18 พ.ค. 2556

แนะนำการเรียนภาษาอังกฤษแบบ Phonics

มีเหตุให้ผมต้องสอนภาษาอังกฤษครับ (ครูสมัยนี้จะสอนภาษาเดียวสงสัยจะยาก มีโอกาสก็น่าจะลองดู ) แต่ผมไม่อยากให้ภาษาอังกฤษที่ผมสอนมันเหมือนกับการเรียนในโรงเรียน ผมพยามหาวิธีอื่นๆ ดู กระทั่งพบวิดิโอเด็กหญิงคนหนึ่งที่สนทนาด้วยภาษาอังกฤษชัดเจนมาก และพบว่าเธอได้รับการฝึกด้วยวิธี Phonic

ผมได้ยินเรื่องวิธีการสอนแบบ Phonic ครั้ืงแรกจากผู้ก่อตั้งบ้านเด็กหลายภาษา โรงเรียนสอนภาษาแห่งหนึ่งในสุรินทร์ ครั้งนั้นผมไม่ได้สนใจเลย เพราะคิดว่าตัวเองคงไม่ได้ใช้ แต่พอกลับไปดูอีกครั้งก็พบว่าวิธีนี้สามารถประยุกต์ได้กับทุกภาษา และจริงๆ แล้ว ก็ใช่ว่าผมจะไม่รู้จักมัน ผมเคยเรียนภาษาดัวยซอพท์แวร์ Click Phonics เมื่อประมาณปี 2551 ก็พบว่ามันเป็นวิธีเรียนที่คล้ายกัน ( จริงๆ ชื่อมันก็คล้ายกันอยู่แล้ว)

แต่หลักการของการเรียนวิธีนี้ก็มีอะไรหลายๆ ที่น่าศึกษา ที่ผมนำเสนอข้างล่างนี้สิ่งที่ผมรวบรวมได้ในระยะสั้นๆ

1. ความหมายของ Phonics
จากเว็บไซต์ about.com ให้ความหมายว่า ในศตวรรษ
ที่ 19 คำว่า phonics มีความหมายเหมือนกันกับคำว่า phonectics (สัทศาสตร์ - สาขาย่อยของภาษาศาสตร์ที่ประกอบด้วยการศึกษาเสียงพูดของมนุษย์) แต่ในศตวรรษที่ 20 phonics มีความหมายว่า วิธีการสอนให้อ่าน( method of teaching reading )

และยังจำแนกว่ามี 4 แบบคือ
Analytic(al) Phonics แบบนี้จะฝึกให้นักเรียนวิเคราะห์ เช่น ให้คำๆ หนึ่งไป แล้วให้วิเคราะ์ห์ว่ามีหน่วยเสียงอะไรบ้าง
Linguistic Phonics ให้นักเีรียนมองหาสิ่งที่ร่วมกันระหว่างคำ เช่น ให้คำว่า cat, rat, mat, bat แล้วให้หาสิ่งที่ร่วมกันซึ่งในที่นี่ คือ เสียง -at แล้วใช้มันอ่านคำอื่นๆ ต่อไป แบบนี้จะคล้าย Analytic Phonics แต่เน้นที่รูปแบบ pattern มากกว่าจะจำแนกหน่วยเสียงแต่ละหน่วย
Synthetic Phonics ในท้องตลาดปัจจุบัน ผู้ผลิตสื่อขายทั้งหลาย เขาจะบอกว่าเขาใช้วิธีการแบบนี้ วิธีนี้เขามองว่า เสียงในภาษาอังกฤษทั้งหมด เกิดจากเสียงย่อย 44 เสียง( บวกลบนิดหน่อย ตามแต่บริษัท) มาผสมกัน ถ้าเราศึกษาเสียงย่อยทั้งหมดได้ เอามารวมกันได้ เราก็ออกเสียงทั้งหมด(เป็นแสนๆ คำ) ได้ถูกต้่อง กระบวนก็การเริ่มจากเด็กฝึกออกเสียงย่อยเหล่านี้พร้อมตัวอักษรที่แทนเสียง จากนั้นก็อ่านคำโดยอาศัยการผสมเสียงแทนตัวอักษรที่ประกอบกันเป็นคำ (อ่านเพิ่มเติมได้จาก Mr. Tim's phonics และ Jolly Phonics)
Embedded Phonicsแบบนี้เขาจะศึกษาจากหนังสือหรือสื่อจริงๆ (แบบอื่นจะศึกษา จากแบบเรียนที่เขียนมาเฉพาะ ถูกออกแบบสำหรับผู้เรียน ) เข้ายากนะครับ แต่มีความสำพันธ์กลับกลุ่มที่เรียกว่า the whole language movement

