การเดินทางไปชมปราสาทนครวัดและนครธม (แถมท้าย)

(บทความนี้เป็นตอนที่สี่ ของบทความเรื่อง "การเดินทางไปชมปราสาทนครวัดและนครธม" ซึ่งมีสี่ตอน คือ วันที่หนึ่ง, วันที่สอง, วันที่สาม และ เก็บตก)
ผมขอเก็บตกเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่น่าสนใจจาการเดินทางไปเขมรมาเล่าให้ฟัง
แผนที่การเดินทาง
คลิ๊กทีึ่หมุดเพื่อชมรายละเอียดได้เลยครับ

View AngorWatTrip in a larger map




การศึกษาตามอัธยาศัยที่ประเทศกัมพูชา
ผมบอกกับทุกคนที่ประเทศไทยว่า สิ่งที่ผมประทับใจที่สุดไม่ใช่ปราสาทนครวัด แต่ทึ่งที่คนกัมพูชาใช้ภาษาอังกฤษได้ดี ไม่ใช่แค่ไกด์ พนักงานโรงแรม หรือพนักงานเสิร์ฟเท่านั้น แม้แต่แม่ค้าหรือมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ก็พูดอังกฤษได้ดี บางคนพูดไทยได้อีกต่างหาก พูดได้ดีของผมคือ เขาสามารถสื่อสารกับเราได้รู้เรื่องโดยใช้คำศัพท์ง่ายๆ มาประกอบเป็นวลี


ในช่วงเช้าวันทีสองผมเดินเล่นในเมืองเสียมเรียบ เห็นป้ายประกาศเล็กๆ ติดตามต้นไม้บ้าง เสาไฟฟ้าบ้าง หากเป็นในบ้านเราจะเป็นโฆษณาไฟแนนซ์ หรือเอาบัตรซื้อของมาแลกเป็นเงินสด แต่ที่นั่นต่างกัน ส่วนใหญ่จะเป็นโฆษณาหลักสูตรสอนภาษาอังกฤษ หรือเยอรมันก็มี เป็นหลักสูตรสั้นๆ เกี่ยวกับการเป็นมัคคุเทศน์


นี่เป็นภาพที่ผมถ่ายมาจากห้องเรียนแห่งหนึ่งในหมู่บ้านกลางน้ำกำปงพลุก จะเห็นเขาใช้สัทอักษร(Phonetic) ในการเรียนภาษาอังกฤษด้วย ผมไม่คิดว่าการใช้ Phonetic ในการเรียนภาษาอังกฤษเป็นสิ่งยอดเยี่ยมมากมายอะไร นี่เป็นเรื่องธรรมดาที่เขาใช้กันทั่วโลก ส่วนที่ประเทศไทยไม่ไ้ด้ใช้เพราะประเทศเราเป็นประเทศพิเศษ เรามีหลักสูตรแบบไทยๆ ที่ไม่จำเป็นต้องเหมือนชาติใดในโลก ส่วนผลจากหลักสูตรก็อย่างที่เห็น เรียนกันเป็นสิบปีกลับพูดภาษาอังกฤษไม่ได้

การทำให้คนครึ่งเมืองเสียมเรียบพูดอังกฤษแบบนี้ได้ไม่ใช่เรื่องธรรมดา ต้องมีการจัดการอย่างดีพอสมควร นี่คือการเรียนรู้ตามอัธยาศัยที่เห็นผลจริงๆ ในขณะที่ในบ้านเรายังพยามจัดการเรื่องเหล่านี้โดยการออกกฎหมาย ตั้งองค์การ และการปฏิรูปไม่สิ้นสุด

เกี่ยวกับมัคคุเทศน์

มัคคุเทศน์ของเราชื่อ คุณฉาย ครับ หนุ่มวัย 24 ปี บ้านเกิดอยู่ทีจังหวัดกัมโปตแต่มาทำงานที่นี่่หลายปีแล้ว จบการศึกษาปริญญาตรีทางวรรณคดีและกำลังศึกษาในระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยในเมืองเสียมเรียบ

