21 ธ.ค. 2552

บุหรี่ตราแมว

ผมเกิดทันขนมบุหรี่ตราแมวนะครับ เมื่อสักสองอาทิตย์ที่แล้วเห็นขนมนี้กลับมาวางขายใหม่หลังจากไม่เคยเห็นร่วมยี่่สิบปี ที่ร้านค้าในหมู่บ้านแห่งหนึ่งใน อ.ศีรขรภูมิ ระหว่างที่ไปเยี่ยมญาติพี่น้องแถวๆ นั้น


ปัจจุบันเขาแพ็คขายพร้อมลูกอมสองลูกในราคาห้าบาท ถ้าหักค่าลูกอมออกก็เหลือซองละสี่บาท จำได้ว่าสมัยนั้น
ตัวมวนบุหรี่(จริงๆ คือหมากฝรั่ง) เขาทำคล้ายบุหรี่จริงมากกว่านี้โดยกระดาษที่ห่อเขาจะทำสีน้ำตาลเหมือนว่าเป็นบุหรี่ที่มีก้นกรองด้วย

เอามาฝากให้ระลึกความหลังกันครับ

เที่ยวนครนายก ตอนที่ 2 : น้ำตกนางรอง

น้ำตกนางรองเป็นตั้งอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จากตัวเมืองนครนายกตามตามเส้นทางสาย 3049 ประมาณ 20 กม. แถวๆ นั้นมีน้ำตกอยู่หลายแห่ง อีกแห่งที่เป็นที่รู้จักคือน้ำตกสาริกา วันที่ผมไปก็มีคนมาเยี่ยมชมมากพอสมควรโดยเฉพาะเด็กๆ วัยรุ่นที่จะมากันเป็นกลุ่มใหญ่ๆ


น้ำตกแห่งนี้ีมีหน่วยงาน อบจ.นครนายก เป็นหน่วยงานที่เข้าในจ้ัดการบริหาร มีการสร้างอำนวยความสะดวกอย่างครบครัน เช่น ที่จอดรถ ห้องน้ำ ร้านอาหาร และได้รับการบำรุงรักษาอยู่ในสภาพเรียบร้อยดี นักท่องเที่ยงจะต้องเสียค่าบำรุงสถานที่ประตูทางเข้า สำหรับรถตู้ของคณะเรานั้นต้องเสียตามจำนวนรถตู้คันละ 100 บาทพร้อมผู้โดยสารแยกต่างหากอีกคนละ 10 บาท

น้ำตกแห่งนี้เป็นน้ำตกที่ไม่ใหญ่ันัก หากใครคิดว่าจะไปดูน้ำตกที่ไหลมาจากที่สูํงๆ เสียงดังสนั่นก็อาจจะผิดหวัง แต่ลักษณะนี้ก็ดูจะปลอดภัยหากจะไปเป็นครอบครัวหรือเน้นความสะดวกสบายเป็นพิเศษ



เมื่อเราเดินไปทางเดินที่ทำไว้จะไปถึงชั้นล่างของน้ำตกจะเป็นลานกว้าง นักท่องเที่ยวส่วนมากๆ มักจะมานั่งเล่นบ้างหรือปูเสื่อร่วมกันรับประทานอาหารกันแถวนี้บ้างแต่ไม่ยักมีใครเล่นน้ำให้เห็น คงเพราะบริเวณนี้อาจจะดูเปิดเผยไปหน่อย


หลังจากนั่งเล่นครู่ใหญ่ๆ ผมลองเดินขึ้นไปดูชั้นบนๆ ที่อยู่ห่างไปสองสามร้อยเมตรบ้าง ถึงส่วนนี้น้ำตกไม่ค่อยชันแล้วเป็นเหมือนลำธารใหญ่ๆ ที่มีน้ำไหลผ่านโขดหิน และมีต้นไม้เล็กๆ สูงพอทั่วหัวขึ้นแซมไปทั่วทึบพอสมควร แถวนี้เองเป็นที่ที่คนนิยมมาเล่นน้ำกันเพราะมันดูส่วนตัวดี นักท่องเที่ยวเกือบทั้งหมดที่มาเล่นน้ำบริเวณอยู่ในวัยรุ่นอายุไม่น่าจะเกินยี่สิบ สงสัยเขตนี้สงวนไว้สำหรับเด็กๆ (ฮา)


