27 เม.ย. 2551

เครือข่ายเกษตรกรรมชุมชน ตอนที่ 2

วันอังคารที่ 22 เม.ย. 51 คณะของเราได้เดินทางไปสัมภาษณ์และถ่ายทำวิดิโอสำหรับนำเสนอผลงานของที่บ้านของพ่อเชียง ไทยดี ตั้งอยู่ที่บ้านอนันต์ ต.ยาง อ.ศีขรภูมิ ไปถึงเมื่อเวลา เวลา 9.00 น. ก็เห็นว่าขณะนี้การอบรมวิทยาการกระบวนการ ผู้นำการเปลี่ยนแปลงและพึ่งตนเองภาคประชาชน (วปอ.)


พ่อเชียง ออกมาต้อนรับและพาพวกเราไปนั่งสนทนาที่มุมหนึ่งของสวน ผู้สัมภาษณ์คืออ.อำนาจ และ อ.รุจน์ จาก ศบอ.ปราสาท และคณะ พี่เสนบันทึกกล้องวิดิโอ ส่วนผมเดินไปเดินมาเพื่อเก็บภาพนิ่งบ้าง ผู้สัมภาษณ์ได้สอบถามถึงความเป็นมา แนวคิดในการทำการเกษตรแบบผสมผสาน ขั้นตอนการลงมือพัฒนาตนเองเองและเพื่อการขยายผลที่ได้ไปยังเกษตรกรคนอื่นๆ


จากนั้นพ่อเชียงได้พาเราเดินดูตามส่วนต่างๆ ของสวนป่า พ่อเชียง ออกตัวด้วยว่าปัจจุบันส่วนป่าไม่ได้รกทึบเหมือนเมื่อก่อนแล้ว เนื่องจากพ่อเชียงได้ป่วยหนักเมื่อประมาณ 5-6 ปีก่อน ต้องอยู่โรงพยาบาล 7 เดือน ทำให้ไม่สามารถดูแลสวนได้เต็มที่

การสัมภาษณ์ เสร็จสิ้นเมื่อประมาณ 12.00 น. ก่อนกล้บพ่อเชียง ได้ฝาก VCD และเทป ที่ สสส. ได้จัดทำไว้เพื่อนำเสนอเรื่องเกษตรผสมผสานที่พ่อเชียง ผมเลยตัดเฉพาะส่วนสำคัญมาฝากให้ท่านได้ชมกัน

24 เม.ย. 2551

เครือข่ายเกษตรผสมผสาน ตอนที่ 1

เวทีเรียนรู้ครั้งที่ 3 โครงการจัดการศึกษาตลอดชีวิตเพื่อการพัฒนาสังคมและชุมชนเข้มแข็งฯ มีกำหนดจัดในวันที่ 5-7 พฤษภาคม 2551 เวทีเรียนรู้จะจัดเนื้อหาเป็นชั้นเรียนเกษตรกรรมเพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้เข้าร่วมเวที

ทางผู้จัดได้วางแผนเชิญปราชญ์ชาวบ้าน พ่อเชียง ไทยดี มาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และจุดประกายแนวคิดของเกษตรพอเพียงให้กับผู้นำชุมชนในตำบลกันตรวจระมวล การเรียนเรื่องการเกษตรคงไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการเข้าไปศึกษาในแปลงพืชด้วยตนเอง แตด้วยความไม่สะดวกหลายประการ จึงใช้วิธีถ่ายทำเป็นวิดิโอเพื่อมานำเสนอในเวทีเรียนรู้แทน

การถ่ายทำวิดิโอนำเสนอเริ่มเมื่อช่วงบ่าย วันที่ 21 เม.ย. 51 คณะทำงานได้ไปเยี่ยมแปลงเกษตรและสัมภาษณ์เครือข่ายเกษตรผสมสานของพ่อเชียง ไทยดี 2 ท่านคือ

1. คุณลุงแดน มุ่งงาม บ.จลง ต.ยาง อ.ศีขรภูมิ
ลุงแดนมีอายุ 62 ปี เคยเป็นลูกจ้างประจำของสำนักงานศึกษาธิการอำเภอ เริ่มสนในแนวทางเกษตรผสมผสานของลุงเชียง ในช่วงปี 2538 ได้มีโอกาสติดตามลุงเชียงเข้าร่วมเวทีปราชญ์ชาวบ้านเป็นเวลาปีกว่า จนเกิดความมั่นใจและเริ่มลงมือปฏิบัติ สวนของลุงแดนมีพื้นที่ประมาณ 5 ไร่ ทุกๆตารางเมตรจากต้องมีการปลูกพืชเสมอ ไม่มีการปล่อยให้พื้นที่ว่าง ลุงแดนได้พัฒนาทักษะในการเกษตรหลายๆ อย่าง เช่น การนำส้มโอมาต่อกับรากต้นกระสัง ฯลฯ ปัจจุบัน ลุงแดน ยังมีส่วนช่วยเหลือเครือข่ายเกษตรกรด้วยกันโดยทำหน้าที่เป็นวิทยากรสอนวิชาทำปุ๋ยหมักในการอบรมของเครือข่าย



2. พี่พิกุล กลิ่นสุคนธ์ บ.จลง ต.ยาง อ.ศีขรภูมิ
พี่สุคนธ์ เริ่มทำเกษตรผสมผสานได้ประมาณ 4-5 ปี จากเดิมมีอาชีพรับจ้างทำเฟอร์นิเจอร์ ต้องเดินทางมาทำงานในตัวจังหวัดสุรินทร์ หากมีงานล่วงจะกลับถึงบ้านประมาณ 4-5 ทุ่ม พี่สุคนธ์ได้รับการชักชวนจากพ่อเชียง ไทยดี ให้ลองปลูกพืชผสมผสาน

ในช่วงแรกได้ติดตามเข้าร่วมเวทีปราชญ์ชาวบ้านและได้รับความช่วยเหลือจากเครือข่ายเกษตรกรที่จะมีการผลัดกันมาช่วยทำส่วน แบ่งปันพันธุ์พืชระหว่างกัน และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างหมู่สมาชิก


ปัจจุบันพี่พิกุล มีความสุขกับการได้ดำรงชีวิตอยู่กับครอบครัว มีรายได้พอเพียง มีรายจ่ายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น พี่พิกุลได้ช่วยเหลือพ่อเพียงในการช่วยพัฒนาเครือข่ายเกษตรกร โดยทำหน้าที่เป็นผู้เพาะพันธ์พืชสำหรับให้พ่อเชียงได้แจกจ่ายเกษตรกรรายอื่นๆ รวมถึงเป็นวิทยากรเรื่องการเพาะพันธุ์พืชด้วย