คุณฉายเรียนภาษาไทยระยะเวลาสั้นๆ มาหลายปีจนลืมไปหมดแล้วทำให้เขาก็พูดไทยไม่ได้เลย สองสามวันนี้ผมสอนเขาคำหนึ่งคือคำว่า "ทางนี้ครับ" คำนี้มันพูดบ่อยมาก เขาพูดได้อย่างน้อยสองภาษาคืออังกฤษและสเปนครับ ภาษาอังกฤษนี่เขาใช้ืสื่อสารกับกลุ่มใหญ่ๆ แต่สำหรับคณะเราจากสุรินทร์นี้เขาจะพูดด้วยภาษาเขมร ส่วนสเปนนี่ผมเห็นเขาทักทายกับนักท่องเที่ยวที่เคยเป็นลูกค้าเขาที่ปราสาทตาพรหมแล้วฟังดูไพเราะดีนะ (ผมเคยได้ยินใครพูดภาษานี้มาก่อน)

ไกด์ที่เมืองเสียมเรียบนี่จะมีการขึ้นทะเบียนมีเครื่องแบบเป็นเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีส้ม ตรงบ่ามีอาร์มติดด้วย นักท่องเที่ยวเกือบทุกคณะมักจะมีไกด์ไปด้วยเสมอ เมื่อพวกเขาเจอกันก็ทักกันไปมาเหมือนพวกเขาจะรู้ัจักกันไปหมด คำถามที่ได้ยินพวกเขาเขาทักกันคือ "(ลูกทัวร์)กี่คนครับ?" หรือไม่ก็ "คนชาติอะไร?"

คุณฉายมีวิธีนำทัวร์แบบแปลกๆ ดังที่ผมเคยเล่าเรื่องการเดินชมปราสาทในวันที่สอง แกเล่าให้ฟังว่านักเที่ยวที่เขาให้บริการนั้นส่วนใหญ่เป็นชาวตะวันตก มักจะชอบอะไรที่เงียบๆ และเป็นส่วนตัว และมักจะชอบสิ่งที่เขาทำให้

ระหว่างไปเที่ยวที่หมู่บ้านกำปงพลุก เขาก็พาเราไปเที่ยวได้เป็นกลุ่มแรกเพราะเราออกกันตั้งแต่หนึ่งโมงเช้า นักท่องเที่ยวรายอื่นๆ เพิ่งสวนทางกับเราเมื่อเรากำลังออกจากหมู่บ้านแล้ว เขาเล่าให้ฟังว่า การพาคนออกเจ็ดโมงเช้ากับแปดโมงเช้าต่างกันมาก ช่วงเวลาต่างหนึ่งชั่วโมงนี้ไม่ได้หมายความว่าเราจะเที่ยวเสร็จ ทานข้าวเสร็จห่างกันหนึ่งชั่วโมง การพาลูกทัวร์ออกตอนสองโมงเช้าจะต้องมาพบกับความจอแจร่วมกับนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นๆ คนที่ออกสายๆ ก็มีแนวโน้มจะเนือยกว่าปกติ นี่จะทำให้กำหนดการต่างๆ ล่าไปกว่าหนึ่งชั่วโมง

งานแต่งงานของชาวเขมร

ระหว่างออกมาจากนครวัดเห็นคู่บ่าวสาวชาวเขมรแต่งตัวสวยๆ มาถ่ายรูปกันหลายคู่ สอบถามได้ความว่าวันนั้น(24 ต.ค. 52) เป็นวันฤกษ์ดี ชาวบ้านนิยมจัดงานแต่งหลายคู่ ผมนับดูแล้วประมาณ 8 คู่เห็นจะได้