ถึงตรงนี้ทางเดินที่เลียบน้ำตกสิ้นสุดแล้วหากอยากจะเดินต่อไปต้องถอดรองเท้าลัดเลาะไปตามแก่งเอา ผมนั่งเล่นสักครู่ วักน้ำล้างหน้าล้างตาพอสดชื่น ตอนจะกลับได้ยินเสียงกรี๊ดของสาวๆ แถวนั้น เหตุเพราะเธอไปเจองูตัวเล็กๆ อยู่ในกองเสื้อผ้าเข้า สักประเดี๋ยวเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่อยู่ใกล้ๆ ก็มาเขี่ยงูออกให้ จึงได้รู้ว่าน้ำตกแห่งนี้มีเจ้าหน้าที่คอยดูแลความปลอดภัยกระจายอยู่ทั่วไปด้วย

(บรรยายภาพ -เจ้าหน้าที่คนนี้กำลังเขี่ยงูออกจากกองเสื้อผ้าของนักท่องเที่ยว)

หลังจากได้เติมความสดชื่นจากน้ำตกแห่งนี้เรียบร้อยแ้ล้ว ผมและคณะก็เดินทางต่อเพื่อไปชมเขื่อนขุนด่านปราการชลต่อไป

เพิ่มเติม
- ดูภาพทั้งหมดที่นี่

19 ธ.ค. 2552

เที่ยวนครนายก ตอนที่ 1 : วัดหลวงพ่อปากแดง

เมื่อวันที่ 11-13 ธันวาคมที่ผ่านมา ผมได้ร่วมกับคณะเดินทางไปทัศนศึกษาในบริเวณจังหวัดนครนายกร่วมกับคณะ ธรรมชาติที่สวยงานของจังหวัดให้ความสดชื่นมากพอสมควร จึงขอนำเรื่องสนุกๆ มาเล่าใหัทุกผ่านได้ฟัง

จังหวัดนาครนายกเป็นจังหวัดเล็กๆ ตั้งอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มากนัก คำว่า "นายก" มีที่มาจากอดีตที่มีการยกเลิกภาษีค่านาเนื่องมาจากความแห้งแล้ง ไม่ว่าจะไปเที่ยวที่ไหนก็จะเห็นนักท่องเที่ยวคึกคักเสมอ แหล่งท่องเที่ยงส่วนใหญ่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เช่น น้ำตก ภูเขา เป็นต้น

สำหรับการเดินทางนั้นจากสุรินทร์นั้น เราใช้เส้นทางผ่าน อ.วังน้ำเขียว, อ.กบินทร์บุรี และแวะเยี่ยมชมตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ที่ จ.ปราจีนบุรี ก่อนจะเข้าพักที่รีสอร์ทในตัวเมืองนครนายก

หลวงพ่อปากแดง
หลวงพ่อปากแดงประดิษฐานอยู่ในวัดพราหมณี อยู่บนถนนสาริกา-นางรอง ไม่ห่างจากตัวเมืองนัก เส้นทางนี้เป็นเส้นทางเดียวกับน้ำตกนางรองและเขื่อนขุนด่านปราการชลที่เราจะไปเที่ยวในวันนี้ด้วย ตัววัดตั้งอยู่ห่างจากถนนใหญ่ไม่มาก ทันที่ที่เข้ามาถึงพบว่ามีผู้คนแวะมาสักการะมากมายอยู่แล้ว

ประวัติของพระพุทธรูปองค์นี้สันนิษฐานว่าได้อัญเชิญมาจากนครเวียงจันทร์ พร้อมกับพระสุก พระใส ซึ่งได้ประดิษฐานอยู่ที่ จ.หนองคาย สำหรับหลวงพ่อปากแดง ชาวบ้านได้นำมาประดิษฐานเมืองนี้พร้อมทั้งสร้างวัดพรามณีขึ้นมาพร้อมกันด้วย ลักษณะพิเศษของพระพุทธรูปองค์นี้คือปากท่านมีสีแดง


ดูจากข้อมูลแล้วเห็นว่าหลวงพ่อองค์นี้เป็นที่รู้จักดีในหมู่นักเสี่ยงโชค ตลอดทางในวัดจึงเต็มไปด้วยแผงขายลอตเตอรี พร้อมบริการทำบุญ สะเดาะเคราะห์ เจิมหน้าผาก กระทั่งการนอนในโลงเพื่อสะเดาะเคราะห์ก็มี นอกจากนั้นยังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ เช่น ศาลเจ้าแม่กวนอิม วัตถุมงคลต่างๆ ไว้สำหรับผู้ศรัทธาได้บูชา บรรยากาศในวัดคล้ายๆ กับอยู่ในงานฝังลูกนิมิตเพียงแต่ที่ที่วัดนี้มีกิจกรรมแบบนี้เป็นการถาวรเท่านั้น ตัวผมเองก็เพียงแต่เดินดูและเสียเงินบำรุงวัดเป็นค่าของสักการะหลวงพ่อเท่านั้น