สรุป
ทั้งลุงแดนและพี่กุล ดูเผินๆ ก็เหมือนชาวบ้านทั่วๆ ไป เมื่อได้คุยแล้วจะเห็นว่า ทั้งคู่เป็นตัวของตัวเอง ไม่ทำอะไรตามกระแส ขยันขันแข็ง และไม่มีหนี้ และทั้งคู่ก็ดูมีความสุขและภูมิใจในวิถีชิวิตของตน

ท้ายนี้ผมนำคลิปวิดิโอเกี่ยวกับการเกษตรผสมผสานมาให้ผู้ที่ยังไม่คุ้นได้ชมเพื่อความเข้าใจยิ่งขึ้น

21 เม.ย. 2551

การใช้งา้นโปรแกรม Deep Freeze 6,0

โปรแกรม Deepfreeze เป็นโปรแกรมประเภท data recovery โปรแกรมพวกนี้ทำหน้าที่คืนสภาพของเครื่องให้กลับมาเหมือนเดิม สำหรับ Deep Freeze เราสามารถทำให้เครื่องกลับมาเหมือนเดิมโดยการ Restart การคืนสภาพแบบนี้ให้ประโยชน์ดังนี้
- ไม่มีปัญหาเรื่องไวรัส สปายแวร์ มัลแวร์ ฯลฯ
- ไม่มีใครมาติดตั้งหรือลบโปรแกรม เปลี่ยนหน้าจอ หรือซ่อนอะไรไว้ในเครื่่องได้
จะเห็นว่า Deep Freeze ช่วยลดภาระในการซ่อมบำรุง เหมาะอย่างยิ่งกับเครื่องคอมพ์พิวเตอร์ที่ให้บริหารสาธารณะ เช่นในโรงเรียน ห้องสมุด หรือร้านอินเทอร์เนตคาเฟ่

การทำงานของ Deep Freeze
โปรแกรม Deep Freeze จะมีสองสถานะคือ Frozen และ Thawed เมื่ออยู่ในสถานะ Frozen โปรแกรมจะทำหน้าที่คืนสภาพของเครื่องกลับมาทุกครั้ง เมื่อมีการรีสตาร์ท โดยปกติเราจะใช้งานเครื่องในสถานะนี้

ส่วนสถานะ Thawed โปรแกรมจะไม่คืนสภาพเครื่องให้ เราจะปรับเป็นสถานะนี้เมื่อต้องติดตั้งหรือลบโปรแกรมต่างๆ ร่วมถึุงการอัพเดตระบบปฎิบัติการด้วย เมื่อปรับปรุงเสร็จแล้วเราจึงค่อยเปลี่ยนสถานะกับไปเป็น Frozen ต่อไป



บรรยายภาพ - ไอคอนแสดงสถานะ Frozen และ Thawed ตามลำดับ

การติดตั้งโปรแกรม
ขั้นตอนการติดตั้งโปรแกรม Deeep Freeze มีดังต่อไปนี้
1. ให้ท่านดาวน์โหลดโปรแกรม Deep Freeze มาไว้บนเครื่อง แล้ว ดับเบิ้ลคลิ๊กที่ตัวติดตั้ง เพื่อติดตั้งเช่นเดียวกับโปรแกรมบนวินโดว์ทั่วๆ ไป


ระหว่างขั้นตอนการติดตั้งจะมีการถามว่าท่านจะกำหนดให้มีการคืนสภาพที่ไดรว์ไหน ขอแนะนำให้กำหนดการคืนสภาพเฉพาะไดรว์ C: เท่านั้น เมื่อติดตั้งเสร็จแล้วจะรีสตาร์ทเครื่อง


2. เมื่อรีสตาร์ทแล้ว จะมีหน้าต่างเล็กๆ ถามว่าท่านจะตั้งรหัสผ่านหรือไม่ ท่านสามารถเข้าไปตั้งรหัสผ่านโดยคลิ๊กที่ปุ่ม Ok หน้าต่างนี้จะปรากฎในเวลาสั้นๆ เท่านั้น


3. หากท่านคลิ๊กปุ่ม OK ในข้อสอง 2 ไม่ทัน ท่านสามารถเข้าสู่การตั้งรหัสผ่านโดยดับเบิ้ลคลิ๊กที่รูปโปรแกรม Deep Freezeใน System Tray พร้อมกับกดปุ่ม shift ไปด้วย เพื่อเข้าสู่ส่วนปรับแต่งของโปรแกรม


4. เมื่อมีการถาม รหัสผ่านให้ท่านคลิ๊ก Ok ได้เลย เพราะขณะนี้ท่านยังไม่ได้กำหนดรหัสผ่าน


5. คลิ๊กที่แท็บ password แล้วป้อนรหัสผ่านในช่อง Enter New Password และ Confirm Password จากนั้นก็คลิ๊กที่ปุ่ม OK


6. หลังจากติดตั้งเสร็จ เครื่องท่านก็อยู่ในสถานะ Frozen โดยอัติโนมัติ ทุกๆ ครั้งที่รีสตาร์ท เครื่องของท่านก็จะกลับมาเหมือนเดิม


การเปลี่ยนสถานะ
บางครั้งอาจต้องการให้เครื่องจำการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ เอาไว้ เช่นการลงไดรว์เวอร์ใหม่ การติดตั้งโปรแกรมใหม่ ฯลฯ จึงต้องเปลียนสถานะเครื่องให้อยู่ในสถานะ Thawed ตามขั้นตอนต่อไปนี้
1. ดับเบิ้ลคลิ๊กที่รูปโปรแกรม Deep Freezeใน System Tray พร้อมกับกดปุ่ม shift ไปด้วย เพื่อเข้าสู่ส่วนปรับแต่งของโปรแกรม


2. ป้อนรหัสผ่าน แล้วคลิ๊กที่ OK


3. ไปที่แท็บ Boot Control เลือกตัวเลือก Boot Thawed แล้วคลิ๊กที่ปุ่ม Apply and Reboot จากนั้นจะมีการถามให้ยืนยันอีก 2-3 ครั้งให้ตอบตกลงทุก เครื่องท่านจะรีสตาร์ทมาอยู่ในสถานะ Thawed



4. สำหรับการเปลี่ยนกลับไปสถานะ Frozen นั้นก็ทำเช่นเดียวกันแต่เลือกตัวเลือก Boot Frozen แทน

