ทัึุกทายกันก่อน

ตอนนี้ผมมีเหตุต้องให้สอนภาษาอังกฤษ เลยค่อนค้างยุ่งกับวิธีการสอนที่เรียกว่า phonic จริงๆ วิธีนี้ก็ไ่ม่ใช่เป็นวิธีใหม่อะไร เพียงแต่เป็นคล้ายก้ับส่วนเติมเต็มภาษาอังกฤษที่เรียนกันในโรงเรียน รายละเีอียดติดตามได้จากบล็อกนี่แหล่ะ

สำหรับบทเรียนภาษาคอมพิวเตอร์ XHTML & CSS ที่ผมกำัลังแปลอยู่ก็ยังทำอยู่นะครับ แต่อาจจะช้าลงไปบ้าง และก็ยังรับผู้ช่วยแปลเหมือนเดิม ใครที่ไม่เก่งภาษาอังกฤษไม่เป็นไร ขอแต่มีใจรัก ผมยินดีช่วยแนะนำเทคนิควิธีหลายๆ อย่างให้ การแปลคำบรรยายวิดิโอ รับรองไปขอให้ใครสอนเขาก็ไม่สอนให้หรอกครับ มันต้องฝึกทั้งหูเราให้ดี การใ้ช้โปรแกรม VLC แบบซับซ้อน ฯลฯ แต่หากจะเรียนท่านก็ต้องออกแรงทำประโยชน์ให้คนอื่นๆ เหมือนกัน

และสุดท้าย ช่วงนี้เข้าหน้าฝนแล้ว ฝนเริ่มตกและอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย โปรดระวังรักษาสุขภาพท่านด้วยนะครับ

18​ พ.ค. 56

25 พ.ค. 2556

The Last Stand นายอำเภอคนพันธุ์เหล็ก



อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ กลับมาแล้วครับ คราวนี้มาเป็นนายอำเภอในเมืองเล็กๆ ที่ต้องรวบรวมลูกน้องเท่าที่มีต่อสู้กับกองทัพของนักค้ายาเสพติด ที่จะต้องผ่านเมืองของเขาเพื่อข้ามพรมแดน

เนื้อเรื่องก็ไม่มีอะไรมากครับ มันก็ทื่อๆ เป็นไปตามที่ควรจะเป็น ไม่มีซ่อนเงื่่อน ไม่มีหักมุม

แต่มีข้อสังเกตที่คิดว่าน่าสนใจดังนี้

ประการแรกเป็นหนังบู๊เล็กๆ ที่ทำออกมาได้ดี ตัวละครก็มีไม่มาก เป็นการสู้ระหว่างตำรวจไม่กี่คน กับ ผู้ร้ายกลุ่มเล็กๆ โดยมีฉากหลังเป็นเมืองบ้านนอก ส่วนเรื่องแอ็คชั่นก็ทำได้ดี ยิงกันเปรี้ยงปร้างได้สนุก แต่คงจะไม่อลังการขนาด James Bond 007 หรือ Die Hard เอาว่าสนุกได้แบบประหยัดๆ

อีกประการคือ อาร์โนลด์ ในเรื่องนี้เล่นเป็นนายอำเภอสูงอายุ ที่อยากมาใช้ชีวิตสงบเงียบที่บ้านนอก อายุอานามในเรื่องก็พอๆ กับอายุจริงของดารา วัยขนาดนี้จะให้สะพายปืนไล่ยิงหลานๆ ก็ไม่ใช่แนว เรื่องนี้เลยออกแนวสุขุม คอยวางแผนให้รุ่นเด็กๆ เขาบู๊หนักๆ ไป แทน