2. แล้วมันต่างจากแบบที่เรา(และเด็กๆ ทุกวันนี้) เรียนในโรงเรียนอย่างไร ?
การเรียนการอ่านภาษาัอังกฤษ ที่เราเห็นทุกวันนี้เป็นแบบ "look-say" คือ เห็นตัวอักษรแล้วจำเสียงกับคำศัพท์ (อ่านเพิ่มเติมจากประวัติของ Rudolf Flesch ) เช่น BAT ครูจะชี้แล้วบอกว่า B-A-T อ่านว่า แบ็ท นักเรียนจะจำคำศัพท์ด้วยสายตาเพื่อเจอคำศัพท์ที่ไม่รู้จักก็จะสับสน

จริง ๆแล้ว ในภาษาไทย เราก็มีการเรียนแบบ phonic ด้วยวิธีการที่เรียกว่า แจกลูก เช่น คำว่า บาน เราก็แจกว่า "บอ - อา - บา , บา - นอ - บาน" ทำแบบนี้นักเรียนจะจำหน่วยเสียงย่อยแต่ละหน่วยแล้วเอามาประกอบกันให้เป็นเสียงพยางค์ได้ แต่ในภาษาอังกฤษเรากลับไปยอมทำอย่างนั้น หากสอนแบบที่เราเรียนภาษาอังกฤษในปัจจุบันครูจะสอนเพียงแค่ว่า "บอ - อา - น อ่านว่า บาน"

ผลกระทบของวิธีได้ไปไกลกว่าแค่อ่านไม่ี่ค่อยออก เพราะนักเรียนไม่ได้พัฒนาทักษะของหู พวกเขาจะแยกเสียงพวกนี้ไม่ได้ เช่น last , lad , last , laz นำไปสู่การจำคำศัพท์ไม่ค่อยได้ ต้องเห็นตัวหนังสือถึงจะเข้าใจภาษาอังกฤษ (ทั้งๆ ที่แค่ใช้่หูฟัง ก็น่าจะเข้าใจได้) และเป็นเหตุสำคัญให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเีรียนไม่ดี

อีกอย่างผมเพิ่งรู้ว่า ตัวเองเป็นพวกต้องเห็นตัวหนังสือก่อนถีงจะเข้าใจภาษาอังกฤษได้ เพราะเวลาอ่านหนังสือผมเข้าใจได้ดีมาก แต่พอเวลาฟังประโยคง่ายๆ ผมฟังไม่ออก การได้กลับมาฝึกการฟังนี่ก็ช่วยได้เยอะจริงๆ ครับ

3. เอาหล่ะเริ่มที่ไหนดี ?
เอ่อ มัีนเยอะมาก เต็มไปหมดแล้ว ผมจะขอแนะนำหลักๆ ที่แบบครบถ้วนนะครับ



- ชุดวิดิโอ Teach Reading with Phonics - American English Pronunciation
เนื้อหาครบ อธิบายการออกเสียงด้วย Phonics ครบจบตอนเลย สิ่งที่พิเศษ คือ วิดิโอพวกนี้ทำให้นักเรียนผู้ใหญ่ชาวต่างชาติดู เขาก็จะอธิบายหลักการชัดตรงๆ ไปเลย ในขณะที่สื่อการสอนเรื่อง Phonic โดยทั่วไป ผู้ผลิตจะผลิตทำให้เด็กเ็ล็กๆ ดังนั้นเขาจะไม่อธิบายหลักการอะไรให้ (เขาอาจจะอธิบายหลักการพวกนี้ในเอกสารที่ประกอบมากับสื่อพวกนี้แทน) แต่จะให้เด็กดูรูปสวยๆ แล้วร้องเพลงตาม ผสมเสียงตาม แล้วก็จะอ่านได้ไปเอง (ซึ่งผู้ใหญ่อย่างผมงงมากๆ) ดังนั้น ขอแนะนำอย่างยิ่งครับ จับหลักการให้ได้ก่อน
อีกอย่าง ตัวเว็บหลักเขาก็ดีมากนะครับ มีบริการสอนภาษาหลากหลายช่องทาง

- Reading Bear
เว็บไซต์ฟรี สำหรับการฝึกอ่านด้วยวิธี Phonics โดยทั่วไปแล้วสื่อการสอนของวิธีนี้หาของฟรียากมาก เริ่มตั้้งแต่ขั้นพื้นฐานไป สอนโดยการโต้ตอบกับเว็บแอพลิเคชัน นอกจากการอ่านแล้ว เขาก็ยังสอนคำศํพท์ไปในตัวพร้อมกันด้วย แต่บริการที่ให้นี้ เป็นบริการออนไลน์ ต้องทำงานผ่านอินเทอร์เนต ซึ่งเหมาะกับเด็กเล็กๆ เช่น ลูกหลานเรา เรียนที่บ้าน เปิดอินเทอร์เนตไป ฝึกออกเสียงไป

แต่สำหรับครูี่จะเอาไปใช้ในชั้นเรียน เว็บนี้ก็ไม่ได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องนั้น (แต่คุณอาจจะดึงชุดคำศัพท์ที่พบ จับหน้าจอ ไปสร้างสื่อเองก็ได้ แต่ออกแรงหน่อย)

