เป้าหมายชีวิตชาวไอที

ข้อคิดการดำเนินชีวิต จากคุณอิสรยา ไพรีพ่ายฤทธิ์
http://www.isriya.com/node/1417

ผมแนะนำข้อปฏิบัติ 5 ข้อหลังเรียนจบสายไอที ดังนี้
1. ตั้งเป้าชีวิตให้ชัด
- ผมมีเพื่อนเยอะมากที่ฝันในชีวิตไม่ตรงกับคณะที่เอ็นทรานซ์ บ้างอาจเกิดจากความต้องการของครอบครัว บ้างก็อาจเกิดจากโชคชะตาฟ้าลิขิต บ้างก็อาจมาจากการ "รู้ตัวช้า"

ตัวอย่างที่น่าสนใจคือมีเพื่อนสนิทคนหนึ่งอยากเรียนสถาปัตย์ แต่เนื่องจากเป็นผู้หญิง ที่บ้านเห็นว่าสถาปัตย์มันงานถึกเกินไป จึงพบกันครึ่งทางที่วิศวะ แต่เอาไปเอามาเพื่อนคนนี้ดันเรียนเก่ง (เป็นนักเรียนอาชีพ) จบด้วยเกรดสูงสุดของคณะ ได้ offer ทุนเรียนต่อจนถึง PhD กลับมาเป็นอาจารย์ แต่เธอกลับลังเลที่จะรับทุนนี้ เนื่องจากมันเป็นจุดเปลี่ยนสุดท้ายของอนาคตทั้งชีวิตที่เหลือ

การเรียนคอมแล้วอยากประกอบอาชีพด้านอื่นไม่ใช่เรื่องเสียหาย บางคนอาจอยากเป็นนักร้อง เปิดร้านเค้ก เป็นแอร์ หรือกลับไปช่วยกิจการที่บ้านก็ย่อมได้ ชีวิตเป็นของตัวเราเอง สิ่งสำคัญคือคุณแน่ใจในสิ่งที่คุณจะเป็นหรือยัง มีความมุ่งมั่นมากแค่ไหน ถ้าอยากจะก้าวไปในอุตสาหกรรมนี้ควรตั้งเป้าให้ชัดเจนตั้งมั่นซะตั้งแต่ตอนนี้ ถ้าอยากจะถอย นี่เป็นโอกาสสุดท้ายแล้ว

2. มุ่งจะเป็นนายพล
- สองอาทิตย์ก่อนผมได้ไปเยี่ยมอาจารย์ที่เคารพท่านหนึ่ง เราคุยกันเรื่อง iPhone อาจารย์ท่านนั้นหยิบพีดีเอขึ้นมาแล้วถามผมว่าเคยเห็นสกินที่ทำเลียนแบบ iPhone หรือเปล่า ผมตอบว่าคนทำอยู่มาเลย์ อาจารย์ยิงประโยคเด็ดมาคำนึงที่ผมจำอย่างขึ้นใจ
"คุณคิดว่าทำไมคนทำถึงไม่อยู่เมืองไทยล่ะ?"

อาจารย์วิจารณ์ต่อว่า สิ่งที่ภาคการศึกษาและกระทรวงไอซีทีบ้านเราทำอยู่นั้นหลงทาง เราพยายามจัดอบรม อบรม และอบรมแบบที่เรียกว่า "ความรู้ตลาดๆ" เช่น การใช้งานโปรแกรมต่างๆ ขึ้นกับว่าช่วงนั้นโปรแกรมไหนฮิต แต่เรากลับไม่สามารถสร้างคนจำพวก innovator ได้เลย เรากำลังสร้างกองทัพนายสิบ ไม่ใช่นายพลเจ้ายุทธการ

ผมเสริมไปว่าถ้าเราไปสนใจในทักษะที่ใครๆ ก็ฝึกปรือได้ ค่าตัวของเราก็จะธรรมดา ทำไมเราไม่มุ่งมั่นจะเป็นคนที่มีทักษะหายาก ไม่สามารถเลียนแบบได้ง่ายๆ และสุดท้ายทุกคนจะวิ่งเข้ามาแย่งตัวเราเองโดยที่เราไม่ต้องทำอะไร ซึ่งการจะไปถึงจุดนั้นได้ (ผมเองก็ยังไปไม่ถึง แต่มุ่งฝันอยากจะเป็น) ก็มีทางเดียวคือฝึกทักษะเหล่านั้นของตัวเองให้แหลมคมที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ส่วนการเลือกทักษะว่าจะฝึกอะไรนั้น ก็ขึ้นอยู่กับตัวเองว่าตั้งเป้าจะเป็นอะไร