คู่บาวสาวที่ถ่ายรูปเขาจะไม่ได้มาคู่เดี่ยวแต่จะต้องพาเพื่อนบ่าวสาวมาอีกสามคู่ให้ครบตามธรรมเนียม ผมสอบถามเรื่องค่าใช้จ่ายในการแต่งงาน เขาบอกว่าคนที่มีการงานประจำหน่อย ค่าใช้จ่ายน่าจะประมาณนี้
- ค่าสินสอด ประมาณ 5000 ดอลลาร์( 170,000 บาท)
- ค่าเช่าชุดแต่งงาน รวมถึงชุดเพื่อนเจ้าบ่าวสาว ดังที่เราเห็นในวันนี้ จะเหมาตลอดงานในราคา 700 ดอลลาร์(23,800 บาท) รวมทั้งค่าช่างแต่งหน้าตลอดงานด้วย
- เลี้ยงโต๊ะจีน ราคาโต๊ะละ 50-70 ดอลลาร์(1,700-2,380 บาท)
ราคานี้ไม่รวมเครื่องดื่มนะครับ โดยทั่วไปแล้วแขกก็จะใส่ซองช่วยงานเริ่มต้นที่ 20 ดอลลาร์ (680 บาท)

ย้ำนะครับว่าราคานี้สำหรับคนที่มีหน้ามีตาสักหน่อย สำหรับคนในชนบทก็อาจจะไม่ดุเดือดเท่านี้

การเดินทางและรถยนต์
ตลอดสามวันในเขมรเรานั้นคณะเราใช้รถตู้ที่ไกด์เตรียมมา เส้นทางเกือบทั้งหมดอยู่ในขั้นดีมาก ทางหลวงหมายเลข 6 ที่เคยเป็นตำนานให้ใครๆ หลายคนกลับมาเล่าถึงความยากลำบาก ตอนนี้บูรณะมาได้ประมาณปีครึ่งเป็นถนนแบบสองเลนมีไหล่ทางเช่นเดียวกับทางหลวงจังหวัดในบ้านเรา แต่ผิวถนนเขาดีกว่ามาก จากช่องสะงำถึงเสียมเรียบ ระยะทาง 140 กม. ใช้เวลาวิ่งแค่ 2 ชม.เท่านั้น

นี่คือรถตู้ที่เราใช้ เจ้าของเล่าว่าซื้อมาในราคา 10,000 ดอลลาร์ (34,000 บาท)

การแลกเงินและการซื้อของ
ที่เมืองเสียมเรียบสะดวกในการรับเงินดอลลาร์ รีล และบาท ตามลำดับ อัตราแลกเปลียนขณะนั้นคือ 1 บาท ต่อ 125 รีล เมื่อเราดูข่าวอัตราแลกเปลี่ยน จะมีว่าอัตราแลกเปลี่ยนสองค่าคือ ซื้อและขาย ซึ่งผมค่อยเข้าใจเรื่องนี้นักแต่ได้ความกระจ่างเอาในครั้งนี้

สมมติว่าคุณเดินเข้าไปในร้านแลกเงิน คุณแลกเงินมาได้ในอัตรา 1 บาทต่อ 125 รีล ขณะเดินออกมาหน้าร้านคุณเกิดเปลี่ยนใจ กลับไปแลกเงินคืนทั้งหมด คุณจะไม่สามารถแลกได้ในอ้ัตรา 125 รีลต่อ 1 บาทอีกแล้ว คุณอาจจะต้องแลกกลับในราคา 130 รีลต่อ 1 บาทแทน เพราะทางร้านเขาจะกินส่วนต่างทุกครั้งที่คุณแลกด้วย


ในการซื้อของนั้น ผู้ัชายชอบซื้อพวงกุญแจ ผู้หญิงชอบซื้อผ้าพันคอบ้าง ปลอกหมอนบ้าง ส่วนสินค้ายอดฮิตของทั้้งสองเพศคือ เสื้อยืด ราคาตัวละ 40-50 บาท

