งานรวมพล คน กศน.สุรินทร์ 7 ต.ค. 52

กศน.สุรินทร์ได้จัดกิจกรรมงานรวมพลคน กศน.ในเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 52 ที่โรงแรมทองธารินทร์ ช่วงเช้ามีการจัดเวทีเสวนา"มรดกทางปัญญา... คุณค่างาน กศน." ช่วงบ่ายเป็นการบรรยายเฮฮา นานาสาระ "งา่นได้ผลคนเป็นสุข" โดย อ.ทองสุข มันตาทร

หลังจากพิธีเปิดในช่วงเช้าแล้ว ผอ.กศน.สุรินทร์ ได้บรรยายสั้นๆพร้อมให้โอวาท ท่านเล่าถึงที่มาที่ไปของกิจกรรมวันนี้ว่า เนื่องจากหน่วยงาน กศน.ของเรามีการเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด หากปล่อยให้เปลี่ยนไปแบบไม่มีจุดยืนของตัวเอง สักวันหนึ่ง กศน.คงจะ"ไร้ค่า" วันนี้เลยได้นำผู้ที่มีส่วนวางรากฐานของ กศน. ในยุคต่างๆ มาเล่าให้ฟังถึงแนวคิดที่เป็นแก่นของ กศน.

สำหรับผู้ร่วมวงเสวนานั้นคือ ผอ.วีรวุฒิ บุญมี อดีต ผอ.กศน.สุรินทร์ ,ผชช.ชานนท์ พงศ์อุดม อดีต ผู้เชี่ยวชาญจาก กศน.,ผอ.นิคม ทองพิทักษ์ อดีต ผอ.สถาบัน กศน.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ ผอ.วิลาวัณย์ ศรศิลป์ อดีต ผอ.สนง.กศน.จ.อุบลราชธานี โดยมีพิธีกรคือ อ.วิมลพรรณ และ อ.สุภาพร ร่วมพูดคุยซักถาม


ในการเสวนาครั้งนี้ มีการพูดในหลากหลายประเด็น จะขอจับมาให้อ่านเฉพาะประเด็นหลักๆ นะครับ
ยุคเริ่มต้นการศึกษาผู้ใหญ่
ผอ.วีระวุฒิ : เดิม กศน.ไม่ได้เป็นหน่วยงานเอกเทศเช่นปัจจุบัน แต่มีจุดเริ่มต้นมาจากงานการศึกษาประชาชน อยุ่ในความควบคุมของศึกษาธิการจังหวัด โดยมีศึกษานิเทศเป็นผู้รับผิดชอบงานนี้ ขณะนั้นท่านเป็นศึกษานิเทศน์ที่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ดูแลเรื่องนี้ เมื่อเริ่มดำเนินการผู้บังคับบัญชาบอกกับท่านสั้นๆ ว่า "ให้เอาคนไม่รู้หนังสือมาสอน แล้วก็สอบ" เพื่อให้อ่านออกเขียนได้เรียกว่า การศึกษาระดับ 1,2

ต่อมาก็มีจัดตั้งหน่วยงานที่ฝึกอบรมในการจัดการศึกษาผู้ใหญ่ เช่น ศูนย์กลางอบรมการศึกษาผู้ใหญ่จังหวัดอุบลราชธานี (ศ.อ.ศ.อ.) เป็นต้น หลักสูตรที่อบรมก็เช่น จิตวิทยาผู้ใหญ่ การสอนผู้ใหญ่ ฯ