- บล็อกครูไทยไร้เทียมทาน
เว็บนี้เป็นตัวอย่างการนำไปใช้ในการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในห้องเรียน ที่เห็นในวิดิโอก็มาีการใช้แผ่นชาร์ตรายการคำศัพท์จำนวนมาก เพื่อให้นักเรียนฝึกอ่านไปพร้อมๆ กัน แต่สื่อแผ่นชาร์ตแบบนี้ไม่ฟรี หากต้องการก็ต้องติดต่ออาจารย์เจ้าของบล็อกท่านดู

- แหล่งเีรียนรู้ที่ขอเพิ่มเติม ได้แก่ บทความเรื่อง How to start teaching phonics และ แหล่งรวมข้อมูลเืรื่อง phonics จากเว็บไซต์ครูพ่อแม่ สำหรับพ่อแม่ที่จะสอนลูกที่บ้าน

หวังว่าที่กล่าวมาคงจะช่วยท่านได้บ้างนะครับ

17 พ.ค. 2556

How did I become fluent in 11 languages. ผมสามารถเรียน 11 ภาษาได้อย่างไร?

หนุ่มวัย 20 ปี Alex Rawlings เป็นผู้ชนะการแข่งขัน ชาวอังกฤษที่พูดภาษาอื่นได้มากที่สุดจัดโดยสำนักพิมพ์ Collins โดยเขาพูดได้ถึง 11 ภาษา คือ อังกฤษ , กรีก , เยอรมัน ,สเปน ,รัสเซีย,ดัทช์ ,อัฟริกัน(ใช้พูดในประเทศอาฟริกาได้ โดยมีต้นกำเนิดจากชาวดัทช์ในสมัยศต.ที่ 17),ฝรั่งเศส ,ฮิบรูว,คาตาลัน(ส่วนหนึ่งของสเปน) และ อิตาลี



ผมขอสรุปเนื้อหาดังนี้

1. แม่เป็นลูกครึ่งกรีก ตอนเล็กแม่พูดกรีก อังกฤษ และฝรั่งเศส(นิดหน่อย) กับเขา
2. เรียนเยอรมัน และรัสเซีย ในมหาวิทยาลัย
3. ตอนนี้มาอยู่ที่รัสเซียได้ 8 เดือน เลยได้ภาษารัสเซีย
4. ด้วยความที่เด็กๆ ต้องไปเยี่ยมญาติที่กรีก และพ่อทำงานที่ญี่ปุ่น 4 ปี ทำให้รู้สึกว่าเวลาไปต่างประเทศ จะพูดกับเด็กประเทศอื่นไม่รู้เรื่อง
5. ตอนอายุ 14 ปี ไปเนเธอแลนด์ แต่ฟังอะไรไม่รู้เรื่อง ถึงแม้ไม่รู้เรื่องก็ยังชอบฟัง พอกลับมาบ้านก็เรียนภาษาดัทช์จากหนังสือและซีดี เสร็จแล้วกล้ับไปใหม่ก็คุยกับเขาได้
6. เรียนภาษาอัฟริกัน เพราะภาษานี้มีพื้นฐานจากภาษาดัชท์ และอยากรู้ว่ามีการแปรผันระหว่างภาษาทั้งสองอย่างไร ซึ่งก็พบว่าน่าสนใจมาก
7. เขาพบว่าิวิธีเรียนง่ายที่สุด คือ เรียนจากบริบท เขาจำได้ง่ายจากฟังและเห็น มากกว่าตัวหนังสือบนกระดาษ เช่น จำเนื้อเพลงได้ง่ายเพราะมันมีจังหวะและทำนอง และถูกร้องได้
8. แต่ละภาษามีบุคคลิกของมัน หากบุคลิกดังกล่าวใกล้เคียงกันระหว่างภาษา มันก็จะทำให้เราสับสนง่ายขึ้น สำหรับเขา กรีกก้บสเปน คล้ายกันในหลายๆ ด้าน แต่บางทีเขาก็สับสนระหว่างดัทช์กับอัฟริกัน
9. ภาษาที่ชอบที่สุึดคือ กรีก เพราะพูดตอนเล็กๆ และความผูกพันหลายอย่าง

แนะนำให้ติดตามเพิ่มเติม
- วิดิโอ Alex Rawlings เรื่อง How to learn vocab: three techniques (Hungarian)
- และบล็อกของเขา

XHTML & CSS : 7 - Creating a Link Within a Web Page

มีคำบรรยายภาษาไทย เปิดชมตรงปุ่มเลือกภาษา ได้เลย



ติดตามวิดิโออื่นๆ ได้จาก บทเรียน XHTML & CSS

XHTML & CSS : 6 - Adding Links to our Webpage

มีคำบรรยายภาษาไทย เปิดชมตรงปุ่มเลือกภาษา ได้เลย



ติดตามวิดิโออื่นๆ ได้จาก บทเรียน XHTML & CSS