รวมๆ ก็สนุกดีครับ ดูได้แต่มันก็ไม่ค่อยมีอะไรให้จำเป็นพิเศษ

24 พ.ค. 2556

การตรึงบทความในบล็อกเกอร์

่ก่อนอื่นต้องขอแจ้งสำหรับบางท่านที่อาจจะยังไม่ทราบว่า บล็อกที่ท่านกำลังอ่านอยู่ตอนนี้ทำงานบน Blogger นะครับ ผมใช้บริการที่นี่มาตั้งแต่ 2007 ถึงตอนนี้ก็เป็นเวลาตั้ง 7 ปีแล้ว ตอนแรกๆ มีหลายคนที่รู้จักคนเขียนอยู่ แต่ตอนหลังเหมือนจะเหลือผมแค่คนเดียวที่ยังทำ แม้อาจจะห่างๆ ไปบ้างในบางช่วง

สิ่งหนึ่งที่อยากให้บล็อกเกอร์มีคือ ระบบที่ตรึงบทความความบทความให้คงที่อยู่ข้างบนตลอด และ้เร็วๆ นี้ผมเพิ่งมาพบวิธีการดังกล่าวในบทความเรื่อง How to Make a Sticky Post in Blogger จาก wikihow ซึ่งมีหลายวิธี ผมเลือกใช้วิธีที่สองที่ดูง่ายๆ ดี โดยการสร้าง Gadget แบบ custom html แล้วลากมาวางที่ในพื้นที่ของบทความได้เลย สิ่งที่ผมเล่ามานี้ผมใช้บล็อกเกอร์จะรู้ว่าคืออะไร และมีประโยชน์อย่างไรสำหรับเขา



แต่สำหรับ ผู้อ่านทั่วๆ ไป นั้น ผมก็ขอแจ้งว่า การที่สามารถตรึงบทความในบล็อกเกอร์ได้ ทำให้มีความยืดหยุ่นหลายอย่างในการนำเสนอข้อมูลบบล็อกนี้ ตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงคือ ผมสามารถเขียนบทความสั้นๆ ทักทายกับท่านผู้ชมได้ หรือสามารถนำเอาหน้าเพจ มาวางไว้ด้านบนของบทความ ทำให้มีพื้นที่ในการสนทนากันมากขึ้น และน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับท่านมากขึ้น

สุดท้ายนี้ ผมก็ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามมาโดยตลอด และผมขอสัญญาว่า จะพยามปรับปรุงเนื้อหาให้เป็นประโยชน์สำหรับผู้ชมยิ่งขึ้นไปครับ



23 พ.ค. 2556

ความสัมพันธ์อยุธยา – โปรตุเกส

แนะนำวิดิโอคำบรรยายจากการสัมนา "500 ปี ความสัมพันธ์สยามประเทศไทย กับโปรตุเกสและชาติตะวันตกในอุษาคเนย์ 2054-2554" เมื่อวันที่ 26 27 มกราคม 2555 ณ หอประชุมใหญ่ อาคาร 100 ปี มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ตอนเด็กๆ เรียนเรื่องวิชาภูมิศาสตร์จำได้ว่าประเทศบราซิลเท่านั้นที่พูดภาษาโปรตุเกส (ดาราฟุตบอลก็พูดโปรตุเกส) ประเทศที่เหลือเหมือนจะพูดสเปน (ไม่นับประเทศเล็กประเทศน้อยสารพัดนะ) แต่ดินแดนบราซิลที่พวกเขาครอบครองได้ก็กว้างขวางเหลือเกินแล้ว

ตลอดระยะเวลาความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับโปรตุเกส "อย่างเป็นทางการ" ในระยะสั้นๆ ดูเหมือนจะไม่มีปัญหาข้อพิพาทอะไรกับสยาม เพราะอยุธยาไม่ใช่เป้าหมายของโปรตุเกส (ไม่มีเครื่องเทศ) ส่วนคนโปรตุเกสจำนวนมากที่เข้ามาในอยุธยาและยังอาศัยอยู่ต่อจากนั้น ก็เป็นคนที่หนีออกมาจากการปกครองของโปรตุเกส



