การเดินทางไปชมปราสาทนครวัดและนครธม วันที่ 2/3

วันที่สองทั้งวันเป็นการเที่ยวชมปราสาทหินในบริเวณใกล้กับเมืองเสียมเรียบที่มีมากกว่าสองร้อยแห่งแต่เราเลือกชมเฉพาะบางแห่งที่น่าสนใจ

หลังจากทานอาหารเช้าที่โรมแรมเรียบร้อยแล้ว คณะของเราออกเดินทางเมื่อเวลา 8.00 น. ช่วงเช้าเราจะไปปราสาทนครวัดและปราสาทบายน ช่วงบ่ายจะเป็นการชมปราสาทตาพรหม

ปราสาทนครวัด
ปราสาทนครวัดเป็นปราสาทที่มีชื่อเสียงที่สุดของกัมพูชา ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของประเทศดังปรากฎอยู่ในธงชาติ เป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ เป็นมรดกโลก เป็นแหล่งดึงดูดรายได้มหาศาล และเป็นอะไรอีกหลายๆ อย่างสำหรับชาวกัมพูชา


ไกด์พาเราเข้าชมปราสาทนครวัดเป็นสถานที่แรก เขาบอกว่าโดยปกติแล้วนักท่องเที่ยวทัว่ไปมักจะไปชมนครธมก่อน การมานครวัดก่อนจะช่วยหลีกเลี่ยงความจอแจได้ นอกจากนี้เขายังทำให้เราแปลกใจมากขึ้นด้วยการพาเราเข้าชมนครวัดโดยเดินเข้าทางด้านหล้งของปราสาทแทนที่จะเข้าทางด้านหน้าตามปกติ โดยยกเหตุผลเรื่องการหลีกเลี่ยงความจอแจมาประกอบ

พวกเราเข้าชมปราสาทนครวัดทางด้านหลังตามที่เขาแนะนำ ปรากฎว่าเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มแรกที่มาอยู่ในบริเวณนั้น นอกจากเราแล้วมีนักท่องเที่ยวชาวตะวันตกสามีภรรยาวัยกลางคนอีกสองคนเท่านั้นที่เดินเข้ามาด้วยกัน กว่าที่เราจะพบนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นๆ ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง หากดูภาพจะเป็นได้ว่าภาพแรกๆ ที่ผมถ่ายตอนเดินเข้ามาในตัวปราสาทนั้นไม่มีใครอยู่ในภาพเลย ผมชอบบรรยากาศแบบนี้มาก



ปราสาทแห่งนี้มีขนาดใหญ่มาก ในตัวปราสาทแบ่งเป็นส่วนต่างๆ ตามระดับความสูงของพื้นได้ 3 ชั้น ชั้นบนสุดนั้นมีการปิดซ่อมทั้งชั้น ในขณะที่ชั้น 1-2 นั้นอนุญาตให้เราเข้าชมได้แต่ก็มีการซ่อมอยู่ด้วยเป็นบางส่วน การซ่อมบำรุงที่เห็นชัดคือ บันไดเกือบทุกแห่งจะมีการทำบันไดไม้ซ้อนอยู่บนบันไดหินของเดิม การทำเช่นนี้นอกจะช่วยป้องกันการสึกหรอแล้วยังอำนวยความสะดวกให้ผู้เข้าชมด้วย


สิ่งที่น่าสนใจของปราสาทแห่งนี้คือภาพสลักในชั้นที่ 1 เป็นเรื่องเกี่ยวกับโลกทั้งสาม การกวนน้ำอมฤต ฯ ไกด์ก็อธิบายเป็นระยะๆ พวกเราเดินจากชั้นหนึ่งขึ้นไปชั้นสองผ่านมาทางหน้าปราสาท ที่มีสิ่งก่อสร้างที่สร้างต่างระดับลดหลั่นดูแปลกตา ผ่านนางอัปสราที่มีคนชอบเอามือไปลูบๆ เยอะๆ ออกมาทางหน้าปราสาท


ขาออกนั้นแทนที่เราจะเดินผ่านบันไดนาคออกมา ไกด์เราก็พาเดินเลียบไปในป่าข้างๆ บันไดซะนี่ บอกว่ากลัวเราร้อน เอากะแกสิ
จนกระทั่งถึงบารายด้านหน้า เราถึงวกกลับมาเดินบนบันไดนาคส่วนที่ข้ามน้ำนั่นแหล่ะ (ถ้ามีเรือข้าม แกคงจะพาพายเรือข้ามแหง๋ๆ เลย)