(บรรยายภาพ - โลงศพสำหรับทำพิธีสะเดาะ์ห์เคราะห์)
องค์หลวงพ่อประดิษฐานอยู่ในโบสถ์เล็กๆ เป็นโบสถ์แบบโบราณไม่มีการตกแต่งอะไรมาก ด้านหน้าโบสถ์มีการจำหน่ายเครื่องสักการะชุดละ 20 บาท มีคนจำนวนมากทยอยเข้ามากราบท่าน ตอนที่ผมเข้าไปสักการะนั้น พยามสังเกตก็ไม่เห็นปากที่แดงของท่าน แต่ไม่เห็นชัด คงเพราะมีคนมาปิดทองบนองค์ท่านมากมายรวมทั้งปากที่แดงนั้นด้วย


คณะของเราอยู่ที่วัดแห่งนี้ประมาณหนึ่งชั่วโมง ก่อนจะเดินทางไปเที่ยงน้ำตกนางรองและเขื่อนขุนด่านปราการชล ต่อไป

เพิ่มเติม
- ดูภาพทั้งหมดได้จากที่นี่

18 ธ.ค. 2552

CEO กับความรัก : การศึกษาในทิศทางใหม่

ผมไปได้หนังสือเล่มนี้จากพี่ในที่ทำงาน ซึ่งเล่าให้ผมฟังด้วยว่ากำลังพยามแนะนำให้ลูกสาวที่จะจบ ม.6 ในภาคเรียนนี้ได้ไปศึกษาต่อในสถาบันเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ ที่ผมจะกล่าวถึงต่อไปนี้

หนังสือเล่มนี้เขียนโดยคุณกอบศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บจม.ซีพี ออลล์ จำกัด หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อร้าน 7-11 นั่นเอง เมือคำนำและคำนิยมบอกว่าหนังสือเล่มนี้เป็นการรวบรวมบทความที่คุณกอบศักดิ์ ได้เขียนไว้ในวารสารเพชร ซึ่งเป็นวารสารภายในของบริษัท


สำหรับหนังสือที่ผมได้มามีความหนาเพียง 20 กว่าหน้าและมีเพียงบทเดียวคือ "การศึกษาในทิศทางใหม่" เข้าใจว่าเล่มที่ผมได้มานี้อาจจะเป็นเล่มที่ตัดทอนส่วนใหญ่ออกและพิมพ์ออกมาเฉพาะกิจเท่านั้น

สำหรับเนื่้อหาในบท "การศึกษาในทิศทางใหม่"นี้เป็นการแสดงแนวคิดที่อยู่เบื้องหลังการตั้งสถาบันเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ โดยอธิบายพร้อมยกตัวอย่างจดหมายของผู้ปกครองนักเรียนคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้บริหารในบริษัท ซีพี ออล์ ด้วย

จดหมายดังกล่าวเล่าถึงปัญหาในการจัดการศึกษาให้กับลูกชายของแม่คนหนึ่ง เดิมนั้นลูกชายสามารถสอบเข้าคณะวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ หลักสูตรนานาชาติของมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศได้ ตลอดระยะเวลาการเรียนในปีแรกนั้น ลูํกชายกลับมีแต่ความอีดอัดจากบรรยากาศการแข่งขันในห้องเรียน ความคาดหวังจากครูและผู้ปกครอง ค่านิยมที่เน้นความหรูหราฟุ่มเฟือย แม้จะต้องค่าใช้จ่ายตลอดปีสูงถึงสามแสนบาทลูกชายก็ไม่อนาทรร้อนใจอะไรเลย

ในทีสุดเมื่อแม่ทนไม่ไหว จึงหาทางสอนลูกโดยนำเงินไปถ่่่่่่่่ายเอกสารตัดออกมาในขนาดเท่าเงินจริงๆ ใบละ 1,000 บาท จำนวน 3,000 ใบ มากองให้ลูกดูว่าที่ส่งลูกใช้ไปเป็นเงินมหาศาลขนาดไหนจนทำให้ลูกชายได้สติขึ้นมา