ในการซื้อของ คนไทยชอบถามราคาเป็นเงินบาทเพื่อสะดวกในการตัดสินใจ หลังจากต่อรองเสร็จตอนจ่ายเงินจะขอจ่ายเป็นเงินรีลเพราะแลกไว้เยอะแล้ว ปรากฎว่าต้องมาต่อรองเรื่องราคาแลกเปลี่ยนกันอีกรอบ เพราะหลายคนๆ ก็คิดว่าการขายเงินกลับเป็นราคาเดียวกับราคาซื้อ หรือบางร้านก็ตั้งราคาแลกกลับเหมือนตามใจตัวเองก็มี

ตอนหลังๆ พวกคนซื้อก็เรียนรู้ว่าหากจะจ่ายเป็นเงินอะไรก็ถามราคาและต่อรองเป็นเงินนั้นให้เสร็จเลย จะทำให้การซื้อขายราบรื่นขึ้น

ขั้นตอนการผ่านพรมแดน


การเข้าออกด่านตรวจคนเข้าเมืองไม่ยากอย่างที่คิดครับ สิ่งแรกที่คุณควรรู้จักคือ วีซ่า(VISA) คือหลักฐานอนุญาตให้เข้าประเทศ โดยทั่วไปเป็นตราประทับ แต่ของประเทศเขมรเขาเป็นสติ๊กเกอร์ การขอวีซ่าสามารถขอได้ที่สถานกงสุลของประเทศนั้นๆ หรือบางประเทศก็อนุญาตให้เราไปขอที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองได้เรียกว่าการขอแบบ on arrival

ประเทศไทยมีข้อตกลงกับหลายประเทศเรื่องการยกเว้นขอวีซ่า เช่น ลาว ,เวียดนาม ,มาเลเซีย ,สิงค์โปร์ เป็นต้น

การขอวีซ่าเข้าประเทศกัมพูชา จะมีแบบฟอร์มเรียกว่า Visa Application Form คุณต้องกรอกใบนี้ แนบรูปถ่ายหนึ่งนิ้วหนึ่งรูปพร้อมเงินอีก 900 บาท สำหรับวิซ่าประเภทนักท่องเที่ยว มีอายุ 30 วัน เสียดายไทยยังไม่มีข้อตกลงเรื่องการยกเว้นวีซ่า หากดำเนินการเรียบร้อยจะประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้เยอะเลย

สำหรับขั้นตอนการผ่านด่านขาไปมีดังนี้
1. กรอกใบ ตม.6 ทางฝั่งไทย เพื่อให้เจ้าหน้าที่ประทับตราออก
2. ขอ VISA จากทางฝั่งเขมร
3. เมื่อได้ VISA แล้วก็ กรอกใบผ่าน(คล้าย ตม.6 ของเรา) เพื่อให้ ตม.เขมร ประทับตราเข้าประเทศให้

สำหรับขากลับ ก็ย้อนมาทำขั้นตอนที่ 3 และ 1 ตามลำดับ

อาหารการกิน
ส่วนมากเรารับประทานอาหารแบบบุฟเฟต์ที่โรงแรม มีสองสามร้านที่น่าประท้บใจขอมาเล่าให้ฟัง

ร้านแรกชื่อ รุมดูล อังกอร์(ดอกลำดวนนครวัด) ร้านนี้เป็นร้านโชว์อาหารแบบเขมรครับ อาหารก็มีทั้งผัดและแกงคล้ายๆ บ้านเรา จำได้ว่าผัดนี่เนื้อหั่นชิ้นใหญ่มากๆ