ผชช.ชานนท์ : การศึกษาผู้ใหญ่เริ่มในยุคที่ประชากร 6 ล้านคนจาก 12 ล้านคนอ่านหนังสือไม่ออก วัตถุึประสงค์แรกสุด คือ สอนคนไม่รู้หนังสือให้อ่านหนังสือให้ออก ต่อมาเมื่ออ่านออกแล้วก็ให้อ่านเรื่องที่เป็นความรู้ในชีวิตประจำวัน แบบนี้เรียกว่า "การศึกษาแบบเบ็ดเสร็จ"(Functional Literacy) ซึ่งในแบบเรียนแบบเบ็ดเสร็จนี้บทแรกมีชื่อว่า "การเผาตอซังข้าว" ที่หลายๆ คนก็คุ้นกันดี ถัดมาอีกเป็น "การศึกษาเพื่ออาชีพ" อันนี้ต้องการให้คนได้รู้จักประำกอบอาชีพเลี้ยงตนเอง และท้ายสุดเป็น "การศึกษาเพื่อชีวิตและสังคม" มุ่งหวังให้คนอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข

ยุคกรมการศึกษานอกโรงเรียน
ผอ.วีรวุฒิ : เมื่อก่อตั้งเป็นกรม (ปี 2524 -ผู้บันทึก) มีการโอนย้ายศึกษานิเทศของกรมสามัญและครูจากโรงเรียนฝึกอาชีพเข้ามา ดร.โกวิทย์ วรพิพัฒน์ อธิบดีคนแรกได้วางปรัชญา "คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น" เอาไว้ หลังจากนั้น กศน. พยามจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต นำประชาชนออกจากวงจร "โง่ จน เจ็บ" และมีคำขวัญหลายๆ อย่างจากโฆษณาเครื่องใช้ไฟฟ้าเ่ช่น "นำสิ่งที่ดีสู่ชีวิต" "ก้าวล้ำไปในอนาคต"

อัตลักษณ์ที่สำคัญของ กศน.คือ คลุกอยู่กับชาวบ้าน กิจกรรมที่ทำให้เป็นที่รู้จักคือการออกไปฉายหนัง เฮฮา สนุกสนานมาก ในสมัยนั้น กศน. สุรินทร์ มีนักพากย์ที่เก่งๆ ชื่อ "ตำบล จ๊ะเจ๊บ" ที่พากษ์หนังทุกเรื่องเป็นภาษาเขมรได้

ผชช.ชานนท์ : ปรัชญาต้นตอ กศน. "คิดเป็น" ก็กำเนิดขึ้นตอนนี้ การทำหลักสูตรสมัยก่อนต้องไปถามชาวบ้าน วางแผนในพื้นที่จริงๆ ต่างจากสมัยนี้ที่หลักสูตรจะลอยมาจากฟ้า จาก "คิดเป็น" กลายเป็น "คิดตาม", "ทำเป็น" ก็กลายเป็น "ทำตาม"


ยุคสำนักงาน กศน.
(ยุคนี้ตรงกับช่วงปฏิรูปการศึกษา ประมาณ ปี 41-50 หลายกรมถูกยุบรวมเป็นแท่ง ส่วน กศน. ถูกลดฐานะเป็นสำนักงานในสังกัดของสำันักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ - ผู้บันทึก)
ผอ.วิลาวัณย์ : ผลจากการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งกำหนดให้มีหลักสูตรแกนกลาง เป็นหลักสูตรที่มี 8 สาระวิชา สำหรับการจัดการศึกษาทั้งในและนอกระบบ ดังนั้น ในปี 2546 กศน.จึงปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลาง โดยมีการกิจกรรมการศึกษานอกโรงเรียนแบ่งเป็น 4 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ การศึกษาพื้นฐาน การศึกษาเพื่อพัฒนาอาชีพ การศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะชีวิต และการศึกษาเพื่อพัฒนาสังคมและชุมชน เป็นที่รู้จักในในชื่อ บัวสี่กลีบ ส่วนการศึกษาตามอัธยาศัยถูกมองว่าเ็ป็นก้านบัวที่ไม่ถูกเขียนลงไป และ
มีวิีธีการจัดกระบวนการเรียนรู้หลายรูปแบบ เช่น quiz, การเรียนรู้ด้วยตนเอง(กรต.), โครงงาน(คง.) เป็นต้น