วิดิโอนี้เป็นการบรรยายพิเศษของ อ. นิธิ เอียวศรีวงศ์ ประเด็นที่น่าสนใจคือ แม้จะเป็นประเทศเจ้าอาณานิคมประเทศต้นๆ สามารถสะสมกำไรจากการค้าขายเครื่องเทศอย่างมหาศาลในระยะสั้นๆ แต่ก็ไม่สามารถสะสมความมั่งคั่งไว้ได้ ต่างจากเจ้าอาณานิคมรุ่นหลังๆ อย่างอังกฤษและฝรั่งเศส

นอกจากวิดิโอข้างบนแล้ว ย้งมีอีกเรื่องในงานเดียวกัน คือ "Imagine Siam without papaya " โดย อ.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ

เพิ่มเติม
- ผู้สนใจยังสามารถติดตามการบรรยายเรื่อง "แผนพิชิตเอเชียของ Portugal-Spain" เมื่อวันที่ 26 ธ.ค.55 ที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย อ.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ บรรยายถึงแนวคิดของพ่อค้าและนักบวชชาวโปรตุเกสและสเปนที่ต้อง­การจะพิชิตเอเชียในคริสตวรรษที่ 16-17 เช่นเดียวกับที่เคยพิชิตบราซิลและละตินอเม­ริกา แต่หากฟังสองวิดิโอข้างต้นแล้วจะเห็นน่าแผนนี้มันดูจะเกินกำลังไปหน่อย

18 พ.ค. 2556

แนะนำการเรียนภาษาอังกฤษแบบ Phonics

มีเหตุให้ผมต้องสอนภาษาอังกฤษครับ (ครูสมัยนี้จะสอนภาษาเดียวสงสัยจะยาก มีโอกาสก็น่าจะลองดู ) แต่ผมไม่อยากให้ภาษาอังกฤษที่ผมสอนมันเหมือนกับการเรียนในโรงเรียน ผมพยามหาวิธีอื่นๆ ดู กระทั่งพบวิดิโอเด็กหญิงคนหนึ่งที่สนทนาด้วยภาษาอังกฤษชัดเจนมาก และพบว่าเธอได้รับการฝึกด้วยวิธี Phonic

ผมได้ยินเรื่องวิธีการสอนแบบ Phonic ครั้ืงแรกจากผู้ก่อตั้งบ้านเด็กหลายภาษา โรงเรียนสอนภาษาแห่งหนึ่งในสุรินทร์ ครั้งนั้นผมไม่ได้สนใจเลย เพราะคิดว่าตัวเองคงไม่ได้ใช้ แต่พอกลับไปดูอีกครั้งก็พบว่าวิธีนี้สามารถประยุกต์ได้กับทุกภาษา และจริงๆ แล้ว ก็ใช่ว่าผมจะไม่รู้จักมัน ผมเคยเรียนภาษาดัวยซอพท์แวร์ Click Phonics เมื่อประมาณปี 2551 ก็พบว่ามันเป็นวิธีเรียนที่คล้ายกัน ( จริงๆ ชื่อมันก็คล้ายกันอยู่แล้ว)

แต่หลักการของการเรียนวิธีนี้ก็มีอะไรหลายๆ ที่น่าศึกษา ที่ผมนำเสนอข้างล่างนี้สิ่งที่ผมรวบรวมได้ในระยะสั้นๆ

1. ความหมายของ Phonics
จากเว็บไซต์ about.com ให้ความหมายว่า ในศตวรรษ
ที่ 19 คำว่า phonics มีความหมายเหมือนกันกับคำว่า phonectics (สัทศาสตร์ - สาขาย่อยของภาษาศาสตร์ที่ประกอบด้วยการศึกษาเสียงพูดของมนุษย์) แต่ในศตวรรษที่ 20 phonics มีความหมายว่า วิธีการสอนให้อ่าน( method of teaching reading )