ใกล้ๆ บริเวณทางออกมีคู่บ่าวสาวประมาณ 7-8 คู่มาถ่ายรูปที่หน้าปราสาท ผมถามว่าทำไมเขามากันเยอะจัง ไกด์ตอบว่า วันนี้เป็นวันฤกษ์ดี มีงานแต่งงานเยอะมาก พวกคู่บ่าวสาวและเพื่อนเจ้าบ่าวเจ้าสาวก็จะมาถ่ายรูปกันที่หน้าปราสาท ดูน่ารักดี

นครธมและปราสาทบายน
นครธมเป็นชื่อเมืองที่มีบริเวณ 3x3 ตร.กม. ภายในมีปราสาทอยู่นับร้อยปราสาท นครธมถูกสร้างก่อนนควัด ประมาณสองร้อยปี เราจะไปชมทั้งหมดคงไม่ไหวจึงเลือกชมชมปราสาทบายนปราสาทอื่นๆ อีกสองสามแห่งที่อยู่ใกล้เคียงกัน ได้แก่ปราสาทบาปวน ปราสาทพิมานอากาศและลานช้าง


ปราสาทบายนเป็นปราสาทที่ตั้งอยู่ศูนย์กลางของเมืองนครธม ในตัวปราสาทจะมีสิ่งก่อสร้างที่เรียกว่าปรางค์ซึ่งยอดมีใบหน้าของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรหันออกไปทั้งสี่ด้าน จำนวน 37 ปรางค์ ใบหน้าที่เหมือนกันเหล่านี้ดูลึกลับมีเสน่ห์ดี


เช่นเดียวกับปราสาทนครวัด(ปราสาทบาปวนที่จะได้ชมต่อไปและปราสาทตาพรหมที่จะได้ชมในช่วงบ่าย)ปราสาทแห่งนีอยู่ระหว่างการบูรณะโดยงบประมาณจากรัฐบาลญี่ปุ่น ทำให้มีปิดพื้นที่บางส่วน


จุดสำคัญของปราสาทแห่งนี้คือภาพสลักบริเวณระเบียงคต(ทางเดินรอบๆ ในแต่ละชั้น) บริเวณด้านหน้าเป็นเรื่องของการทำสงครามระหว่างเขมรกับจาม การใช้ชีวิตประจำวันของคนสมัยนั้น ไกด์ชี้ให้เราดูภาพสลักเป็นรูปการทำคลอด การรักษาคนป่วย การทำขนมจีน เป็นต้น

ต่อมาเราก็เดินเข้าชมภายในตัวปราสาท เพลิดเพลินกับรูปสลักท่านการโครงสร้างของปราสาทที่ลดหลั่นกันไป

ปราสาทบาบวน
ปราสาทนี้อยู่ห่างจากปราสาทบายนสักสองสามร้อยเมตร แน่นอนครับ การเราเดินเข้าทางด้านข้างไม่ใช่ด้านหน้าเหมือนคนทั่วๆ ไปจึงไม่ได้เดินบนสะพานตามที่ควรจะเป็น แต่จากการเดินเข้าด้านข้างเราก็ได้เห็นป้ายโครงการซ่อมบำรุงที่บอกให้ทราบว่าปราสาทนี้กำลังถูกซ่อมบำรุงโดยการสนับสนุนรัฐบาลฝรั่งเศส ในบริเวณนครวัดมีการซ่อมบำรุงปราสาทหลายแห่ง ส่วนหนึ่งก็ดำเนินการโดยรัฐบาลกัมพูชา มีหลายแห่งที่รัฐบาลหลายประเทศ ยืนมือเข้ารับเป็นเจ้าภาพ ที่ผมเห็นคือ ปราสาทบายนโดยรัฐบาลญี่ปุ่น ปราสาทบาปวนโดยรัฐบาลฝรั่งเศส และปราสาทตาพรหมโดยรัฐบาลอินเดีย เป็นต้น



ปราสาทแห่งนี้ถูกปิดซ่อมทั้งบริเวณ เราเลยได้แต่เดินชมข้างๆ เท่านั้น ใกล้ๆ ตัวปราสาทมีพ่อค้าแม่ค้ามาขายของ ด้วย พี่คนหนึ่งถูกแม่ค้าเสนอขายผ้าไหมทอลายปราสาทนครวัด ราคาเริ่มแรก 300 บาท เมื่อเราเดินไปเรื่อยๆ จนเกือบพ้นปราสาทเหลือ 180 บาท ตอนนั้นลูกค้าไม่คิดจะซื้อแล้ว แต่หลังจากพ้นตัวปราสาทมาได้สักครู่แม่ค้าก็วิ่งมาพร้อมกับเสนอราคาสุดท้าย 160 บาท ในที่สุดได้เสียเงินสมใจ