ผชช.ชานนท์ - ช่วงนี้เน้นเรื่องสหวิทยการ บูรณาการข้ามกลุ่มสาระ ได้แนวคิดจาก UNESCO เช่น Learn to be, Learn to know, Learn to live together

ผอ.วีรวุฒิ : บัวสี่กลีบเป็นการสร้างอัตลักษณ์ใหม่ แต่อย่างไรก็ไม่พ้นเรื่องเกียวกับชีวิตและสังคม

แนวคิดการทำงาน กศน.
ผอ.วีรวุฒิ
- งาน กศน.ไม่ใช่งานแจกของ การที่เราไม่ค่อยทำเหมือนหน่วยงานอื่นจีงไม่ค่อยจะมีเพื่อน ส่วนชาวบ้านก็ชอบของแจก ไปๆมาๆ จะกลายเป็นการจ้างเรียนซะงั้น สำหรับเรื่องนี้ขอให้จำไว้ว่า "กินอย่างอยากจะลำบากจนตาย กินอย่างหิวจะอยู่สบาย"

ผชช.ชานนท์
- ต่อไปเป็นไปได้ว่า กศน.จะเปลี่ยนจากการจัดการศึกษานอกระบบและตามอัธยาศัยไปเป็นการศึกษาตลอดชีวิต
- แนวทางการทำงาน กศน. มักจะเปลี่ยนไปตามอธิบดีหรือรัฐมนตรีในขณะนั้น
- ให้แยกให้ออกว่าอะไรคือโรงเรียน อะไรคือโรงสอน โรงเรียนคือที่รวบรวมความรู้ใ้ห้นักเรียนมาแสวงหา ส่วนโรงสอนคือที่ที่ครูใช้สอน อย่าให้ กศน.กลายเป็นโรงสอน
- ขอให้จัด "การศึกษาเพื่อประชาชน" ไม่ใช่ "การจัดการศึกษาเพื่อข้าราชการ"
- มีความพยามในการจัดสรรงบประมาณเป็นรายหมู่บ้าน แทนที่จะเป็นรายหัวเหมือนในปัจจุบัน เชื่อว่าจะทำให้ดีขึ้น แต่ไม่แน่ใจว่าคืบหน้าไปขนาดไหนแล้ว

ผอ.นิคม
- การศึกษาคือการไปแสวงหา การเรียนคือการรอคนอื่นเอามาให้
- บางคนสงสัยว่าเด็กกับผู้ใหญ่ต่างกันอย่างไร? ขอยกตัวอย่างเรื่องเด็กหญิงปราณีกับประณอม สองพี่น้องคู่แฝด วันหนึ่งกลับมาบ้าน ประนอมไม่สนใจอะไรไปวิ่งเล่น ปราณีเห็นบ้านสกปรกก็หยิบไ้ว้กวาดมากวาด ความแตกต่างระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ไม่ใช่เรื่องของอายุ หรือร่างกาย แต่เป็นเรื่องการคิดเป็น ตัดสินใจได้ ไม่ต้องมีใครมาบอก การสอนผู้ใหญ่คือสอนให้ตัดสินใจ สอนให้แสวงหา ไม่ใช่คอยรับ
- อย่ามองย้อนยุค บริบทเปลี่ยนไป แต่จุดหมายคงเดิม วิญญาณยังคงอยู่

ผอ.วิลาวัณย์
- ต้องทำความเ้ข้าใจกลุ่มเป้าหมาย ยกตัวอย่างคนที่รู้จักวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายคือคนมาขายของหน้าห้องประชุม ถ้าเป็นการประชุมของคนทั่วไปก็จะเอาสร้อยและเครื่องประดับมาขาย ถ้าข้าราชการก็จะเอาขีดประดับบ่ามาขาย ถ้าประชุมผู้บริหารก็จะเอาเชิร์ตแอโรว์ปลอมมาขาย เป็นต้น
- ความเชื่อพื้นฐานคือ ความแตกต่างระหว่างบุคคล, การไตร่ตรองคิดวิเคราะห์
- พยามคิดนอกกรอบแต่ทำในระเบียบ แม้จะมีหลักสูตรแกนกลาง แต่เราก็ปรับอะไรได้อีกหลายอย่าง
- อย่าไปคิดแทนคนอื่นๆ โดยยกตัวอย่าง ในปัจจุบันที่หลักสูตรลอยมาจากฟ้า และนิทานเรื่องแป๊ะฮงกับท่านขุน
- ทำอย่างไรก็ได้ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพเหมาะสมกับชีวิต

เรื่องตะเกียงเจ้าพายุและครูเดินสอน
ผอ.ท่านหนึ่งถามถึงเรื่องตะเกียงเจ้าพายุ มีหลายๆ คนแย่งกันเล่า ผมเลยสรุปรวมๆ มาดังนี้
- สมัยการจัดการศึกษาผู้ใหญ่ ก็อาศัยครูโรงเรียนประถมเป็นครูโรงเรียนศึกษาผู้ใหญ่ด้วย สอนคนที่ไม่มีเวลาเรียนช่วงกลางคืน เรียกสอนตามเวลาราษฎร(ไม่ใช่เวลาราชการ) เลยเริ่มมีการแจกตะเกียงเจ้าพายุไว้ใช้งาน
- ต่อมามีครูเดินสอน เกิดขึ้น ครูเหล่านี้จะเข้าไปอาศัยอยู่ในตำบล ใช้เวลา 5 เดือนต่อตำบล ที่พักมักจะเป็นที่บ้านผู้ใหญ่บ้านหรือกำันัน ครูเหล่านี้ขึ้นกับศึกษาธิการอำเภอและีมีครูประจำการในพื้นที่เป็นครูพี่เลี้ยง
- การสอนเริ่มเมื่อประมาณหนึ่งทุ่ม อุปกรณ์สำคัญคือตะเกียงเจ้าพายุ ครูที่เข้ามาทำงานใหม่ๆ มักจะจุดไม่เป็น ทำไส้ขาดบ่อยๆ หากไส้หมดก็ต้องจุดเทียนแทน เื่มือ่ผู้เรียนมาเรียนก็มักจะพาลูกหลานมาด้วย ส่วนมากแล้วครู กศน.จะต้องสวัสดีนักเรียนเพราะอาวุโสน้อยกว่า นี่เป็นสิ่งทีต่างจากในระบบ ส่วนวันไหนมีงานบุญก็ไม่ต้องเีรียน เพราะตะเกียงจะถูกเอาไปใช้ในงานบุญแทน
- สื่อการสอนในขณะนั้นคือ "แผ่นเรียน" คือหนังสือเรียนที่ไม่มีการเย็บเล่ม เพื่อให้ครูเอาไปสอนวันละแ่ผ่น ถ้าหากให้เป็นเล่มนักเรียนอจจะจะทำหาย เนื้อหาเป็นการบูรณาการเรื่องการอ่านออกเขียนได้เข้ากับความรู้ในชีวิตประจำวัน
- ชาวบ้านจะให้ความเคารพนับถือกันดีมาก ครูเดินสอนบางคนในสมัยนั้นก็บอกว่าแม้กระทั่งตอนนี้ก็ยังไปมาหาสู่กับผู้เรียนอยู่
- ทุกเดือนครูเดินสอนจะต้องเข้ามาตัวจังหวัด เพื่อเบิกไส้ตะเกียงกับน้ำมันก๊าด 2 ปี๊ป ช่วงสิ้นเดือนจะเห็นครู กศน. เหมารถสามล้อจาก บขส. มาที่ กศน. เพื่อขนวัสดุเหล่านี้

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

C001-2.1 ดีไวซ์ไดรเวอร์ และโปรแกรมดีไวซ์เมเนเจอร์

การทำตัวอักษรเส้นประ

แนะนำการเรียนภาษาอังกฤษแบบ Phonics