และยังจำแนกว่ามี 4 แบบคือ
Analytic(al) Phonics แบบนี้จะฝึกให้นักเรียนวิเคราะห์ เช่น ให้คำๆ หนึ่งไป แล้วให้วิเคราะ์ห์ว่ามีหน่วยเสียงอะไรบ้าง
Linguistic Phonics ให้นักเีรียนมองหาสิ่งที่ร่วมกันระหว่างคำ เช่น ให้คำว่า cat, rat, mat, bat แล้วให้หาสิ่งที่ร่วมกันซึ่งในที่นี่ คือ เสียง -at แล้วใช้มันอ่านคำอื่นๆ ต่อไป แบบนี้จะคล้าย Analytic Phonics แต่เน้นที่รูปแบบ pattern มากกว่าจะจำแนกหน่วยเสียงแต่ละหน่วย
Synthetic Phonics ในท้องตลาดปัจจุบัน ผู้ผลิตสื่อขายทั้งหลาย เขาจะบอกว่าเขาใช้วิธีการแบบนี้ วิธีนี้เขามองว่า เสียงในภาษาอังกฤษทั้งหมด เกิดจากเสียงย่อย 44 เสียง( บวกลบนิดหน่อย ตามแต่บริษัท) มาผสมกัน ถ้าเราศึกษาเสียงย่อยทั้งหมดได้ เอามารวมกันได้ เราก็ออกเสียงทั้งหมด(เป็นแสนๆ คำ) ได้ถูกต้่อง กระบวนก็การเริ่มจากเด็กฝึกออกเสียงย่อยเหล่านี้พร้อมตัวอักษรที่แทนเสียง จากนั้นก็อ่านคำโดยอาศัยการผสมเสียงแทนตัวอักษรที่ประกอบกันเป็นคำ (อ่านเพิ่มเติมได้จาก Mr. Tim's phonics และ Jolly Phonics)
Embedded Phonicsแบบนี้เขาจะศึกษาจากหนังสือหรือสื่อจริงๆ (แบบอื่นจะศึกษา จากแบบเรียนที่เขียนมาเฉพาะ ถูกออกแบบสำหรับผู้เรียน ) เข้ายากนะครับ แต่มีความสำพันธ์กลับกลุ่มที่เรียกว่า the whole language movement

2. แล้วมันต่างจากแบบที่เรา(และเด็กๆ ทุกวันนี้) เรียนในโรงเรียนอย่างไร ?
การเรียนการอ่านภาษาัอังกฤษ ที่เราเห็นทุกวันนี้เป็นแบบ "look-say" คือ เห็นตัวอักษรแล้วจำเสียงกับคำศัพท์ (อ่านเพิ่มเติมจากประวัติของ Rudolf Flesch ) เช่น BAT ครูจะชี้แล้วบอกว่า B-A-T อ่านว่า แบ็ท นักเรียนจะจำคำศัพท์ด้วยสายตาเพื่อเจอคำศัพท์ที่ไม่รู้จักก็จะสับสน

จริง ๆแล้ว ในภาษาไทย เราก็มีการเรียนแบบ phonic ด้วยวิธีการที่เรียกว่า แจกลูก เช่น คำว่า บาน เราก็แจกว่า "บอ - อา - บา , บา - นอ - บาน" ทำแบบนี้นักเรียนจะจำหน่วยเสียงย่อยแต่ละหน่วยแล้วเอามาประกอบกันให้เป็นเสียงพยางค์ได้ แต่ในภาษาอังกฤษเรากลับไปยอมทำอย่างนั้น หากสอนแบบที่เราเรียนภาษาอังกฤษในปัจจุบันครูจะสอนเพียงแค่ว่า "บอ - อา - น อ่านว่า บาน"

ผลกระทบของวิธีได้ไปไกลกว่าแค่อ่านไม่ี่ค่อยออก เพราะนักเรียนไม่ได้พัฒนาทักษะของหู พวกเขาจะแยกเสียงพวกนี้ไม่ได้ เช่น last , lad , last , laz นำไปสู่การจำคำศัพท์ไม่ค่อยได้ ต้องเห็นตัวหนังสือถึงจะเข้าใจภาษาอังกฤษ (ทั้งๆ ที่แค่ใช้่หูฟัง ก็น่าจะเข้าใจได้) และเป็นเหตุสำคัญให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเีรียนไม่ดี