แถวนี้จะมีพ่อค้าแม่ค้ามาตื้อบางแต่ไม่ถึงกับน่ารำคาญนัก หากไม่สนใจตั้งแต่แรกก็อย่าให้ความหวังโดยการ ลองถามราคาเพราะเขาจะพยามรบเร้า อย่างไรก็ตามก็มีพ่อค้าเด็กๆ คนหนึ่งสบถแบบไม่พอใจหลังจากใคร สักคนขอปฏิเสธไม่ซื้อของ บรรยากาศไม่น่ารักแบบนี้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในทริป 3 วันนี้ นอกนั้นถือว่าราบรื่นครับ

ไกด์เราบอกว่าการขายของแบบนี้ไม่ได้รับอนุญาต แต่ทำอย่างไรได้ บางทีเจ้าหน้าที่จะบังคับอย่างใช้กฎเกณฑ์ อย่างเข้มงวดก็จะทำให้ชาวบ้านลำบาก ก็ต้องปล่อยๆ ให้พอมีบ้าง

ปราสาทพิมานอากาศและลานช้าง
ปราสาทนี้อยู่ติดๆ กันกับปราสาทตาพรหม ชื่อของปราสาทบ่งบอกถึงความสูง ภาพที่ถ่ายมาเป็นด้านหน้า หากเข้าชมต้องขึ้นทางด้านหลังซึ่งมีบันไดที่มีขนาดเล็กว่า และได้รับการปรับปรุงโดยการเสริมด้วยไม้และมีราวบันไดทอดขึ้นไปชั้นบนได้ ถึงแม้
ว่าจะขึ้นได้อย่างสะดวก แต่ดูจากความสูงแล้วผมไม่สู้ดีกว่า ปล่อยให้เพื่อนบางคนทดสอบกำลังขาไป

ระหว่างที่คอยเพื่อนๆ เล่นปีนบันไดหลายร้อยขั้นนัน มีแม่ค้าแถวนั้นมาขายของให้ ที่นี่แม่ค้าไม่ค่อยรบกวนอะไรนัก แค่ทักทายและชวนให้ซื้อของบ้าง ด้วยความที่ไม่มีอะไรทำผมก็คุยเล่นกับแกไปเรื่อยคิดว่าเรียนภาษาเขมรไปในตัว สุดเลยอุดหนุนชุดพวงกุญแจมาชุดหนึ่ง ก่อนนั้นมีคนซื้อที่ปราสาทบาปวนในราคา 100 บาท แต่ผมซื้อราคา 120 บาทเพราะอยากช่วยพวกเขาบ้าง อุตสาห์มาคุยเป็นเพื่อนนิ


ขากลับเราเดินผ่านลานช้าง ซึ่งเป็นลานกว้างและมีทางเดินยกสูงใช้เป็นพลับพลาประทับของพระเจ้าแผ่นเดิน เมื่อท่านเสร็จมาทอดพระเนตรการประกวดความสามารถของช้าง มีจุดให้ถ่ายรูปหลายจุด แต่คณะเราป้อแป้จากการ เดินมาทั้งเช้าแล้ว เลยมีแต่คนจะเร่งไปให้ถึงรถตู้เพื่อจะได้ทานข้าวเที่ยงต่อไป

ปราสาทตาพรหม
หลังจากรับประทานอาหารเที่ยงแล้ว ก็เป็นการเยี่ยมชมปราสาทตาพรม ปราสาทแห่งนี้เป็นปราสาทที่ตั้งอยู่กลางป่า มีต้นไม้ใหม่ขึ้นแทรกตัวปราสาทหิน ทำให้เกิดความสวยงามแปลกตา หลายๆ คนชอบไปถ่ายรูปกับรากไม้ที่ชอนไช เข้าไปในตัวปราสาท ที่มีอยู่ทั่วบริเวณ

โครงสร้างของปราสาทแห่งนี้สร้างขึ้นในแนวราบ จึงไม่มีอะไรต้องปีนป่ายเหมือนปราสาทหลังก่อนๆ ตัวปราสาทตั้งอยู่ท่ามกลางป่า เราจึงได้ยินเสียงนกเสียงกาตลอดช่วงเวลาของการเข้าชม และต้นใหญ่ที่ขึ้นอยู่มากก็ช่วยทำให้ อากาศในบริเวณนั้นไม่ร้อนมากเกินไปด้วย



จุดที่น่าสนใจ ปรางค์องค์หนึ่งมีห้องข้างในชื่อว่าห้องทุบอก ใครที่เข้าไปในห้องและยืนอยู่ในตำแหน่งที่กำหนดไว้ เมื่อทุบอกแล้วจะเกิดเสียงก้องดัง เชื่อว่าการทุบเช่นนี้จะทำให้ความทุกข์ร้อนหายไป ผมก็ลองไปทุบดูเสียงก็ก้องอย่างที่เขาว่าไว้จริงๆ อีกจุดหนึ่งคือรูปสลักที่ถูกรากไม้ขึ้นบัง ทำให้เห็นแค่หน้าโผล่ออกมา