บทส่งท้าย
ผมทดลองใช้โปรแกรมนี้มาประมาณ 1 เดือน กับเครื่องคอมพ์พิวเตอร์ที่เปิดให้บริการสาธารณะจำนวน 5 เครื่อง ยังไม่พบปัญหาแต่อย่างใด หวังว่าคงจะทำให้ทุกท่านที่นำโปรแกรมนี้ไปใช้มีความสะดวกสบายขึ้น

18 เม.ย. 2551

การนำเสนอวิดิโอคลิ๊ปบนบล็อก ตอนที่ 2/2

จากบทความตอนที่แล้ว ได้นำเสนอการปร้บแต่งกล้องวิดิโอให้เหมาะสมกับการถ่ายคลิ๊ป การแปลงแฟ้มเป็น .flv และการนำไปไว้ในเซอร์เวอร์ไปแล้ว บทจะนำเสนอขั้นตอนที่เหลือทั้งหมด ดังต่อไปนี้

ตอนที่ 4 การติดตั้งตัวเล่น Flash
การฝังวิดิโอให้บุคคลทั่วไปชมท่านนอกจากจะต้องมีแฟ้มวิดิโอที่เราได้ถ่ายทำมาแล้วแล้ว ท่านจะต้องมีตัวเล่นวิดิโอด้วย ตัวเล่นวิดิโอเป็นไฟล์แฟลชซึ่งจะทำงานร่วมกับโปรแกรมแฟลชบนเบราสเซอร์ของท่านเพื่อแสดงแฟ้มวิดิโอที่ต้องการ

ตัวเล่นแฟ้มวิดิโอมีให้เลือกหลายตัว ที่เป็นที่นิยมมากคือ JW FLV Media Player ดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์
www.jeroenwijering.com
หรือ ดาวน์โหลดสำเนาที่ผมเก็บไว้ก็ได้ ในเว็บนีมี Wizard หรือตัวช่วยในการสร้างโค้ดให้ใช้งานด้วย โค้ดที่้นำเสนอข้างล่างก็นำมาจากส่วนนี้ ใครที่สนใจศึกษาเจาะลึกก็แนะนำให้เริ่มที่นี่ได้เลย

ส่วนวิธีการติดตั้งมีดังต่อไปนี้
เมื่อขยายแฟ้มที่ดาวน์โหลดมาแล้ว ให้อัพโหลดไปไว้ในเซอร์เวอร์ เฉพาะแฟ้มต่อไปนี้ (วิธีอัพโหลดเคยเขียนไว้แล้ว)
- Kroeger_563.ttf
- mediaplayer.swf
- swfobject.js
ตัวอย่างต่อไปนี้ผมจะวางไว้ที่ Googpage Creator


ตอนที่ 5 การวางโค้ดในบล็อก
ให้นำโค้ดต่อไปนี้มาวาง
-------------------------------------------------------
<embed src="http://indochinahub.googlepages.com/mediaplayer.swf" width="320" height="240" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" flashvars="width=320&height=240&file=http://khmersaren.krusurin.net/video/v006.flv"></embed>
-------------------------------------------------------

แล้วแก้ไขโค้ดในจุดต่อไปนี้
a. แก้ URL ของตัวเล่นแฟ้มวิดิโอ ในส่วน
src="http://indochinahub.googlepages.com/mediaplayer.swf"
b. แก้ ขนาด width(กว้าง) , height(ความสูง) ของวิดิโอที่ต้องการแสดง ในส่วน
width="320" height="240" และ
width=320&height=240
c. แก้ URL ของแฟ้มวิดิโอ ในส่วน
file=http://khmersaren.krusurin.net/video/v006.flv"

นี่คือตัวอย่างแฟ้มวิดิโอที่ได้

(ดาวน์โหลดแฟ้ม 4.8 MB)

ผมเอามิวสิควิดิโอสวยๆ มาให้ชมแทนคลิ๊ป หวังว่าคงไม่ยากเกินไปนะครับ หากมีข้อสงสัยก็แสดงความเห็นหรือส่งเมล์มาถามผมได้ครับ

16 เม.ย. 2551

ปิ๊ด ปี้ ปิ๊ด (sex is zero)


เรื่องนี้เป็นเรื่องน่าประทับใจทีเดียว ดูจากชื่อเรื่องชวนให้คิดว่าเป็นหนังตลกแบบทะลึ่งนิดๆ จริงๆ แล้วยังแทรกสาระแบบหนังชีวิตให้ดูกันด้วย

อุนซิกเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยจอมเปิ่น เขาหลงรักอุนโยเพื่อนสาวคนสวยดาวมหาลัยจากชมรมแอโรบิก เธอไม่ได้คิดกับอึนซิกไปมากกว่าเพื่อน ตัวเธอเองกลับไปชอบซองวูหนุ่มมาดเพลย์บอยและคบหากันจะกระทั่งมีเพศสัมพันธ์ ปล่อยให้อุนซิกได้แต่มองด้วยความเศร้า

ช่วงแรกมีการดำเนินเรื่องแบบสนุกๆ ปนทะลึ่งกับการพยามหาประสบการณ์ทางเพศของพระเอกและบรรดาเพื่อนๆ แต่อารมณ์ของเรื่องก็เปลี่ยน เมื่อจู่ๆ อุนโยเกิดท้องขึ้นมา ท่าทีซองวูก็เปลี่ยนไป เขาเริ่มตีตัวออกห่าง

อุนโยตัดสินใจทำแทงค์ซึ่งต้องมีพ่อของเด็กไปยินยอมกับแพทย์ ด้วยความเฉยเมยของซองวู อุนโยจึงขอให้อุนซิกช่วยรับสมอ้างเป็นพ่อของเด็ก ความรักและสงสารทำให้อุนซิกพร้อมยืนเคียงข้างอุนโยยามเมื่อเธอต้องฝ่ามรสุมของชีวิตต่อไป

เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า การมีเพศสัมพันธ์ไม่ใช่ความรัก มันอาจจะเป็นส่วนหนึ่งแต่ไม่ใช่ทั้งหมด แต่ถ้าจะแนะนำให้เด็กๆ ชมเพื่อเป็นอุทาหรณ์คิดว่าไม่เหมาะ เนื้อเรื่องนั้นเหมาะแล้วแต่ฉากรักมันชัดแจ้งเกินไป ถ้าผู้ใหญ่ท่านใดมีโอกาสก็อย่าลืมหามาชมกันนะครับ

