การเดินทางไปชมปราสาทนครวัดและนครธม วันที่ 3/3

สำหรับวันสุดท้ายของการเดินทาง คณะของเราเดินทางไปชมความเป็นอยู่ของชาวบ้านบริเวณริมทะเลสาปเขมร ทะเลสาปแห่งนี้เป็นแหล่งน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ฤดูน้ำหลากมีพื้นที่ถึง 12,000 ตร.กม. แต่ในฤดูแล้งเหลื้อพื้นที่เพียง 2,500 ตร.กม.เท่านั้น ด้วยเหตุนี้ชาวบ้านที่อยู่อาศัยบริเวณริมทะเลสาปต้องปรับตัวให้สามารถอยู่ได้ทั้งในสภาวะน้ำแห้งและน้ำหลาก

ชมชีวิตของชาวเขมรริมทะเลสาป
พวกเราเดินทางออกจากที่พักตั้งแต่ 07.00 น. หมู่บ้านที่เราเดินทางไปชมชื่อหมู่บ้าน"กำปงพลุก" อยู่ทางห่างไปทางทิศใต้ของเสียมเรียบ 16 กม. โดยเดินทางไปตามทางหลวงหมายเลข 6 จากนั้นแยกออกมาจากถนนใหญ่ประมาณ 4-5 กม. สภาพหมู่บ้านช่วงใกล้ท่าเรือนั้นเป็นหมู่บ้านชนบทมากๆ ถนนเป็นถนนดินธรรมดา(ไม่ใช่ลูกรัง) ชาวบ้านก็ปลูกบ้านไม้ หน้าบ้านมีคอกวัวบ้าง หมูบ้าง คล้ายภาพที่ผมเคยเห็นตอนเด็กๆ


จากนั้นคณะเราก็ลงเรือเมื่อไปชมหมู่บ้านกลางน้ำที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 3 กม. เห็นจะได้ ตามทางที่เราไปจะเห็นแนวต้นไม้จมอยู่ในน้ำ แนวนั้นคือเส้นทางสัญจรในช่วงฤดแล้งที่สามารถเดินทางโดยใช้รถมอเตอร์ไซต์ไปมาได้ ครั้งพอถึงฤดูน้ำหลากน้ำจะท่วมเส้นทางและไร่นาจนหมด ชาวบ้านก็ต้องใช้เรือในการเดินทางแทน



เรือที่เรานั้นนั้นจากจุเต็มที่อาจจะได้ถึง 25 คน มีเสื้อชูชีพครบถ้วน คนขับเรือเป็นหนุ่มน้อยวัย 15-16 ปี สองคนช่วยกันขับ คนหนึ่งคุมพวงมาลัยขณะที่อีกคนดูแลความเรียบร้อยทั่วไปและคอยช่วยคัดหัวเรือตอนที่เรือเลี้ยว ผมคุยเล่นกับแกดูแล้วทราบว่าไม่ได้เรียนหนังสือเลย ฐานะทางบ้านยากจนเลยต้องทำงานตั้งแต่เด็ก



ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงพวกเราก็ถึงหมู่บ้านกำปงพลุก แรกที่เห็นผมนึกหนึ่งชุมชนคลองโคน จ.สมุทรสงคราม แต่ต่างกันที่คลองโคนนั้นบ้านถูกปลูกอยู่ริมน้ำเรียงรายไปแต่ที่นี่บ้านอยู่กลางน้ำเลย เห็นมีกิจกรรมหลายๆ อย่างที่คิดว่าไม่น่าทำได้ เช่นเลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ใต้ถุนบ้าน เป็นต้น ปีหนึ่งๆ พวกเขาจะใช้ชีวิตแบบนี้หลายเดือน


คนข้บเรือบอกว่าระดับน้ำขณะนี้สูงประมาณสองเมตรครึ่ง หากรวมกับความสูงของบ้านที่อยู่เหนือน้ำประมาณสามเมตรแล้วในฤดูแล้งบ้านเหล่านี้จะสูงจากพื้นดินเกือบ 6 เมตร