เมนูที่จำได้ดีคือ ผัดผักบุ้งไฟแดง มาตอนที่เรากำลังจะกลับแล้ว เสิร์ฟหลังผลไม้ซะด้วยซ้ำ ทั้้งคณะเลยเวียนกันตักใส่จานกันให้รีบๆ หมดไป จานนี้แทนที่จะผัดกับน้ำมันหอยแบบบ้านเรา เขากลับเอาซอสพริกมาผัดครับ หลายคนชิมแล้วก็บอกรวมๆ ถึงอาหารเขมรว่า ก็คล้ายกับอาหารบ้านเรา แต่จะอร่อยแปลกๆ เพราะเครื่องปรุงบางอย่างจะต่างกัน


ที่ร้านผมลองอ่านเมนูเล่นๆ อาหารจานเดียวพื้นๆ เช่น ข้าวไข่เจียว ราคาจะเริ่มต้นที่ 3 ดอลลาร์ พวกแกง ผัด เป็นจานก็จะเริ่มที่ 4 ่ดอลลาร์

อีกร้านคือร้านอาหารจีนชื่อ Red Shoes เราทานมื้อเย็นของวันที่สองของร้านนี้ ก็เป็นอาหารจีนเหมือนที่เราไปทานตามภัตตาคารในบ้านเรา สำหรับผมนานๆ ทานทีรสชาติก็ใช้ได้ แต่สำหรับหลายๆ คนอาจจะมันและเลี่ยนกระมัง เลยต้องขอพริกน้ำปลามาเพิ่ม

เมนูพิเศษคือเนื้อจรเข้ครับ เขาทำมาเป็นเนื้อกะทะร้อน ลองทานดูรสชาติคล้ายเนื้อไก่ครับ แต่ทานนิดๆ หน่อยพอรู้รสชาติไม่กล้าทานเยอะ

สิ่งที่ผมไม่ประทับใจอย่างยิ่งเกี่ยวกับเรื่องอาหารในเขมรคือคือไม่ได้ให้บริการน้ำดื่มฟรีๆ เหมือนบ้านเรา บางร้านจะแจกน้ำดื่มมาแค่สองขวดสำหรับทั้งคณะ ในบางร้านแม้ว่าอาหารจะเป็บแบบบุฟเฟต์แต่ก็ต้องซื้อน้ำดื่มเอง

โรงแรมที่พัก



เราพักกันที่โรงแรมริเวียราอังกอร์ กลางเมืองเสียมเรียบ เป็นโรงแรมระดับสามดาวมาตรฐานเดียวกับที่หน่วยงานราชการจัดให้ตอนที่เราไปประชุมนั่นแหล่ะครับ ตอนเช้าก็มีอาหารเช้าด้วย ห้องหนึ่งพักได้ละสองคน ส่วนราคานี่ไม่แน่ใจ คาดว่าน่าจะอยู่ที่ 15-40 เหรียญต่อห้องต่อวัน ขึ้นกับว่าซื้อโดยใคร ช่วงไหนของปี

การอ่านภาษาเขมร
แม้ว่าผมจะอ่านภาษาเขมรได้บ้าง แต่เอาเข้าจริงๆ การอ่านป้ายต่างๆ ก็ยากพอสมควร เพราะเขามักจะเขียนป้ายด้วยตัวเขียนที่เรียกว่าตัวโมล ขณะที่ตามหนังสือทั่วไปจะพิมพ์ด้วยตัวเจรียง กลับมา่น่าต้องฝึุกอ่านตัวโมลเยอะๆ หน่อย

ความคิดเห็น

suvachan charnchiew กล่าวว่า
ได้อ่านแล้ว บทความแถมท้ายนี้ ประทับใจในรูปแบบการเขียนของคุณจริง ๆ เป็นการเขียนในรูปแบบสบาย ๆ แต่แฝงไว้ด้วยเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยได้อย่างเหมาะเจาะและลงตัว อ่านแล้วเสมือนหนึ่งว่าได้เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางในครั้งนี้ทีเดียว

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

C001-2.1 ดีไวซ์ไดรเวอร์ และโปรแกรมดีไวซ์เมเนเจอร์

Jonathan Livingston : Seagull

การทำตัวอักษรเส้นประ