ปล.
- นางเอกของเรื่อง Ha Ji-won น่ารักอย่างแรง

14 เม.ย. 2551

การนำเสนอวิดิโอคลิ๊ปบนบล็อก ตอนที่ 1/2

ปัจจุบันการถ่ายวิดิโอไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปแล้ว เราสามารถถ่ายโดยกล้องภาพนิ่งดิจิตัล ผมจะมานำเสนอวิธีการนำวิดิโอคลิ๊ปมาไว้ใน Blogspot โดยเริ่มตั้งแต่การถ่ายด้วยกล้องดิจิตัล การแปลงแฟ้มเป็น .flv การนำแฟ้มไปฝากไว้ในเซอร์เวอร์ การติดตั้งตัวเล่นวิดิโอ และการวางโค้ดในบล็อก

บทความต่อไปนี้ผมละเรื่องการตัดต่อวิดิโอเอาไว้เนื่องมีรายละเอียดมาก ขอแนะนำว่าในการถ่ายคลิ๊ปก็พยามถ่ายส่วนที่ต้องการจริงๆ จะได้ไม่ต้องมาตัดให้เสียเวลา หรือหากสนใจการตัดต่อก็สามารถศึกษาเองได้จากตำราและสื่ออื่นๆ

ขั้นแรก การถ่ายวิดิโอคลิปด้วยกล้องดิจิตัล
กล้องดิจิตัลทั่วไปจะมีโหมดถ่ายวิดิโอมาให้ ให้ท่านปรับความละเอียดให้ต่ำที่สุด(เพราะเราต้องการนำไปวางบนเว็บ) สำหรับกล้องที่ผมใช้นั้นปรับขนาดของวิดิโอให้เป็น 320x240 px และค่า Frame rate เป็น 15 frame/sec จากนั้นก็ลงมือถ่ายได้เลย

ขั้นที่สอง การแปลงแฟ้ม เป็น FLV
วิดิโอที่ได้จากกล้องภาพนิ่งจะเป็นนามสกุล .avi หรือบางรุ่นเป็น .mpg เราต้องนำมาแปลงให้เป็นแฟ้ม .flv เพื่อให้มีขนาดเล็กลงและเหมาะสมที่จะนำเสนอบนเว็บ

โปรแกรมที่ผมใช้คือ Riva FLV Endoder วิธีการใช้งานมีดังนี้
1. ส่วน Input ให้ Browse ไปยังแฟ้มวิดิโอต้นฉบับ
2. ส่วน Output ให้ Browse ไปยังโฟลเดอร์ปลายทาง (Output Directory) หากต้องการท่านสามารถตั้งชื่อแฟ้มในช่อง Destination VDO File หากไม่กำหนดโปรแกรมจะตั้งชื่อเดิมแต่เปลี่ยนนามสกุลเป็น .flv
3. สำหรับในส่วน VDO ท่านสามารถปรับแต่งตัวเลือกต่างๆ เพื่อดูขนาดแฟ้มเปรียบเทียบกับคุณภาพของวิดิโอ ว่ายอมรับได้ขนาดไหน ส่วนผมชอบแบบนี้ครับ
Movies size : 320x240 px
Framerate : 25
Bitrate : 160


4. จากนั้นก็คลิ๊กที่ปุ่ม Encode สักครู่ ท่านจะได้แฟ้ม .flv ที่ต้องการ



ขั้นที่สาม การวางแฟ้มในเซอร์เวอร์
เรื่องนี้ผมได้เขียนเป็นบทความไว้แล้วในเรื่อง "การฝากแฟ้มให้ดาวน์โหลดที่ Google Page Creator"

ส่งท้าย
สำหรับตอนต่อไปจะกล่าวถึง การติดตั้งตัวเล่นวิดิโอ, การวางโค้ดในบล็อก ขอเชิญติดตามชมได้ครับ

12 เม.ย. 2551

แฮร์รี พอตเตอร์ กับ ศิลาอาถรรพ์



ได้ยินกิตติศัพท์ของหนังสือชุดแฮร์รี พอตเตอร์ มานานแล้ว แต่ไม่มีโอกาสอ่านสักทีภาพยนต์ก็ไม่เคยชม จนกระทั่งเห็นห้องสมุดประชาชนจังหวัดสุรินทร์ ซื้อมาเป็นชุด ใส่มาในกล่องคล้ายๆ หีบสมบัติ เลยลองยืมมาอ่านดู ผมใช้เวลาคืนเดียวอ่านจนเกือบจบ วันถัดมาอ่านแค่บทสุดท้ายก็จบ



เรื่องนี้เป็นเรื่องของแฮร์รี พอตเตอร์ เด็กกำพร้าอาศัยอยู่กับลุงและป้า เนื่องจากเขามีเชื้อสายของพ่อมดจึงต้องเดินทางไปเรียนในโรงเรียนพ่อมดฮอกวอตต์ ที่นั่นเขาได้ทราบถึงเรื่องราวที่พ่อแม่ถูกฆาตกรรมโดยพ่อมดชั่วร้ายโวลเดอร์มอร์ ตัวเขาเองก็เกือบถูกสังหารในเหตุการณ์นั้นแต่มีพลังพิเศษบางอย่างช่วยไว้และยังทำให้พลังพ่อมดชั่วตนนี้เสื่อมลงด้วย

โวลเดอร์มอร์ยังคงพยามหาทางครอบครองโลกให้ได้ เขาต้องการศิลาอาถรรพ์ที่ถูกเก็บไว้ในโรงเรียนฮอกวอตต์เพื่อฟื้นฟูพลัง จึงวางแผนร่วมมือกับบางคนในโรงเรียนเพื่อขโมยศิลาและกำจัดเสี้ยนหนามอย่างแฮร์รี พอตเตอร์ไปพร้อมกันด้วย

นอกจากเรื่องราวที่เต็มไปด้วยจินตนาการอันน่าสนุกสนานแล้ว เรื่องนี้ยังให้แง่คิดที่น่าสนใจ 2 ข้อคือ

1. เรื่องมักเกิ้ลกับพ่อมด
เรื่องนี้จะมีตัวละครสองประเภทคือ พวกที่มีและไม่มีพลังพิเศษ พวกที่มีพลังพิเศษจะถูกพวกหนึ่งเรียกว่า "พ่อมด" ในทางกลับคนพวกนี้ก็จะเรียกอีกพวกว่า "มักเกิ้ล"