ด้วยความสงสารแม่ ลูกชายจึงหาที่เรียนใหม่คือ สถาบันปัญญาภิวัฒน์ การเป็นนักศึกษาในสถาบันแห่งนี้ทำให้เขาต้องฝึกงานในร้าน 7-11 ไปพร้อมๆ กับการเรียน อันทำให้เขาได้ประสบการณ์ชีวิตใหม่ๆ หล้งจากสามปีผ่านลูกชายกลายเป็นคนที่รู้คุณค่าของเงิน มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ขยันขันแข็งในการทำงาน มีความรับผิดชอบและรู้จักทำประโยชน์แก่สังคม สร้างความชื่นใจให้แก่แม่มาก

นอกจากจดหมายจากแม่ของนักศึกษาแล้ว คุณกอบศักดิ์ได้เล่าถึงความเป็นมาสถาบันเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ว่า เริ่มจากการเข้าร่วมจัดการศึกษาในระบบทวิภาคีกับ สนง.อาชีวศึกษา ในปี 2538 ต่อมาได้ตั้งเป็นโรงเรียนปัญญาพิวัฒน์เทคโนโลยีเพื่อจัดการศึกษาระดับ ปวช.และ ปวส. ในปี 2548 และขยายสู่การจัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ (Panyapiwat Institute of Technology) ขี้นในปี 2550 เพื่อเปิดสอนในระดับปริญญาตรีและปริญญาโท

หลักการในการจัดการศึกษาของสถาบันคือ Work-based Learning หรือจะพูดได้ว่า เรียนไปทำงานไป เป็นการเรียนจากการทำงานและให้งานเป็นสิ่งที่สอนเรา ทำให้หลังจากเรียนจบแล้วผู้เรียนก็สามารถทำงานได้ในทันที

แนวความคิดนี้เป็นเรื่องใหม่สำหรับสังคมไทย แต่ในต่างประเทศมีการดำเนินการจนประสบความสำเร็จมานานแล้ว เช่น ในประเทศเยอรมันนี เป็นต้น การผลักดันแนวคิดเหล่านี้ในระยะแรกอาจจะมีความไม่เข้าใจอยู่บ้าง แต่เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะ ก็เริ่มได้เสียงตอบรับที่ดี มีจำนวนผู้สมัครเข้ามาเรียนมากขึ้น และสถาบันแห่งนี้ยังได้รางวัลรองชนะเลิศด้านนวัตกรรมแห่งชาติจากผลงาน "นวัตกรรมการเรียนรู้จากภาคทฤษฎีสู่การปฏิบัติจริง" ด้วย

ความเห็น
นี่คือสถานศึกษาที่ถูกสร้างโดยบริษัทที่ประสบความสำเร็จในกิจการขยายปลีกมากที่สุดของประเทศ กิจการของสถานศึกษามีความคืบหน้าจากการดำเนินงานมาตลอดระยะเวลาสิบกว่าปีด้วยการยึดแนวคิดเรียนจากงาน เมื่อดูหลักสูตรแล้วก็เห็นว่าเขาก็สอนเฉพาะสิ่งที่เขาชำนาญ คือเรื่องการบริหารธุรกิจค้าปลีกเท่านั้น

หันกลับมาดู หน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องการศึกษาโดยตรงอย่างกระทรวงศึกษา มืออาชีพด้านนี้โดยตรง จะเห็นว่าระยะเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมาเราก็ทำได้แค่ปฏิรูปการศึกษาไปหนึ่งครั้งแล้วก็ไม่เห็นผลอะไรเป็นรูปธรรมนอกจากการจัดโครงสร้างใหม่เท่านั้น แถมทำไปทำมาโครงสร้างที่ว่าก็เรียกร้องจะกลับไปเป็นแบบเดิมซะอีก เป้าหมายต่อไปคือการเดินหน้าปฏิรูปอีกรอบ แม้พยามบอกว่าจะพัฒนาคุณภาพผู้เรียนแต่ไม่แคล้วเริ่มต้นที่การจัดตั้งหน่วยงานสารพัดเหมือนเดิม ก็ทำกันไปครับ ถ้าปฏิรูปรอบสองยังไม่ดีขึ้นก็ยังมีรอบสามกันอีก ผมว่าไปๆ มาๆ น่าจะลองดูตัวอย่างจากบริษัทค้าปลีกบ้างก็ได้ ว่าเขาจัดการศึกษาอย่างไรถึงไม่วนอยู่ในอ่างอย่างนี้