อีกอย่างผมเพิ่งรู้ว่า ตัวเองเป็นพวกต้องเห็นตัวหนังสือก่อนถีงจะเข้าใจภาษาอังกฤษได้ เพราะเวลาอ่านหนังสือผมเข้าใจได้ดีมาก แต่พอเวลาฟังประโยคง่ายๆ ผมฟังไม่ออก การได้กลับมาฝึกการฟังนี่ก็ช่วยได้เยอะจริงๆ ครับ

3. เอาหล่ะเริ่มที่ไหนดี ?
เอ่อ มัีนเยอะมาก เต็มไปหมดแล้ว ผมจะขอแนะนำหลักๆ ที่แบบครบถ้วนนะครับ



- ชุดวิดิโอ Teach Reading with Phonics - American English Pronunciation
เนื้อหาครบ อธิบายการออกเสียงด้วย Phonics ครบจบตอนเลย สิ่งที่พิเศษ คือ วิดิโอพวกนี้ทำให้นักเรียนผู้ใหญ่ชาวต่างชาติดู เขาก็จะอธิบายหลักการชัดตรงๆ ไปเลย ในขณะที่สื่อการสอนเรื่อง Phonic โดยทั่วไป ผู้ผลิตจะผลิตทำให้เด็กเ็ล็กๆ ดังนั้นเขาจะไม่อธิบายหลักการอะไรให้ (เขาอาจจะอธิบายหลักการพวกนี้ในเอกสารที่ประกอบมากับสื่อพวกนี้แทน) แต่จะให้เด็กดูรูปสวยๆ แล้วร้องเพลงตาม ผสมเสียงตาม แล้วก็จะอ่านได้ไปเอง (ซึ่งผู้ใหญ่อย่างผมงงมากๆ) ดังนั้น ขอแนะนำอย่างยิ่งครับ จับหลักการให้ได้ก่อน
อีกอย่าง ตัวเว็บหลักเขาก็ดีมากนะครับ มีบริการสอนภาษาหลากหลายช่องทาง

- Reading Bear
เว็บไซต์ฟรี สำหรับการฝึกอ่านด้วยวิธี Phonics โดยทั่วไปแล้วสื่อการสอนของวิธีนี้หาของฟรียากมาก เริ่มตั้้งแต่ขั้นพื้นฐานไป สอนโดยการโต้ตอบกับเว็บแอพลิเคชัน นอกจากการอ่านแล้ว เขาก็ยังสอนคำศํพท์ไปในตัวพร้อมกันด้วย แต่บริการที่ให้นี้ เป็นบริการออนไลน์ ต้องทำงานผ่านอินเทอร์เนต ซึ่งเหมาะกับเด็กเล็กๆ เช่น ลูกหลานเรา เรียนที่บ้าน เปิดอินเทอร์เนตไป ฝึกออกเสียงไป

แต่สำหรับครูี่จะเอาไปใช้ในชั้นเรียน เว็บนี้ก็ไม่ได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องนั้น (แต่คุณอาจจะดึงชุดคำศัพท์ที่พบ จับหน้าจอ ไปสร้างสื่อเองก็ได้ แต่ออกแรงหน่อย)

- บล็อกครูไทยไร้เทียมทาน
เว็บนี้เป็นตัวอย่างการนำไปใช้ในการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในห้องเรียน ที่เห็นในวิดิโอก็มาีการใช้แผ่นชาร์ตรายการคำศัพท์จำนวนมาก เพื่อให้นักเรียนฝึกอ่านไปพร้อมๆ กัน แต่สื่อแผ่นชาร์ตแบบนี้ไม่ฟรี หากต้องการก็ต้องติดต่ออาจารย์เจ้าของบล็อกท่านดู

- แหล่งเีรียนรู้ที่ขอเพิ่มเติม ได้แก่ บทความเรื่อง How to start teaching phonics และ แหล่งรวมข้อมูลเืรื่อง phonics จากเว็บไซต์ครูพ่อแม่ สำหรับพ่อแม่ที่จะสอนลูกที่บ้าน

หวังว่าที่กล่าวมาคงจะช่วยท่านได้บ้างนะครับ