มักเกิ้ลจะมองพวกพ่อมดว่าเป็นคนบ้าหรือเพี้ยน ในขณะที่พ่อมดเองก็มองมักเกิ้ลว่า เป็นพวกที่ไม่มีความสามารถ ในเรื่องนี้พวกเขาจะอาศัยอยู่ด้วยกันในโลกของพวกมักเกิ้ล พวกพ่อมดจะต้องระวังไม่แสดงเวทมนต์ออกมา ส่วนลูกๆ จะถูกส่งไปเรียนในโรงเรียนพ่อมด

ส่วนเหตุผลที่ไม่แสดงเวทมนต์นั้น แฮกริดได้อธิบายให้แฮร์รีฟังว่า เกรงว่าทุกคนจะใช้เวทมนต์ในการแก้ปัญหา (แล้วทำให้อะไรๆ วุ่นวาย ? - ผู้เขียน)

บางคนเขามองหาสิ่งที่สมบูรณ์แบบเมื่อได้แล้วจะยึดถือไว้ราวกับเป็นศาสนา เมื่อเจอสิ่งอื่นที่ผิดจากสิ่งที่ยึดถือจะเริ่มดูถูกทันที ลองดูบทสนทนาลักษณะนี้นะครับ
เขา - "นี่วิทยา โปรแกรมต้านไวรัสตัวไหน ดีที่สุด"
ผม - "มีดังๆ อยู่ 2-3 ตัวพี่ เอาสักตัวเหอะ"
เขา - "น่าจะมีตัวที่ดีที่สุดนะ"
ผม - "โถ มันเก็บเหมือนรถยนต์หน่ะพี่ โตโยต้า อิซูซุ มาสด้า ฟอร์ด อันไหนมันดีกว่าหล่ะ ถ้ามันมียี่ห้้อที่ดีที่สุดจริง ยี่ห้ออื่นมันจะเจ๊งเลยนะพี่ แต่มันก็ขายได้กันทั้งหมดนั่นแหล่ะ" (ใช้ได้กับ แฟ้ม สบู่ ยาสีฟัน หรือสินค้าทุกชนิดที่ไม่มีการผูกขาด)

พวกนี้รับไม่ได้กับคำพูดประเภท "ดีเหมือนๆ กันแหล่ะ" , "ก็ใช้ได้เหมือนกันนะ" ฯลฯ

2. เรื่องการบรรยาย
ในเรื่องนี้เต็มไปด้วยสิ่งแปลกๆ ผู้ประพันธ์เขาต้องแสดงโดยใช้บรรยายโวหารมาก สำหรับคนที่เขียนบล็อกอย่างผมการดูตัวอย่างแบบนี้ก็มีส่วนช่วยให้เขียนบล็อกได้ดีขึ้น ตัวอย่างการบรรยายสภาพของบ้านดัดลีย์

"บ้านของครอบครัวดัดลีย์มีสี่ห้องนอน ห้องหนึ่งเป็นห้องของลุงเวอร์นอนกับป้าเพตทูเนีย อีกห้องสำหรับแขก(ซึ่งส่วนใหญ่คือป้ามาร์จ พี่สาวของลุงเวอร์นอน) ห้องหนึ่งเป็นห้องที่ดัดลีย์นอน และอีกห้องเป็นห้องที่ดัดลีย์เก็บของเล่นทั้งหมดและของอื่นๆ ที่เก็บไว้ที่ห้องนอนแรกของเขาไม่ได้

เพียงแค่เที่ยวเดียว แฮร์รีก็ขนของทุกอย่าที่เขามีจากห้องใต้บันไดขึ้นไปห้องชั้นบนได้ครบถ้วน เขานั่งบนเตียงและมองไปรอบๆ ห้อง เกือบทุกอย่างในห้องนี้เป็นของเสียหักพัง กล้องถ่ายหนังมีอายุแค่เดือนเดียววางกองอยู่บนรถถังคันเล็กๆ ที่ดัดลีย์เคยขับทับสุนัขของเพื่อนบ้าน ที่มุมห้องตั้งโทรทัศน์เครื่องแรกของดัดลีย์ ซึ่งเข้าใช้เท้าเตะทะลุจอเมื่อรายการโปรดของเขาถูกยกเลิก มีกรงใหญ่ที่เคยใส่นกแก้วแต่ดัดลีย์เอามันไปแลกปืนลมที่ตอนนี้วางอยู่บนหิ้ง ลำกล้องบิดเบี้ยวไปแล้วเพราะดัดลีย์นั่งทับมัน ชั้นอีกชั้นเต็มไปด้วยหนังสือ ซึ่งเป็นสิ่งเดียวในห้องนี้ที่ดูเหมือนไม่เคยมีใครแตะต้อง"

ส่งท้าย
ก่อนจะได้อ่านหนังสืออยากจะหาภาพยนต์มาดูด้วย เมื่ออ่านจบผมก็ไม่อยากให้จินตนาการไปติดกับสิ่งที่ผู้กำกับวางไว้ สู้อ่านเอาดีกว่าและจะลองหาเล่มภาษาอังกฤษมาอ่านประกอบด้วยจะได้ฝึกภาษาไปในตัว สำหรับผู้ที่สนใจก็เชิญมายืมได้ที่ห้องสมุดประชาชนจังหวัดสุรินท์นะครับ

9 เม.ย. 2551

ห้องสมุดประชาชนจังหวัดสุรินทร์เปิดให้บริการอินเทอร์เนต

ขณะนี้ห้องสมุดประชาชนจังหวัดสุรินท์เปิดให้บริการอินเทอร์เนตเพื่อการสืบค้นแล้ว เครื่องที่ให้บริการมีจำนวน 5 เครื่อง ค่าบริการ ชม. ละ 10 บาท ขอเชิญท่านที่สนใจหรือมีกิจธุระต้องการใช้อินเทอร์เนต แต่ไม่อยากเข้าไปอยู่ในบรรยากาศอึกทึกครึกโครมในร้านอินเทอร์เนต มาใช้บริการ

เครื่องคอมพิวเตอร์ชุดนี้ มีการติดตั้งให้ใช้งานประมาณ 2 เดือนแล้ว เริ่มแรกไม่ได้ติดตั้งซอพท์แวร์ที่กำหนดสิทธิ์ผู้ใช้ ทำให้แทบจะกลายเป็นร้านเกมส์เลย สักเดือนที่ผ่านมาเพิ่งได้ีมีเวลาไปติดตั้งวินโดว์และลงโปรแกรมใหม่ โดยเฉพาะ Deep Freeze 6.0 ทำให้ปัญหาที่เกิดขึ้นลดลงไปได้มาก

