทศก์หรือพนักงานโรงแรม แม้กระทั่งแม่ค้าในตลาด, มอเตอร์ไซค์, สามล้อเครื่อง ก็มีทักษะเหล่านี้

การเดินทางช่องสะงำ-เสียมเรียบ


คณะเราเดินทางโดยรถตู้มาที่ช่องสะงำ อ.ภูสิงห์ จ.ศรีษะเกษ "คุณฉาย"ไกด์ของเราและรถตู้ที่ติดต่อไว้มาคอยทางฝั่งกัมพูชาแล้ว วันนั้นมีคณะทัวร์หลายคณะมาข้ามพรมแดนพร้อมๆ ที่มาจากจังหวัดสุรินทร์ของเราก็มี หลังจากใช้เวลาดำเนินการเรื่องการผ่านแดนประมาณ 1 ชั่วโมงกว่า คณะของเราทั้ง 11 ชีวิตก็เดินทางต่อโดยรถตู้ ไปตามทางหลวงสาย 66 ผ่านเมืองอันลองเวง พนมกุเลนถึงตัวเมืองเสียมเรียบเมื่อประมาณ 12.30 น.


พวกเราแวะรับประทานอาหารเที่ยงแบบบุฟเฟต์่ที่ร้านอาหารโตนเลจตุมข ในเมือง ก่อนเดินทางเข้าพักที่โรงแรมริเวียราที่อยู่ใกล้กันและพักผ่อนในโรงแรมจนกระทั่งเวลา 15.30 น.

พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ

พิพิธภัณฑ์แห่งชาติกัมพูชามาแสดงมาได้ประมาณปีครึ่ง เรื่องราวที่จัดแสดงเกี่ยวข้องกับโบราณสถานและโบราณวัตถุในบริเวณเมืองเสียมเรียบ ไกด์ได้แนะนำให้เราเข้าชมสถานที่แห่งนี้ก่อน เพื่อปูพื้นฐานทำความเข้าใจภาพรวมๆ ของประวัติศาสตร์โดยรวมของนครวัดและนครธมก่อนที่จะเข้าชมสถานที่จริงในวันพรุ่งนี้


ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้แบ่งการจัดแสดงเป็นห้องต่างๆ แต่ละห้องเรื่องราวเฉพาะเรื่องๆ ไป เรียงตามลำดับช่วงเวลาประวัติศาสตร์ ที่จะแบ่งเป็นยุคใหญ่ได้สามยุคคือ ยุคก่อนนครวัด ยุคนครวัด และยุคนครวัด ในแต่ละห้องไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพ ชื่อห้องเท่าที่ผมจำได้ก็ เป็นห้องพระพุทธรูป ห้องศาสนาพร ห้องทับหลัง ห้องภาพสลัก ห้องกษัตริย์มหาราชเมืองพระนคร เป็นต้น

ศิลปวัตถุที่จัดแสดงนั้นจะมีป้ายคำอธิบายประกอบทั้งภาษาเขมรและอังกฤษ บางห้องมีเครื่องฉายโปรเจคเตอร์ที่ฉายภาพยนต์สั้นๆ ประมาณสิบนาทีเกี่ยวกับเรื่องราวของศิลปวัตถุที่แสดงอยู่ในห้อง มีเมนูให้เลือกคำบรรยายได้หลายภาษารวมทั้งภาษาไทยด้วย

ไกด์พาเราเดินชมไปทั่วบริเวณพร้อมทั้งอธิบายสั้นๆ เฉพาะส่วนที่สำคัญหรือเรื่องที่มีผู้สงสัย เนื่องจากเขาพูดภาษาไทยไม่ได้เลย แรกๆ เลยใช้วิธีพูดเป็นภาษาอังกฤษแต่ก็ยังสื่อสารกันลำบาก สุดท้ายเขาพูดเป็นภาษาเขมรแล้วผมค่อยแปลให้พรรคพวกได้ฟัง เราใช้เวลาอยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติประมาณหนึ่งชั่วโมงก่อนเดินทางต่อเพื่อซื้อตั๋วสำหรับเข้าชมนครวัดในวันรุ่งขึ้น