เรือของเราขับผ่านหมู่บ้านไปชมเวิ้งทะเลาและวนกลับมาอีกรอบ ตอนขากลับพวกเราพากันแวะที่วัดเพื่อถวายปัจจัยให้กับหลวงพ่อและเดินเล่นบริเวณนั้นด้วย บริเวณวัดเป็นสถานที่แห่งเดียวเท่าที่ผมเห็นที่มีพื้นดิน จริงๆ แล้วจะเรียกว่าดินก็คงไม่ถูกต้อง เรียกว่าพื้นทรายจะเหมาะกว่า แต่การเอาทรายมาถมเช่นนี้ทำให้น้ำจากข้างล่างซึมขึ้นมาได้ ทำให้เวลาที่เราเดินจะรู้สึุกแฉะๆ เหมือนกับเดินบนพื้นทรายหลังจากฝนตกใหม่

วันที่เราแวะเยี่ยมไปเป็นวันอาทิตย์ โรงเรียนที่้ตั้งอยู่หลังวัดจึงไม่มีนักเรียนแต่ก็มีเด็กหลายคนพากันมาเล่นที่ลานวัดแทน

ในบริเวณวัดมีโรงผลิตน้ำสะอาดอยู่ด้วย ในหมู่บ้านนี้เขามีน้ำประชาใช้กันแล้ว โดยระบบประปานี้มีองค์กรเอกชนมาติดตั้งให้และเสียค่าบำรุงเป็นรายเดือน คนขับเรือบอกว่าชาวบ้านก็ไม่ค่อยนิยมใช้นักเพราะเคยชินกับการใช้น้ำจากทะเลสาป หากมีเหตุต้องใช้น้ำสะอาดในบางเรื่องเช่นการซักเสื้อผ้า เขาก็จะพายเรือไปซักผ้าที่นอกหมู่บ้าน ส่วนน้ำดื่มนั้นเขาซื้อเป็นถังแบบ 20 ลิตรแบบที่เราๆ ใช้กันทั่วไป ระหว่างการชมหมู่บ้านก็เห็นชาวบ้านหลายๆ คนพากันเอาถังใส่เรือมาซื้อน้ำดื่มด้วย

เรามาขึ้นฝั่งเมื่อเวลาประมาณ 11.00 น. ก่อนจะย้อนกลับมาเืมืองเสียมเรียบเพื่อรับประทานอาหารกลางวัน

การเดินทางกลับ (เสียมเรียบ-ช่องสะงำ)
ขากลับก็เส้นทางเดียวกับขามา ระหว่างทางเราก็แวะซื้อของฝากติดไม้ติดมือเป็นน้ำตาลมะพร้าวที่ห่อใบตอง ไกด์ก็แนะนำว่า อย่าไปซื้อบริเวณที่มีร้านอยู่รวมกันและมีเด็กขายของอยู่เยอะๆ เพราะเด็กเหล่านั้นมักจะตื้อจนรำคาญ พวกเราเลือกแวะซื้อที่ร้านเล็กๆ แห่งหนึ่งแทน


ร้านเหล่านี้กระจายทั่วไปริมถนนช่วงออกจากเมืองเสียมเรียบ ส่วนใหญ่เขาก็จะเอากะทะเคี่ยวน้ำตาลมาวางอยู่ใกล้กัับแผงขายของเลย นอกจากน้ำตาลมะพร้าวแล้วเขาก็จะมีัของที่ระลึกอื่นๆ เช่น พานที่ทำจากกะลา ,ตะกร้าหวาย เป็นต้น

ในที่สุึดเราก็เดินทางถึงด่านช่องสะงำโดยสวัสดิภาพ โดยออกเดินทางจากเสียมเรียบเมื่อประมาณ 14.00 น. และึถึงช่องสะงำเมื่อ 16.00 น. ใช้เวลาเพียง 2 ชม. รวมทั้งแวะซื้อของที่ระลึกช่วงสั้นๆ ด้วย

เพิ่มเติม
- ชมภาพถ่ายได้ที่นี่

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

C001-2.1 ดีไวซ์ไดรเวอร์ และโปรแกรมดีไวซ์เมเนเจอร์

Jonathan Livingston : Seagull

การทำตัวอักษรเส้นประ