บันทึกตรึงข้อความ

บันทึกตรึงข้อความ

2 พ.ย. 2559

สรุปเนื้อหาจากหลักสุตร Facebook Marketing: A Step-byStep to Your First 1000 Fan



มาสรุปเนื้อหาจาก Facebook Marketing: A Step-byStep to Your First 1000 Fan

คอร์สนี้สอนให้เราสร้างเพจ แล้วโพสท์ข้อมูลที่เป้นประโยชน์ โพสท์เราจะไปปรากฎในฟีดของผุ้ที่ไลค์เพจเรา ยิ่งเราทำให้โพสท์ของเพจเราไปปรากฎในฟีดได้มากเท่าใด คนก็จะเห็นโพสท์เรามากขึ้น ทำให้เรามีโอกาสเผยแพร่ข่าวสารได้มาก นำไปสู่การโน้มน้าวใจชักชวนให้ซื้อสินค้าได้มากขึ้น

ในคอร์สก็จะสอนตั้งแต่พื้่นฐานการตั้งชื่อ หลักการทำงานของเฟซบุคส์ที่จะตัดสินใจแสดงโพสท์ของเราให้ปรากฎในฟิดของคนอื่นๆ ซึ่งหากทำถุกที่ ถูกเวลา ถูกรูปแบบ เราก็จะได้จำนวนการปรากฎมากๆ ได้

แต่สิ่งที่ไม่ได้กล่าวถึงอย่างละเอียดนัก คือ เรื่องของเนื้อหาโพสท์ คุณภาพของโพสท์ มีการกล่าวถึงเพียงแค่ว่าว่า เนื้อหาที่น่าสนใจ เนื้อหาที่เป็นประโยชน์ แต่ก็พูดเพียงผ่านๆ เท่านั้น

ซึ่งเนื้อหาเหล่านี้ที่ผมไม่ได้ให้ความสนใจนัก แต่ผมก็ดูจนจบเพราะอยากทราบว่าโดยรวมๆ เทคนิคแบบนี้เขาทำกันอย่างไรบ้าง

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ได้จากคอร์สนี้คือ ทำให้ผมเริ่มเข้าใจว่าในเรื่องการตลาดออนไลน์ เนื้อหาที่มีการพูดถึงจะแบ่งเป็น 2 เรื่องใหญ่ๆ

เรื่องแรกเกี่ยวกับการติดต่อกับคนโดยตรง การสร้างเนื้อหาที่ดี ที่คนชอบ การสร้างชุมชน การเชื่อมคนเข้าด้วยกัน

ส่วนเรื่องที่สอง เป็นเรื่องของคอมพิวเตอร์ เราจะโพสท์แบบไหน เวลาใด อย่างไร ทำให้สอดคล้องก้บสิ่งที่เฟซบุค(หรือโซเชียลมีเดียอื่นๆ) ส์เป็นว่าโพสท์ของเรานั้นเป็นโพสท์ทีดี มีคุณภาพ และนำไปแสดงมากขึ้น

ทั้งสองเรื่องก็สำคัญนะครับ เพียงแต่ความความถนัด ความชอบ ก็จะทำให้ผมมุ่งไปในแนวทางแรกมากกว่า

ก็เป็นประสบการณ์ครับ คราวต่อไปเวลาจะเลือกคอร์ส(หรือหนังสือ ฯลฯ) ก็จะได้มีแนวทางในการเลือกมากขึ้น

31 ต.ค. 2559

สมัครสมาชิก vimeo และเปลี่ยนโมเดลการเผยแพร่นิดหน่อย


ผมเพิ่งสมัครสมาชิกของ vimeo ในราคา 2,182 บาท/ปี สำหรับเก็บวิดิโอเนื้อหาการบรรยายของผมครับ (ผมโพสท์ไวัในเฟซบุคส์แล้่ว)

การจ่ายเงินครั้งนี้ไม่ใช่แค่การซื้อของธรรมดาครับ แต่เป็นการเปลี่่ยนวิธีหาเงินของผมเลยครับ

ตลอดสองปีที่ผ่านมานั้นครับ ผมทำวิดิโอสอนภาษาเขมรจำนวนมาก และมักจะปล่อยให้ดูทางอินเทอร์เนต โดยไม่ได้คิดค่าใช้จ่ายอะไร แล้วผมก็หาเงินจากการขายคอร์สที่ทำจากสื่อดังกล่าว โดยให้เข้ามาเรียนในกลุ่มเฟซบุคส์