การซื้อตั๋วและเดินเล่นบริเวณนครวัด

ตั๋วเข้าชมปราสาทนครวัดและนครธมมีหลายราคาตามระยะเวลาในการเข้าชม รายวัน รายสัปดาห์ โดยตั๋วรายวันนั้นมีราคาใบละ 20 เหรียญสหรัฐ ตั๋วแต่ละใบจะมีรูปถ่ายใบหน้าของเจ้าของตั๋วติดไว้ด้วย ตั๋วเข้าชมในแต่ละวันจะเปิดจำหน่ายตั้งแต่เวลา 16.00 น. ของวันก่อนหน้า เพื่อให้ผุ้ที่ซื้อตัวสามารถเข้าชมปราสาทพนมบาเค็งในช่วงพระอาทิตย์ตกในวันก่อนหน้าได้

ที่ขายตั๋วอยู่ทางบริเวณพื้นที่ของปราสาทในเสียมเรียบ ผู้ที่ซื้อตั๋วจะลงมาเข้าแถวถ่ายภาพที่ละคน การถ่ายภาพทำได้รวดเร็วมาก นาทีหนี่งสามารถถ่ายภาพได้ประมาณ 5-6 คนเห็นจะได้ ผู้ที่มาซื้อตั๋่วช่วงนั้นประมาณพันกว่าคนเห็นจะได้ และส่วนใหญ่ก็เป็นคนไทยด้วย


(นี่คือเจ้าหน้าที่ขายบัตร มือขวาของเธอที่กำลังกดปุ่มถ่ายรูปอยู่ บนไหล่ซ้ายจะสังเกตเห็นกล้องและหลอดไฟ เราแค่ไปยืนหน้าเธอสักสองก้าว สักแป๊ปเธอก็จะกดปุ่มแล้วตั๋วก็จะไหลออกมาเลย)

ก่อนเข้าบริเวณจะมีเจ้าหน้าที่มาตรวจตั๋วที่รถตู้ โดยเข้าจะดูคร่าวๆ ว่าจำนวนตั๋วกับจำนวนคนเท่ากันหรือไม่ ก่อนจะปล่อยเข้าไป และเมื่อจะเ้้ข้าชมปราสาทใดๆ จะมีเจ้าหน้าคอยตรวจตั๋วแบบละเอียดอีกที

แรกที่เดียวไกด์เสนอให้เราไปชมพระอาทิตย์ตกที่พนมบาเค็ง หลังจากมีการหารือกับคณะมีการเปลี่ยนแผนโดยพาเราไปวนรอบปราสาทนครวัดและเดินเล่นและถ่ายภาพบริเวณบารายแทน ช่วงนี้ผมได้คุยเล่นอะไรหลายๆ กับไกด์ของเราด้วย ซึ่งจะได้นำเสนอให้ท่านได้ทราบในโอกาสต่อไป

การรับประทานอาหารเย็นและชมการแสดงนาฏศิลป์
หลังจากนั้นคณะเราก็ไปรับประทานอาหารเย็นที่ร้านอาหารชื่อพนมกุัเลน ร้านนี้เป็นร้านอาหารขนาดใหญ่จุดคนได้ประมาณพันคน เมนูอาหารก็เป็นแบบบุฟเฟต์


พวกเราไปถึงร้านอาหารเมื่อ 18.00 น. ระหว่างรอการแสดงโชว์ซึ่งจะเริ่มเมื่อประมาณ 19.30 น. ก็พากันทานข้าวก่อน บางคนถึงขนาดขอไปเดินซื้อของข้าวนอก กลับมาก็ยังต้องรอพักใหญ่ กว่าการแสดงจะเริมเกือบทั้งคณะก็ตาปรือกันถ้่วนหน้า


การแสดงส่วนใหญ่เราก็เห็นมาแล้วในประเทศไทย เช่น ระบำชะเนียง(เครือมือหาปลาชนิดหนึ่ง),ระบำกะลา,รำเมลขาล่อแก้ว,หนุมานกับนางเบญกาย และชุดระบำอัปรา

การแสดงจบเมือ 20.30 น. จากนั้นพวกเราจะเดินทางกลับที่พัก

เพิมเติม
- ชมภาพถ่ายวันแรกทั้งหมดได้ที่นี่