ปราสาทแห่งนึ้อยู่ระหว่างการบูรณะโดยได้รับงบประมาณจากปราสาทอินเดีย ไกด์เราบอกว่าซ่อมมาเป็นสิบปีแล้วไม่ยักจะเสร็จซะที

จากนั้นพวกเราก็กลับที่พัก เพื่อพักผ่อนกัน ก่อนจะนัดหมายกันอีกครั้งเพื่อเตรียมไปซื้อของที่ตลาดเก่า

ตลาดเก่า
หลังจากพักผ่อนเรียบร้อยแล้ว เราก็ลงมาพบกับไกด์เมื่อเวลา 16.30 น. จากนั้นจึงพาเราเดินไปตลาดใ้ช้เวลากือบยี่สิบนาที ก่อนจะปล่อยให้เราซื้อของตามสบาย



ตลาดเก่าเป็นตลาดที่ขายเสื้อผ้าและของที่ระลึกเป็นส่วนใหญ่แต่ก็มีส่วนหนึ่งเป็นตลาดสดด้วย คณะที่ไปไม่ค่อยมีใครซื้ออาหารกลับไปเท่าไหร่ เพราะไปถามราคาแล้วปรากฎว่า ของกินอย่างปลาแห้งที่นี่กิโลละ 200 บาท หลายคนๆ ก็บอกว่ากับไปซื้อเจ้าอร่อยๆ กินทีบ้านเราก็ได้


ผมเดินไปพร้อมๆ กับพี่ผู้หญิง ตอนแรกนั้นทุกคนต่างแยกย้ายกันเป็นสองสามกลุ่มๆ ต่อมาเราพบว่า การเดินแยกกันไม่ค่อยสะดวกหลายๆ อย่างเลยกลับมาเดินด้วยกัน เมื่อเจอร้านใดที่ดูน่าจะยินดีรับการต่อราคาจากพวกเราร้านนั้นก็จะโดน"รุม"

การที่เราไปซื้อของพร้อมๆ กันแบบนี้มีข้อดีหลายอย่าง เช่น เราจะมีคนหลายคนที่ช่วยคุยกับแม่ค้าได้ไม่ว่าจะเป็นภาษาอังกฤษหรือเขมรก็ตาม ผู้ซื้อต้องการซื้อสินค้าในปริมาณมากทำให้ง่ายในการต่อราคา กรณีที่สินค้าไม่พอหรือไม่มีสินค้าแม่ค้าก็จะหยิบร้านข้างๆ มาให้เราเอง สุดท้ายผู้ซื้อทุกคนจะได้สินค้าในราคาใกล้เคียงกันเพราะสำหรับ(ผู้หญิง)บางคนแล้วการซื้อของได้แพงกว่าคนอื่นเป็นเรื่องใหญ่เอามากๆ

หลังจากนั้นพวกเราไปรับประทานอาหารเย็นที่ร้านอาหารจีนชื่อร้าน Red Shoes ที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ ตลาดนั่นเอง

ตลาดกลางคืน
หลังจากทานอาหารเสร็จ ไกด์แนะนำให้เราไปเดินเล่นที่ตลาดกลางคืนที่อยู่ใกล้ๆ ตลาดแห่งนี้มีลักษณะเดียวกันกับตลาดเก่า แต่ดูจะขยายของที่หรูกว่า แพงกว่า เช่น พวกเครื่องประดับ เสื้อผ้าหรู และเปิดในช่วงเวลากลางคืนในขณะที่ตลาดเก่าจะปิดแล้ว


ที่นี่ผมใช้เวลาพักใหญ่ช่วยพี่เขาซื้อปลอกหมอนปักเป็นรูปนครวัด สุดท้ายได้ในราคาคู่ละ 120 บาท ก่อนจะเดินกลับห้อง ระหว่างทางพี่คนหนึ่งซื้อซีดีคาราโอเกะในราคาแผ่นละ 1500 รีล(ประมาณ 11.50 บาท)

เพิ่มเติม
- ชมภาพวันที่สองทั้งหมดได้ที่นี่

ความคิดเห็น

suvachan charnchiew กล่าวว่า
คุณ ช่างเป็นคนที่เก็บรายละเอียดได้ดีจริง ๆ อ่านแล้วได้ความรู้มาก อยากเป็นแบบนี้จัง
ning@gmail.com กล่าวว่า
ดูภาพแล้วอยากไปเที่ยวค่ะสวยดีคราวหน้าต้องชวนไปด้วยนะคะ

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

C001-2.1 ดีไวซ์ไดรเวอร์ และโปรแกรมดีไวซ์เมเนเจอร์

Jonathan Livingston : Seagull

พระพุทธเจ้าเป็นศาสดาเอกของโลก... จริงหรือ ?