เหตุที่ผมทำแบบนั้นก็มีหลายประการ คือ ผมหวังว่าหากมีคนเห็นเนื้อหาที่เยอะๆ ในจำนวนคนที่เห็นเยะนั้น น่าจะคนสนใจเรียนมากพอสมควร

อีกอย่างคือ ผมก็คิดว่า ภาษาเขมรผมยังไม่ดีพอ (คือ ผมเป็นคนที่สอนภาษาเขมรคนเดียวมั้ง ที่ไม่ได้ผ่านสองสิ่งเหมือนคนอื่น คือ 1) เคยทำงานหรืออาศัยอยู่ที่ประเทศเขมร หรือ 2) เรียนจบเอกภาษเขมรโดยตรง) ถ้าอย่างงั้นก็ทำแจกๆ แบ่งๆ ไป อย่าคิดอะไรมาก

ปรากฎว่า ก็มีมาบ้างแต่ก็ไม่ยังไม่มีรายได้มากเท่าที่ควร แรกๆ ก็พอมีคนสนใจบ้่าง ตอนหลังก็ค่อยๆ ซาไป ผมทำอะไรเพิ่มไปบ้างก็ยังเงียบอยู่ครับ

พอนานๆ เข้า อยู่ไม่ได้แล้ว อีกทั้งผมก็คิดว่าทักษะภาษาก็ดีขึ้นพอสมควรแล้ว

ผมเลยเปลี่ยนแผนใหม่ครับ


ผมจะทำให้เนื้อหาของผมนั้น "หายาก" ที่ต้องใช้ความพยามมากขึ้นในการเข้าไปหาโดยการเอามันเข้าไปไว้ในระบบ E-learning

จ่ายเงินบ้าง ฟรีส่วนหนึ่ง แต่อย่างน้อยผู้ชมก็ต้องสมัครสมาชิกเข้าไปครับ

อาจจะเป้นสิ่งหนึ่งที่ผมต้องบอกผู้ใช้บริการคือ การศึกษาคือการลงทุน (ซึ่งตัวผมเองก็ลงทุนเยอะ ถึงได้ขนาดนี้)

แล้วเราค่อยมาดูผลกันครับ

26 ต.ค. 2559

ข้อคิดจากภาพยนต์ Departures


ภาพยนต์เรื่องนี้ ไม่ได้เศร้าอะไรนัก

เนื้่อเรื่องก็เป็นเรื่องของนักดนตรีคลาสสิกที่ตกงาน ต้องมาทำหน้าที คนทำพิธีบรรจุศพลงโลง (คนละหน้าที่กับสัปเหร่อ เพราะสัปเหร่อมีหน้าที่เอาศพนั้นไปเผา) โดยบังเอิญ

แรกๆ ก็รู้สึกตะขิดตะขวงใจ แต่อยู่ๆ ไปเขาก็มองเห็นความสำคัญของอาชีพเขา พร้อมทั้งค่อยพัฒนาทักษะจนทำได้ดีและรักมันในที่สุด

ข้อคิดที่ชัดเจนในเรื่องนี้ คือ เรื่องของการเลือกอาชีพ

ใครๆ ก้อยากเลือกอาชีพที่ตนรักชอบทั้งนั้น

แต่ชีวิตมันซับซ้อนกว่านั้นเยอะ

อาชีพที่เราอยากจะทำ เมื่อเข้าสู่อาชีพจริงๆ แล้ว เราอาจจะไม่ถนัดก็ได้ ในขณะที่อาชีพที่เราไม่ได้สนใจจะทำเลย แต่พอได้ลองทำกลับพบว่าเรามีพรสวรรค์ ทำได้ดีกว่าคนอื่นๆ มาก

เรื่องนี้บอกว่า หากเลือกอาชีพที่เรามีพรสวรรค์ ในเมื่อเราทำมันได้ดี เราก็จะเริ่มมองเห็นว่าอาชีพนั้นมีผลดีต่อคนอื่นได้ และเริ่มมองหาแง่มุมดีๆ ในอาชีพนั้นจนชอบไปที่สุด

อันนี้น่าจะจริงๆ นะ

เราเปลี่ยนพรสวรรค์ไม่ได้ (หรือได้หากเราต้องฝึกหนักมหาศาล) แต่เราเปลี่ยนความคิดง่ายกว่า

(เพราะความเชื่อว่าความคิดเปลี่ยนได้ นี่แหล่ะ เราถึงสร้างโรงเรียน จัดการศึกษามาเปลี่ยนความคิด ลูกหลานเรา หรือแม้แต่เราเอง การไปเรียนต่อ ไปศึกษาเพิ่มก็เพื่อเปลี่ยนความคิดนี่เอง)