ทราบจากบรรณารักษ์ว่า ตอนนี้ก็กำลังมีการปรับปรุึงห้องสมุดให้เป็น "ห้องสมุดมีชีวิต" เพิ่มบริการและกิจกรรมอื่นๆ นอกจากให้รยืมคืนหนังสือ การให้บริการอินเทอร์เนตนี้ก็เป็นการพัฒนาบริการอีกทางหนึ่ง บางทีผมอาจจะมีส่วนร่วมช่วยจัดกิจกรรมเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เนตของห้องสมุดฯ ด้วย แล้วจะมาแจ้งข่าวให้ทราบเป็นระยะๆ นะครับ

สุดท้ายก็ฝากภาพบรรยากาศห้องสมุดมาให้ชมครับ








8 เม.ย. 2551

เวทีเรียนรู้ครั้งที่สอง โครงการจัดการศึกษาตลอดชีวิตเพื่อการพัฒนาสังคมและชุมชนเข้มแข็งฯ (วันที่ 3/3)

วันนี้ตรงกับวันเกณฑ์ทหาร ทำให้ กำนันและผู้ใหญ่บ้านต้องกลับไปก่อนตั้งแต่เมื่อวาน กิจกรรมวันนี้เริ่มเมื่อประมาณ 8.00 น.
ทุกคนมานั่งล้อมวงใหญ่ พูดคุยกันถึงความรู้สึกในการเข้าร่วมเวทีเรียนรู้ครั้งนี้แบบสบายๆ เป็นกันเอง

กิจกรรมต่อมาเป็นกิจกรรม คุณเป็นคนอย่างไร และ เกมส์สี่ทิศ เกมส์นี้จะให้ทุกคนไปอ่านลักษณะนิสัยของทิศและสัตว์ประจำทิศที่ติดอยู่ข้างฝา ได้แก่ ทิศตะวันออกคือเหยี่ยว ทิศตะวันตกคือหมี ทิศเหนือคือกระทิง ทิศใต้คือหนู และให้อภิปรายถึงข้อดีข้อเสียของนิสัยเหล่านั้นที่พบในชีวิตจริง




อ.ทรงพล ได้สรุปปิดท้ายว่า กิจกรรมเกมสี่ทิศ ต้องการแสดงให้เห็นว่า ทุกๆ คน ล้วนมีข้อแตกต่างๆ มีข้อดีข้อด้อยแตกต่างกันไป การเป็นผู้นำในการพัฒนาจึงต้องเข้าใจจริตของผู้ที่เกี่ยวข้อง พยามใช้ข้อดีมาส่งเสริมการพัฒนาและหาทางหลีกเลี่ยงข้อด้อย

กิจกรรมที่ผ่านมาทั้งหมดในเวทีนี้ ได้ช่วยฝึกให้ทุกคนได้ ฟัง คิด พูด ขอให้นำทักษะที่ได้จากการอบรมครั้งนี้ไปฝึกฝนต่อ ไม่ต้องฝึกหลายเรื่องให้เลือกที่ตนชอบเพียงเรื่องเดียวต่อขอให้ฝึกอย่างจริงจัง

จากนั้นจึงเป็นพิธีปิด ผู้ที่เกี่ยวข้องจาก อบต.กันตวจระมวล สรส. และ กศน.สุรินทร์ ได้มากล่าวปิด จากนั้นร่วมรับประทานอาหารกลางวัน ก่อนกลุ่มผู้ร่วมเวทีจาก อบต.ก้นตวจระมวล จะเดินทางกลับ ส่วนทีมวิทยากรและบุคลากรจาก กศน.สุรินทร์ ได้ประชุมกันต่อจนถึง 16.00 น.


แนะนำสถานที่ประชุมและที่พัก
สถานที่ที่ใช้จัดประชุมคือห้องประชุมโครงการชลประทานสุรินทร์ เครื่องเสียงใช้ได้ดีพอสมควร อุปกรณ์ที่เตรียมไปเพิ่มคือเครื่องฉายโปรเจคเตอร์พร้อมจอ เมื่อจุผู้เข้าร่วมอบรมประมาณ 80 คนแล้ว เห็นว่ามีพื้นที่เหลืออีกมาก ค่าเช่าวันละ 3000 บาท


ส่วนที่พักนั้นทางโครงการฯ ให้บริการทั้งแบบห้องปรับอากาศและห้องพัดลม สำหรับเวทีครั้งนี้ ผู้เข้าร่วมเวทีเกือบทั้งหมดพักแรม ณ โครงการชลประทานฯ โดยพักในห้องพัดลม เรือนแต่ละหลังจะมี 8 เตียง ชั้นล่างเป็นห้องรวมมี 4 เตียง ชั้นบนแบ่งเป็นห้องย่อย 2 ห้อง ห้องละ 2 เตียง แต่ละชั้นจะมีห้องรวมชั้นละ 1 ห้อง ส่วนค่าเช่าต่อหลังนั้นไม่ได้ถามมาครับ

บรรยายภาพ : เรือนรับรอง


บรรยายภาพ : ห้องพักชั้นล่าง


บรรยายภาพ : ห้องพักชั้นบน

สำหรับของใช้ส่วนตัว สามารถหาซื้อได้จากร้านสหกรณ์บริเวณป้อมยาม


เวทีเรียนรู้ครั้งนี้มีตารางกิจกรรมแน่นมาก จึงมีเวลาไปเดินชมบรรยากาศของห้วยเสนงในช่วงบ่ายวันสุดท้ายเท่านั้น หน้าร้อนนี้ก็มีคนมาเที่ยวมากพอสมควร



บรรยายคลิป : บรรยากาศของอ่างเก็บน้ำห้วยเสนง

เวทีเรียนรู้ครั้งที่สอง โครงการจัดการศึกษาตลอดชีวิตเพื่อการพัฒนาสังคมและชุมชนเข้มแข็งฯ (วันที่ 2/3)

ช่วงเช้า
วันที่สองของเวทีเรียนรู้เริ่มเมื่อเวลา 9.00 น. ด้วยกิจกรรมกลุ่ม หลังจากนั้นเป็นล้อมวงและนำเสนอคำตอบของคำถามจากภาพยนต์เรื่อง "เสียงกู่จากครูใหญ่" ที่ อ.ทรงพล ได้ให้ไว้เมื่อวาน


หลังจากอภิปรายแล้วก็มีการแจกแบบสอบถามเพื่อสำรวจความต้องการสองข้อคือ
1. ผู้เข้าร่วมเวทีต้องการให้ตนเองเชี่ยวชาญเรื่องอะไร ?
2. มีความสนใจจะเข้าร่วมพัฒนาชุมชนเรื่องอะไรบ้าง? ให้เลือกตอบ 3 ข้อ เรียงตามลำดับมากไปน้อย ตัวเลือกที่มีให้เลือกได้แก่ การเกษตร , การรักษาความปลอดภัย , สุขภาพ , การศึกษา , วัฒนธรรมประเพณี ฯลฯ

ถัดมาเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องการรำตร็ด โดยวิทยากรพิเศษคุณกมนต์โรจน์ นิวัฒน์บรรหาร หรือคุณจุก ได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องประเพณีรำตร็ดซึ่งเป็นประเพณีในช่วงสงกรานต์วันขึ้นปีใหม่ของเขมร ผู้รำจะมารวมตัวกันร้องเพลงแห่ไปตามทุกบ้านในหมู่บ้านเพื่อขอรับเงินและสิ่งของเพื่อร่วมทำบุญที่วัด เพลงที่ร้องจะมีจังหวะรื่นเริง มีเนื้อหาประกาศว่าถึงปีใหม่แล้ว ขอเชิญชวนให้ร่วมกันทำบุญ และมีบางเพลงก็มีเนื้อหาเกี้ยวพาราสี

ประเพณีนี้ในปัจจุบันก็ยังคงมีอยู่ในตำบลกันตวจระมวล ชาวบ้านหลายคนได้ช่วยแลกเปลี่ยนความเห็นด้วย พร้อมช่วยร้องเพลงรำตร็ดในระหว่างการสาธิตด้วย


การรำตร็ดโดยทั่วไปเป็นกิจกรรมของชุมชนที่ชาวบ้านร่วมมือกันจัด จึงไม่ค่อยมีการกำหนดกฎเกณฑ์อย่างเคร่งครัดนัก แต่เมื่อต้องใช้แสดงในวาระพิเศษต่างๆ เช่น งานแสดงของช้าง หรือการประกวดแข่งขันระหว่างโรงเรียน อาจจะต้องมีการปรับปรุงให้มีความสวยงามมีความเป็นระเบียบเรียบร้อยมากขึ้น

บรรยายภาพ : การสาธิตการรำตร็ด

คุณกมนต์โรจน์มีฝึกหัดฝึกหัดการรำตร็ดให้กับหน่วยราชการหลายๆ หน่วย ได้เล่าถึงการปรับปรุงรำตร็ดให้มีความสวยงามมากขึ้น เช่น การประดิษฐ์ท่ารำเพิ่มเข้ามาอีกสองท่า คือ ท่าดอกบัว และท่าโคเขางามโดยดัดแปลงมาจากการแสดงเรือมอันเร จำนวนผู้แสดงควรใช้ประมาณ 20 คน จะดูเหมาะสมไม่มากไม่น้อย วิธีการตีกลองแบบต่างๆ ฯลฯ นอกจากนี้ยังได้มีการสาธิตการแสดงอื่นๆ ให้ชมอีก เช่น การโจลมะม๊วด การเรือมอันเร กะโน๊บติงตอง

คุณกมนต์โรจน์ เล่าให้ฟังด้วยความภูมิใจว่า ตนเป็นลูกคนจีน บรรพบุรุษอพยพเข้ามาทางกัมพูชา ก่อนย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่ จ.สุรินทร์ ตนมีความสนใจวัฒนธรรมเขมร ได้สนใจเรียนรู้ ฝึกหัด และแสดง มาตลอดชีวิต ปัจจุบันก็อายุ 60 ปีแล้ว ไม่เคยเห็นลูกคนจีนคนไหนที่สนใจศึกษาเรื่องนี้แบบตนเลย ด้วยความที่สนใจในศิลปะประเภทนี้ หากทราบว่าหน่วยงานไหนมีการฝึกหัดเยาวชนก็อาสาไปช่วยโดยไม่เคยคิดเงิน หรือแม้ไม่ได้รับเชิญก็ยังไปช่วย กระทั่งใช้เงินส่วนตัวออกาออกค่าเดินทางเพื่อไปร่วมแสดงวัฒนธรรมในต่างประเทศร่วมกับ ม.ราชภัฎสุรินทร์ด้วยตนเอง

สำหรับบางคนอาจจะรู้สึกแปลกที่วันนี้เราได้มาเรียนรู้ประเพณีรำตร็ดกับคนที่มีเชื้อสายจีน แต่สำหรับผมคนที่เรียนภาษาเขมรโดยใช้หนังสือที่แต่งโดยชาวอเมริกันแล้วก็ไม่ค่อยแปลกใจอะไรนัก คนที่แสวงหาค้นคว้าอะไรจริงๆ สามารถเข้าใจเรื่องต่างๆ ลึุกซึ้งมากกว่าคนที่ได้รับมรดกความรู้นั้นเสียอีก

ช่วงบ่าย
อ.ทรงพล ให้ผู้เข้าร่วมเวทีแบ่งเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 7 คน ร่วมแลกเปลี่ยนสิ่งที่ได้เรียนรู้ในช่วงเช้า โดยมอบหมายให้แต่ละกลุ่้มร่วมอภิปรายและนำเสนอ 2 เรื่องคือ
1. ข้อคิดจากการรำตร๊ด
ให้นำเสนอที่ละกลุ่มโดยเน้นให้สมาชิกที่ไม่เคยได้พูดมาเป็นผู้นำเสนอบ้าง
2. แนวทางฟื้นฟูวัฒนธรรมประเพณีในท้องถิ่น
มีการเล่นบทบาทสมมติโดยโดยเชิญคนที่ตอบแบบถามเมื่อเช้า ที่สนใจช่วยพัฒนาชุมชนด้านวัฒนธรรม (ซึ่งพบว่าคือกลุ่มเดียวกับที่มาช่วยสาธิตในการรำตร็ดนั่นเอง) จำนวน 3 คน มาเป็นรัฐมนตรีวัฒนธรรม แล้วให้แต่ละกลุ่มนำเสนอแนวทางฟื้นฟูวัฒนธรรมท้องถิ่นกับรัฐมนตรีเหล่านี้ ซึ่งจะให้พิจารณาว่าสามารถนำไปปฎิบัติได้หรือไม่ หากไม่เข้าใจก็ให้ซักถามรายละเอียดจนกว่าจะพอใจ


จากนั้น อ.ทรงพล ได้สรุปให้ฟังว่า กิจกรรมที่ผ่านมาทั้งหมดมีประสงค์ช่วยให้ผู้รับการอบรมได้ฝึก ฟัง พูด เขียน และแสดงให้เห็นว่า การสื่อสารกับผู้อื่นให้เข้าใจนั้นไม่ใช่เรื่องยาก