3. ภาษา
ฟังชื่อดูเป็นข้อที่โหลโคตรจะมาก แต่ผมจงใจยกข้อนี้ออกมาเป็นข้อใหญ่เพื่อให้เห็นความสำคัญ ผมมีเพื่อนหลายคนที่พลาดโอกาสหลายอย่างในชีวิตช่วงหลังเรียนจบ เนื่องจากทักษะด้านภาษาอังกฤษไม่ดีพอสำหรับโอกาสเหล่านั้น เราควรเตรียมความพร้อมทางด้านนี้ไว้ตั้งแต่ช่วงที่ยังเรียนไม่จบ หรือจบแล้วก็ต้องรีบเลย
นอกจากนั้นผมเสนอประเด็นเรื่องภาษาจีน โดยยกกรณีที่ไปเจอมาด้วยตัวเองตอนไปเมืองจีน อันนี้คงไม่เขียนซ้ำ หาอ่านใน Blognone กันเองนะ

4. Contribute กลับให้สังคม
- นอกจากชีวิตทำงานแล้ว สิ่งที่เราควรจะทำควบคู่ไปด้วยเสมอ คือการให้อะไรกลับแก่สังคมบ้าง มันเป็นอะไรก็ได้ตั้งแต่ออกไปกวาดถนนหน้าบ้าน จนถึงการยกทรัพย์สินให้เป็นมูลนิธิแบบเกตส์ เพียงแต่ในฐานะพิเศษที่เรียนมาทาง ComSci เราก็ควรจะทำประโยชน์แบบใช้ความรู้บ้าง
ช่วงหลังผมมาสนใจงานสายสังคมเพิ่มขึ้นมาก ผมพบว่าคนกลุ่มนี้มีไอเดียเจ๋งๆ หลายอย่างที่ไม่เกิดขึ้นเนื่องจากไม่มีความรู้ทางเทคนิค ถ้าเราเอาความรู้ที่มีไปช่วยเหลือคนกลุ่มนี้ (ตัวอย่างง่ายๆ เช่น การสร้างเว็บไซต์ของมูลนิธิหรือชมรมต่างๆ) มันก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่งแล้ว กวาดถนนไม่ใช่เรื่องไม่ดี แต่เราสามารถหาคนอื่นกวาดถนนแทนเราได้ไม่ใช่หรือ

ตัวอย่างคลาสสิคอีกอันคือการมีส่วนร่วมกับโครงการโอเพนซอร์ส ฟังผิวเผินมันดูเหมือนเป็นการลงแรงเพื่อสังคม แต่ในความเป็นจริงแล้ว เราก็ได้ประโยชน์ทางตรงจากโอเพนซอร์สในหลายด้านเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นทักษะ ประสบการณ์ ไปจนถึงประโยชน์ทางอ้อมอย่างชื่อเสียงเงินทอง สุดท้ายผมยกเคส Innovation Happens Elsewhere ว่ามันจะเป็นแนวคิดหลักอีกอย่างหนึ่งในอนาคตอันใกล้นี้

5. ใช้ชีวิตให้ท้าทาย
- เมื่อเราตัดสินใจเลือกที่ทำงานที่แรกแล้ว สิ่งที่เราจะเจอต่อไปคืออะไรนั้น ไม่สามารถพยากรณ์ล่วงหน้าได้เลย ถึงแม้เราจะเลือกบริษัทอย่างดีจากชื่อเสียงเก่าๆ จากประสบการณ์ของคนในที่ทำงานอยู่ แต่ถ้าโชคร้ายเจอหัวหน้าแย่ มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร คำถามสำคัญคือเรากล้าที่จะถอยหรือเปล่า กล้าที่จะทิ้งเงินเดือนหลายหลักแต่ทำงานไปวันๆ มารับงานความเสี่ยงสูงแต่ท้าทายหรือเปล่า

เราต้องการเผชิญความเสี่ยงในชีวิตน้อยลงเรื่อยๆ สวนทางกับอายุและสถานภาพทางสังคมที่มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมีลูกเราก็คงคิดอีกอย่าง แต่ในตอนนี้เรามีชีวิตการทำงานที่ท้าทายพอหรือยัง ถ้ารู้ตัวว่าใจกำลังจะหมด ผมก็ขอให้กล้าที่จะเปลี่ยน กล้าที่จะเลิก

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

C001-2.1 ดีไวซ์ไดรเวอร์ และโปรแกรมดีไวซ์เมเนเจอร์

Jonathan Livingston : Seagull

พระพุทธเจ้าเป็นศาสดาเอกของโลก... จริงหรือ ?