การจัดเวทีแต่ละครั้งจะพยามจัดให้เข้ากับวิถีชีวิตของชุมชน ครั้งนี้เน้นไปที่เรื่องวัฒนธรรม เพื่อให้เข้ากับเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังมาถึง คณะรัฐมนตรีสมมตินี้คือ ตัวอย่างของบุคลากรที่จะมาเป็นแกนนำช่วยดูแลวัฒนธรรมให้กับชุมชน

เวทีเรียนรู้ครั้งต่อไปจะจัดในเดือนพฤษภาคมตรงกับฤดูเพาะปลูกของชาวนา เวทีเรียนรู้ก็จะเน้นเรื่องการเกษตร


ต่อมาเป็นการฉายวิดิทัศน์เรื่อง
"การจัดงานประเพณีลอยกระทงของ อบต.บ้านดาว" ที่อาศัยการจัดการความรู้ช่วยวางแผนในการจัดงาน จากนั้นได้แบ่งกลุ่มอภิปรายเรื่อง "ปัญหาของการจัดกิจกรรมประกวดรำตร็ดของตำบลกันตรวจระมวลในปีที่แล้ว และแนวทางแก้ไข" เพื่อเตรียมตัวนำเสนอในวันพรุ่งนี้


หลังจากสิ้นสุดเวทีการเรียนรู้ เมื่อเวลา 17.30 น. แล้ว คณะวิทยากรได้มีการประชุมหารือกันประมาณ 1 ชม. ก่อนจะแยกย้ายไปพักผ่อน

7 เม.ย. 2551

เวทีเรียนรู้ครั้งที่สอง โครงการจัดการศึกษาตลอดชีวิตเพื่อการพัฒนาสังคมและชุมชนเข้มแข็งฯ (วันที่ 1/3)

ผมได้รับการหมายให้ทำหน้าที่บันทึกภาพวิดิโอ ใน"โครงการการจัดการศึกษาตลอดชีวิตเพื่อการพัฒนาสังคมและชุมชนเข้มแข็งตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" เป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานสามหน่วยได้แก่ กศน.สุรินทร์ อบต.กันตวจระมวล และ สถาบันเสริมสร้างการเรียนรู้เพื่อชุมชนเป็นสุข (สรส.)

เป้าหมายของโครงการคือ การสร้างความตระหนักให้ชาวบ้านได้ริเริ่มหาทางพัฒนาความเป็นอยู่ด้วยการพึ่งตนเอง รู้คุณค่าของทุนและทรัพยากรที่มีอยู่ ไม่รอพึ่งหน่วยงานของรัฐ โดยใช้การจัดการความรู้เป็นเครื่องมือ
การจัดเวทีเรียนรู้เป็นกิจกรรมหนึ่งในโครงการนี้ มีการจัดครั้งแรกที่ อบต.กันตรวจระมวล ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ครั้งนี้เป็นครั้งที่สองแล้วและจะมีการจัดเวทีลักษณะนี้อีกหลายครั้ง

เวทีเรียนรู้ครั้งนี้จัดที่ห้องประชุมโครงการชลประทานสุรินทร์หรือห้วยเสนง แหล่งท่องเที่ยวที่นิยมที่สุดของชาวสุรินทร์ มีผู้เข้าร่วมประมาณ 70 คน ประกอบด้วยบุคลากรที่มาจากสามหน่วยงานคือ จากตำบลกันตวจระมวลนำโดย นายก อบต., ผู้ใหญ่บ้าน, สมาชิกอบต., ผู้นำชุมชน, ข้าราชการที่ปฎิบัติงานในพื้นที่ ฯ, จาก กศน.สุรินทร์ ประกอบด้วยบุคลากรที่ปฎิงานใน กศน.อำเภอปราสาท เป็นส่วนมาก และจาก สรส. ประกอบด้วยคณะวิทยากร 3 ท่าน



ช่วงเช้า หลังจากนายก อบต. กันตวจระมวล กล่าวเปิดงานสั้นๆ แล้ว ก็เป็นกิจกรรมกลุ่มเพื่อสร้างความคุ้นเคยกัน


จากนั้นทุกคนร่วมกันชมภาพยนต์เกาหลีเรื่อง "เสียงกู่จากครูใหญ่"เรื่องนี้เป็นเรื่องการพัฒนาท้องถิ่นของครูใหญ่คนหนึ่งในประเทศเกาหลี เนื้อหาดีมากๆ วันหลังจะเอามาวางให้ชม

หลังจากชมเสร็จแล้ว อ.ทรงพล ได้ตั้งคำถามสองข้อคือ
1. สิ่งใดที่ทำให้การพัฒนาของครูใหญ่ประสบความสำเร็จ
2. เราขาดสิ่งใด ที่ทำให้การพัฒนาท้องถิ่นไม่ประสบผลสำเร็จเช่นครูใหญ่

ช่วงบ่าย
ก่อนการอบรมก็มีการเตรียมความพร้อมโดยการเปิดวีซีดีที่เซิ้งให้ออกกำลังกาย จากนั้นเป็นแบ่งกลุ่มเพื่อช่วยกันหาคำตอบจากการบ้านที่ได้รับมอบหมายในช่วงเช้า



ต่อมาเป็นการการเล่นเกมส์แม่น้ำพิษ เสร็จแล้วก็มาแบ่งกลุ่มเพื่อช่วยกันวิเคราะห์ว่า
1. ทำไมเราถึงสามารถร่วมกันข้ามแม่น้ำพิษได้
2. ในการร่วมกันข้ามแม่น้ำพิษนั้น มีอุปสรรคอะไรบ้าง


บรรยายภาพ : นายกหญิงอบต.กันตวจระมวล(เสื้อแดง) และปลัด อบต. (สวมแว่นเกาะเอวนายกฯ)ร่วมเล่มเกมส์แม่น้ำพิษ

การอบรมวันนี้เสร็จสิ้นเมื่อ 17.00 น. ผู้อบรมเข้าที่พักและพักผ่อนอิริยาบท ขณะที่คณะวิทยากรได้มีการสรุปงานและประชุมวางแผนกัน


ผมอยู่ใกล้ๆ แต่ไม่ได้เข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วยเพราะมัวแต่สาละวนกับการเก็บอุปกรณ์ การถ่ายข้อมูลจากกล้องเก็บไว้และเตรียมงานในวันพรุ่งนี้ ในโอกาสต่อไปจะหาโอกาสร่วมฟังด้วยเพื่อรับข้อมูลมากกว่านี้